หยุดตัดสินคนอ้วน 'ไม่มีวินัย'... ปรับความคิดใหม่ ชวนคนไทยเริ่มดูแลสุขภาพด่วน

เมื่อพูดถึงโรคอ้วน หลายคนอาจนึกถึงแต่เรื่องของรูปร่าง การควบคุมอาหาร หรือวินัยส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า โรคอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับความใส่ใจมากกว่าเพียงเรื่องของความตั้งใจลดน้ำหนัก ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยจากการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่า ภาวะอ้วนในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มจากร้อยละ 42.2 ในการสำรวจปี 2562-2563 เป็นร้อยละ 45 กล่าวได้ว่า เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรไทยวัย 15 ปีขึ้นไปกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นแค่เพียงเรื่องภาพลักษณ์
ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด (NCDs) ทั้งเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไขมันพอกตับ หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด องค์การอนามัยโลกจัดให้โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ระบบประสาทและชีววิทยา พฤติกรรมการกิน การเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม จึงไม่อาจอธิบายด้วยคำว่า “ขาดวินัย” เพียงอย่างเดียว
กินให้น้อยลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น อาจยังไม่เพียงพอ

อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่การควบคุมน้ำหนักยังได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม ฮอร์โมน การนอนหลับ ความเครียด ยาบางชนิด รูปแบบการทำงาน รวมถึงข้อจำกัดด้านรายได้และเวลา คำแนะนำแบบเดียวจึงอาจไม่ตอบโจทย์ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือเริ่มมีความเสี่ยงต่อโรค NCDs
การตำหนิผู้มีภาวะอ้วนว่า “ไม่พยายาม” อาจสร้างความอับอายและทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องน้ำหนักหรือเข้ารับบริการสุขภาพ บางคนจึงหันไปพึ่งการอดอาหารอย่างหักโหมเพื่อลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เมื่อทำต่อเนื่องไม่ได้ อาจกระตุ้นให้เกิดการกลับมาของน้ำหนัก ซึ่งการลดและเพิ่มของน้ำหนักซ้ำหลายครั้ง เรียกว่า Weight Cycling หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Yoyo Effect
“ตัวเลขภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานเป็นสัญญาณว่า เราต้องเปลี่ยนความคิดและบทสนทนาจากการตัดสินเรื่องรูปร่าง ไปสู่การช่วยให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงและเข้าถึงการประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่รู้สึกถูกตีตรา ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) เชื่อว่า ความรู้ด้านสุขภาพและการเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพ คือ ส่วนสำคัญของการรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศไทย” พักตร์นลิน บูลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด (Ms. Pucknalin Bulakul, Managing Director of Zuellig Pharma Thailand) กล่าว
มองให้ไกลกว่าตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก
การประเมินสุขภาพเบื้องต้นอาจเริ่มจากดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว โดยค่า BMI > 23 แปลว่า เริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน ค่า BMI > 25 แปลว่า มีภาวะอ้วน ส่วนเส้นรอบเอวที่ 90 ซม. ในผู้ชายและ 80 ซม. ในผู้หญิง สะท้อนว่า มีภาวะอ้วนลงพุง ผู้ที่เข้าเกณฑ์หรือมีความกังวล ควรเข้ารับการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และความดันโลหิต พร้อมแจ้งประวัติการรักษาและปัญหาสุขภาพอื่นแก่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs และสุขภาพจิต เพื่อให้การประเมินครอบคลุมสุขภาพโดยรวม ไม่ใช่เพียงตัวเลขของน้ำหนัก3

การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
หากการปรับโภชนาการ การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมยังไม่เพียงพอ หรือมีโรคร่วมที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจพิจารณาแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลควบคู่กันไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุขภาพอย่างปลอดภัย สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ การรักษาอาจรวมถึงการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery) ซึ่งไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการรักษาที่มุ่งควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงจากโรคอื่นๆ และส่งเสริมคุณภาพชีวิต
การเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นภาวะสุขภาพเรื้อรัง ช่วยลดการตำหนิและส่งเสริมให้ผู้ที่มีภาวะอ้วนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ หากกังวลเรื่องน้ำหนักหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ พร้อมหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้
สำหรับประเทศไทย การลดภาระโรคอ้วนและ NCDs ต้องอาศัยความร่วมมือของคนในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ และพันธมิตรในระบบสุขภาพ ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) มุ่งสนับสนุนการขยายการเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพให้เป็นไปได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากนวัตกรรมทางการแพทย์จะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมได้ก็ต่อเมื่อผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพที่เชื่อถือได้อย่างปลอดภัย

