บอร์ดองค์การค้าฯ ตีกลับแผนปี 70 จี้เคลียร์ตัวเลขเงินด่วน! ไฟเขียวพิมพ์หนังสือเรียนลดเหลือ 21 ล้านเล่ม

“บอร์ดองค์การค้าฯตีกลับแผนปี 70 สั่งรื้อรายละเอียดรายได้–ต้นทุนใหม่ใน 1 สัปดาห์ ไฟเขียวพิมพ์หนังสือเรียน ลดจาก 22 ล้านเหลือ 21 ล้านเล่ม
26 ต.ค.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการฯเข้าร่วม ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแผนงบประมาณการปฏิบัติงานองค์การค้าของ สกสค. ประจำปี 2570 แต่ที่ประชุมฯยังไม่ให้ความเห็นชอบ และมีมติให้องค์การค้าฯ นำแผนกลับไปทบทวนและให้จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนให้นำกลับมาเสนอใหม่ในการประชุมครั้งหน้า เนื่องจากข้อมูลที่นำเสนอยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ จึงให้ฝ่ายบริหารกลับไปจัดทำรายละเอียดของแผนฯใหม่ โดยเฉพาะประมาณการรายรับ–รายจ่าย และรายละเอียดการดำเนินธุรกิจให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับสถานการณ์
รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนแผนการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2570 ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการได้ โดยอนุมัติแผนปฏิบัติการเพื่อให้สามารถผลิตและจัดส่งหนังสือถึงสถานศึกษาได้ตามกำหนด ภายในวันที่ 30 เมษายน 2570 ก่อนเปิดภาคเรียน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมให้ปรับลดจำนวนการจัดพิมพ์จากเดิมที่องค์การค้าเสนอมาประมาณกว่า 22 ล้านเล่ม ให้ลดลงเหลือประมาณกว่า 21 ล้านเล่ม เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่ายังมีหนังสือคงเหลือในสต็อก จึงต้องนำสต็อกที่มีอยู่มาคำนวณเพื่อลดจำนวนพิมพ์และลดวงเงินค่าใช้จ่ายลงจากแผนเดิม ซึ่งมีวงเงินประมาณ 805 ล้านบาท โดยให้องค์การค้าฯ ปรับตัวเลขจำนวนจัดพิมพ์และงบประมาณลงให้สอดคล้องกับสต็อกจริง สำหรับการกำหนดคุณลักษณะกระดาษนั้น ที่ประชุมย้ำว่าให้ดำเนินการตามมาตรฐานของเจ้าของลิขสิทธิ์และมาตรฐานที่กำหนด ต้องไม่มีการล็อกสเปก เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส ทั้งนี้ เมื่อแผนจัดพิมพ์หนังสือเรียนผ่านความเห็นชอบจากองค์การค้าฯ และผ่านมติบอร์ด สกสค.แล้ว ก็สามารถเดินหน้ากระบวนการจัดพิมพ์ได้ทันที โดยไม่ต้องนำกลับมาเสนอขอความเห็นชอบจากบอร์ดอีกครั้ง
นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับปัญหาฐานะการเงินและการบริหารทรัพย์สินขององค์การค้าฯ ซึ่งยังประสบภาวะขาดทุน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาล แต่เป็นปัญหาสะสมจากการบริหารในอดีตที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข ที่ประชุมจึงสั่งให้องค์การค้าฯจัดทำแผนบริหารสินทรัพย์ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ เนื่องจากองค์การค้าฯมีทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งที่ดินหลายแห่ง ทั้งร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ รวมถึง อาคาร และทรัพย์สินในจังหวัดต่าง ๆ โดยให้สำรวจว่าแต่ละรายการสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หรือทรัพย์สินใดไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพื่อจัดทำเป็นแผนเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป ส่วนจะดำเนินการกับทรัพย์สินแต่ละรายการในรูปแบบใด จะเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการฯพิจารณาต่อไป ขณะเดียวกัน องค์การค้าฯ ยังมี คดีความค้างอยู่จำนวนมาก ทั้งคดีที่องค์การค้าฯ เป็นโจทก์และเป็นจำเลย มีทั้งกรณีที่อาจต้องชำระเงินให้คู่กรณี และกรณีที่ต้องติดตามเงินกลับคืนมา ทำให้ยังไม่สามารถประเมินภาระทางการเงินที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ จัดหาทนายความพิเศษที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้ามาดูแลและต่อสู้คดีแทนองค์การค้าฯ เพื่อเร่งคลี่คลายคดีที่ยังไม่สิ้นสุด ควบคู่กับการจัดทำแผนบริหารทรัพย์สินและแผนฟื้นฟูการดำเนินงานให้มีความชัดเจนมากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

