สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2569

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
- เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบ
สาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
สปน. เสนอว่า
- ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบ
สาธารณภัย พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนดให้มี “คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบ
สาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ และผู้อำนวยการกองคลัง สปน. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีหน้าที่และอำนาจอนุมัติการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ควบคุมดูแลการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้กองทุน ควบคุม เร่งรัด และประสานงานการช่วยเหลือ
ผู้ประสบสาธารณภัยกับหน่วยงานต่าง ๆ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเข้ากองทุน กำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุม ดูแลรักษา และการเบิกจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน รวมถึงการจำหน่ายทรัพย์สินที่ไม่มีความคุ้มค่าต่อการเก็บรักษา - โดยที่ข้อ 23 ของระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้ในการสั่งจ่ายเงินหรือโอนเงินจากบัญชีกองทุนไปยังสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพื่อส่งให้แก่ผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือ ให้กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการหรือผู้อำนวยการกองคลัง สปน. เป็นผู้ลงนามร่วมกันอย่างน้อยสองคน ต่อมาได้มีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2569 ปรับปรุงโครงสร้างและอัตรากำลังของ สปน. โดยรวมภารกิจหน้าที่และอำนาจ รวมทั้งอัตรากำลังของกองคลัง เป็นของกองกลาง ส่งผลให้ปัจจุบันไม่มีตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลังที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยฯ และไม่มีตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลังที่จะทำหน้าที่ในการสั่งจ่ายหรือโอนเงินกองทุนดังกล่าว ประกอบกับสำนักตรวจราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองตรวจราชการทำให้ชื่อตำแหน่งของผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับชื่อตำแหน่งผู้อำนวยการกองตรวจราชการในปัจจุบัน จึงส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยฯ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการสั่งจ่ายหรือโอนเงินกองทุน - สปน. จึงได้ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขึ้น มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2542 โดยแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งของผู้มีหน้าที่และอำนาจในการสั่งจ่ายหรือโอนเงินกองทุนเงินช่วยเหลือ ผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ หน้าที่และอำนาจตามโครงสร้างและอัตรากำลังของ สปน. ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2569 และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
3.1 แก้ไขชื่อตำแหน่งจาก “ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ” เป็น “ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ” และ “ผู้อำนวยการกองคลัง” เป็น “ผู้อำนวยการกองกลาง” สปน. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
3.2 แก้ไขชื่อตำแหน่งจาก “ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการ” เป็น “ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ” และ “ผู้อำนวยการกองคลัง” เป็น “ผู้อำนวยการกองกลาง” เป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจสั่งจ่ายเงินหรือโอนเงินกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยฯ
- เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้แก้ไขชื่อร่างประกาศตามข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562) เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
|
กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562
|
ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับ ผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562) |
|
ในแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภท |
|
|
เดิมเป็น ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สีเขียวอ่อน) บริเวณหมายเลข 8.6 |
เปลี่ยนเป็น ที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา (สีเขียวมะกอก) บริเวณหมายเลข 10.2/1 |
|
ในข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน |
|
|
เดิมเป็น ข้อ 6 การใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภทท้ายกฎกระทรวงนี้ ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ ...ฯลฯ... (10) ที่ดินในบริเวณหมายเลข 10.1 ถึงหมายเลข 10.4 ที่กำหนดไว้เป็นสีเขียวมะกอก ให้เป็นที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสงวนรักษาพื้นที่ไว้สำหรับการศึกษา ...ฯลฯ... |
เปลี่ยนเป็น ข้อ 6 การใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภท ท้ายกฎกระทรวงนี้ ...ฯลฯ... (10) ที่ดินในบริเวณหมายเลข 10.1 ถึงหมายเลข 10.2/1 หมายเลข 10.3 และหมายเลข 10.4 ที่กำหนดไว้เป็นสีเขียวมะกอก ให้เป็นที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสงวนรักษาพื้นที่ไว้สำหรับการศึกษา ...ฯลฯ... |
|
ข้อ 16 ที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา ให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการศึกษาหรือเกี่ยวข้องกับการศึกษาสถาบันราชการ หรือสาธารณประโยชน์เท่านั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทนี้ ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ (1) ให้ดำเนินการหรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 16 เมตร การวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้นดาดฟ้า สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด
(2) ให้มีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 6 เมตร |
ข้อ 16 ที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา ให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการศึกษาหรือเกี่ยวข้องกับการศึกษา สถาบันราชการ หรือสาธารณประโยชน์เท่านั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทนี้ ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ (1) ให้ดำเนินการหรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 16 เมตร สำหรับที่ดินในบริเวณหมายเลข 10.2/1 ให้ดำเนินการ หรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร การวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้นดาดฟ้าสำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด (2) ให้มีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 6 เมตร |
|
ในรายการประกอบแผนผัง |
|
|
เดิมเป็น 10. ที่ดินในบริเวณหมายเลข 10.1 ถึงหมายเลข 10.4 ที่กำหนดไว้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา มีรายการดังต่อไปนี้ 10.1 โรงเรียนขุนยวมวิทยา 10.2 โรงเรียนขุนยวม 10.3 โรงเรียนอนุบาลขุนยวม 10.4 โรงเรียนต่อแพวิทยา |
เปลี่ยนเป็น 10. ที่ดินในบริเวณหมายเลข 10.1 ถึงหมายเลข 10.2/1 หมายเลข 10.3 และหมายเลข 10.4 ที่กำหนดไว้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา มีรายการดังต่อไปนี้ 10.1 โรงเรียนขุนยวมวิทยา 10.2 โรงเรียนขุนยวม 10.2/1 โรงเรียนเทศบาลตำบลขุนยวม 10.3 โรงเรียนอนุบาลขุนยวม 10.4 โรงเรียนต่อแพวิทยา |
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า ร่างประกาศฉบับนี้ตามที่ มท. เสนอ
มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับเรื่องที่สำนักงานได้เคยเสนอความเห็นแล้ว (ตามหนังสือ สคก. ด่วนที่สุด ที่ นร 0908/27
ลงวันที่ 29 มกราคม 2569) จึงขอยืนยันความเห็นเช่นเดิมว่า หาก มท. ยืนยันว่าการแก้ไขผังเมืองดังกล่าวสอดคล้องกับผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัด รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 และคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขผังเมืองรวมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อให้ มท. นำไปประกาศใช้บังคับต่อไป และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าโดยที่ร่างประกาศฯ ที่ มท. เสนอมาในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการออกประกาศ มท. เพื่อใช้บังคับ ผังเมืองรวมฉบับใหม่แทนกฎกระทรวงดังกล่าว ดังนั้น ในการกำหนดชื่อร่างประกาศ มท. ในกรณีนี้ จึงสมควรใช้ว่า “ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562 พ.ศ. ....” เพื่อให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับบทบัญญัติตามมาตรา 111 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562
- เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ของนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 (2) ในวันที่ 24 ตุลาคม 2569
เนื่องด้วยตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ว่างลงซึ่งมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่าง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
เศรษฐกิจ-สังคม
- เรื่อง ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย จากธนาคารโลก
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
- อนุมัติให้ กค. รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกจำนวน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
- เห็นชอบร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement) เอกสาร Standard Conditions ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 (เอกสาร Standard Conditions) ร่างแผนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement Plan) รวมทั้งเห็นชอบการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสาร Standard Conditions ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ของธนาคารโลก
- เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
- มอบหมายให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานดำเนินการหลักตามข้อกำหนดภายใต้ร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า รวมถึงดำเนินกิจกรรมดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และเบิกจ่ายเงินภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 18 เดือน หลังจากวันที่ลงนามในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement)
สาระสำคัญของเรื่อง
- โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (โครงการฯ) หรือโครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (แผน 2) เป็นหนึ่งในแผนงานภายใต้โครงการหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างของกรมชลประทาน รวม 9 แผนงาน โดยเฉพาะโครงการฯ ดังกล่าวมีวงเงิน 165,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ แบ่งการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำหลากออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก วงเงิน 40,860 ล้านบาท และ (2) โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย วงเงิน 124,140 ล้านบาท มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2570-2577 ครอบคลุมการปรับปรุงคลองเดิมและการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทยอันจะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งนี้ โครงการฯ ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการทางระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (สำหรับโครงการฯ เฉพาะช่วงป่าสัก-อ่าวไทย) ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 รวมทั้งโครงการฯ ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569
- คณะรัฐมนตรีมีมติ (29 กันยายน 2569) อนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการฯ และให้ กษ. (กรมชลประทาน) เร่งรัดการดำเนินโครงการฯ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ รวมถึงมีมติเพิ่มเติมด้วย เช่น
2.1 ให้ กค. กษ. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องนำประเด็นการกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ให้ครอบคลุมถึงการส่งเสริมการใช้สินค้าและวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) ไปกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจาและจัดทำสัญญาเงินกู้จากแหล่งเงินกู้ต่างประเทศสำหรับโครงการนี้ต่อไป
2.2 ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับ กษ.(กรมชลประทาน) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯ เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาจุดตัดโครงการฯ ที่ทับซ้อนกับโครงสร้างสาธารณูปโภคหรือโครงข่ายคมนาคมของหน่วยงานอื่น ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้พิจารณากำหนดองค์ประกอบและหน้าที่และอำนาจให้ชัดเจน เหมาะสม แล้วเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไป
2.3 ให้ กษ. (กรมชลประทาน) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วยโดยมีความเห็นที่สำคัญ เช่น
1) ประเด็นการจัดหาที่ดิน โดย กค. เห็นควรให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการเรื่องเวนคืนที่ดิน โดยการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เนื่องจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงส่งผลต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า กษ. (กรมชลประทาน) ควรที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของประชาชนที่อยู่ในแนวเขตของโครงการฯ ให้ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อที่จะได้จ่ายเงินค่าทดแทนและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่ประชาชนโดยเร็ว และไม่ให้เกิดปัญหาต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ (Trust in Government) ดังเช่นโครงการอื่นที่ผ่านมา สศช. เห็นควรให้กรมชลประทานตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจริง และประเมินค่าขนย้ายที่เกิดขึ้นให้ครบถ้วน จัดทำแผนการโยกย้ายประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม รวมถึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เห็นว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการทางระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างเป็นจำนวนมาก จึงขอให้กรมชลประทานให้ความสำคัญกับข้อร้องเรียนของผู้ได้รับผลกระทบ กิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการจ่ายค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินที่ถูกต้องและเป็นธรรมด้วย
2) ประเด็นการบริหารจัดการโครงการฯ โดย กค. เห็นว่าจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ (Sensitivity Analysis) พบว่า กรณีต้นทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และโครงการล่าช้า 3 ปี จะเกิดความเสี่ยงต่อความคุ้มค่าของโครงการมากที่สุด ดังนั้น จึงเห็นควรบริหารจัดการโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการเตรียมความพร้อม ด้านการจัดหาที่ดิน การแบ่งสัญญาก่อสร้างอย่างเหมาะสม รวมทั้งควบคุมงบประมาณให้อยู่ภายใต้กรอบวงเงินที่ประมาณการ
- การดำเนินการที่ผ่านมา
3.1 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ธนาคารโลกได้ให้การสนับสนุนด้านการวิเคราะห์และการเตรียมความพร้อมโครงการ โดยได้จัดตั้งคณะสำรวจโครงการ (Project Identification Mission) ในเดือนเมษายน 2568 และสนับสนุนกรมชลประทานในการวิเคราะห์แนวทางและเส้นทางการไหลของน้ำหลากในเบื้องต้น เพื่อประกอบการพิจารณาและเตรียมความพร้อมโครงการต่อไป
3.2 ธนาคารโลกได้เสนอความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) ภายใต้กองทุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับการเตรียมโครงการ (Grant Facility for Project Preparation: GFPP) ของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD) หรือธนาคารโลกในฐานะผู้ดูแลกองทุนจำนวน 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนกรมชลประทานในการดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมโครงการฯ ซึ่งต่อมาธนาคารโลกได้ประสานงานเพื่อแจ้งการปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากจำนวน 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นจำนวน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งปรับปรุงและเพิ่มเติมขอบเขตกิจกรรมที่จะดำเนินการภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) โดยได้มีการหารือร่วมกับกรมชลประทานเกี่ยวกับขอบเขตของกิจกรรมที่ปรับปรุงดังกล่าวด้วยแล้ว
3.3 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 กค. โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้มีหนังสือถึงกรมชลประทานเพื่อขอให้พิจารณารายละเอียดของกิจกรรมภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) ที่ปรับปรุงแล้ว และยืนยันความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจและความรับผิดชอบของกรมชลประทาน โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 กรมชลประทานได้มีหนังสือแจ้งยืนยันความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) ดังกล่าว ส่งผลให้การดำเนินงานมีความชัดเจนในส่วนของหน่วยงานหลักที่จะดำเนินกิจกรรมภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) และสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้
3.4 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ธนาคารโลกได้มีหนังสือแจ้งการสนับสนุนความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) วงเงิน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งขอให้ กค. โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะยืนยันความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) และดำเนินการจัดการประชุมหารือเพื่อพิจารณาเจรจาร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement) ระหว่างผู้แทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย กค. โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กรมชลประทาน และผู้แทนจากธนาคารโลก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารโลกได้มีหนังสือแจ้งเพิ่มเติมว่าภายใต้ข้อกำหนดการสนับสนุนความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) ดังกล่าวจะต้องมีการลงนามในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569
3.5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 กค. ได้มีหนังสือถึงธนาคารโลกเพื่อยืนยันความประสงค์ในการรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) ดังกล่าวสำหรับดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการจัดประชุมเจรจาเพื่อพิจารณาในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยผู้แทนฝ่ายไทย และผู้แทนจากธนาคารโลกได้เห็นชอบร่วมกันในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหัวหน้าผู้แทนฝ่ายไทยได้ลงนามในรายงานการประชุมเจรจาร่างข้อตกลง (Minutes of Negotiations) ร่วมกับหัวหน้าผู้แทนของธนาคารโลกด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ประเด็นตามมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กค. เห็นพ้องกับ กต. และ สคก. ว่าร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Draft Grant Agreement) เอกสาร Standard Conditions และร่างแผนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement Plan) เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่โดยไม่ต้องตราพระราชบัญญัติเพิ่มเติม จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
- เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 และขออนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินสำหรับการดำเนินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 และเห็นชอบให้เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน จากเดิม 15,500,000,000 บาท เป็น 16,550,000,000 บาท เพิ่มขึ้น จำนวน 1,050,000,000 บาท แบ่งเป็น (1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 16,050,000,000 บาท และ (2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และเนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินเกินกว่าวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ก็เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปี ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ด้วย ตามความเห็นสำนักงบประมาณ (สงป.)
เหตุผลความจำเป็น
คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยให้กับประชาชนค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม จำนวน 15,500,000,000 บาท โดยขอใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,000,000,000 บาท และส่วนที่เหลือ จำนวน 5,500,000,000 บาท ขอใช้จ่ายจากงบประมาณปีต่อไป และขออนุมัติก่อหนี้ผูกพัน ตามมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561
สาระสำคัญของเรื่อง
- คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 อนุมัติวงเงินงบประมาณในการดำเนินการซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน วงเงินรวม 15,500,000,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,000,000,000 บาท และขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันตามมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 สำหรับส่วนที่เหลือ 5,500,000,000 บาท ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปีต่อไป
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือด่วนที่สุด
ที่ 4442/3436 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 และด่วนที่สุด ที่ 4442/3466 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นำส่งข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม รายชื่อบริษัทประกันภัยและสัดส่วนการรับประกันภัย เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง : ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตรวจสอบเอกสารหลักฐานดังกล่าวแล้วพบว่า กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับ มีรายละเอียดและค่าเบี้ยประกันภัย ไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 รายละเอียด ดังนี้
2.1 กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติค่าเบี้ยประกันภัยคงเดิม (วงเงิน 500,000,000 บาท) โดยเพิ่มเติมผลประโยชน์สำหรับกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติจากเงื่อนไขกรมธรรม์ วงเงิน 200,000 บาทต่อคน ซึ่งมีการอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนแล้ว วงเงินรวม 2,000,000 บาท (เสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่)
2.2 กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น จากเดิมวงเงิน 15,000,000,000 บาท เป็นวงเงิน 16,050,000,000 บาท รายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์คงเดิม
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เบิกจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัย จำนวน 500,000,000 บาท เรียบร้อยแล้ว สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ยังไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเบี้ยประกัน ดังกล่าวได้ เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัย เกินวงเงินที่ขอรับจัดสรรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือด่วนที่สุดที่ 4442/3581 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2569 และด่วนที่สุด ที่ 4442/3615 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แจ้งว่า การคำนวณเบี้ยประกันภัยดังกล่าวต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จึงขอเรียนว่าเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ดังกล่าว จำนวน 15,000,000,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องด้วยข้อมูลตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ด่วนที่สุด 4331/3130 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ดังนั้น จึงขอความอนุเคราะห์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพิจารณาเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงิน จำนวน 1,050,000,000 บาท เพิ่มเติมต่อไป
ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ที่ได้รับการจัดสรรแล้วไม่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณนี้ได้ จึงมีความจำเป็น ต้องขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
ประโยชน์และผลกระทบ
ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน และความคุ้มครองกรณีการเสียชีวิต เมื่อเกิดสถานการณ์ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับเงินช่วยเหลือครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม และได้รับเงินช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น ด้วยเครื่องมือการบริหารจัดการในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากสาธารณภัยผ่านระบบประกันภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
- เรื่อง ขออนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้
- อนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 50,000.00 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
- มอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งดำเนินการการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Vendors) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
- มอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์โครงการ Solar ภาคประชาชน ให้ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายและผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Vendors) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง รวมทั้งเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน
- มอบหมายให้กรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีในกรณีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการได้รับสิทธิ (เงินสนับสนุน)
- มอบหมายให้กรมศุลกากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีในกรณีการยกเว้นภาษีอากรนำเข้า ตามข้อ 5.10 ในข้อ 2)
- มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำมาตรการและแนวทางการจัดการซากแผง Solar และอุปกรณ์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน รวมถึงการกำหนดค่าใช้จ่าย แหล่งเงินรองรับ และกลไกการกำกับ
การจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
- มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลการผลิตและการใช้ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ
- มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณาแนวทางการรวบรวมปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้โครงการ Solar ภาคประชาชนเพื่อให้เป็นทรัพย์สินของภาครัฐภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ความเร่งด่วนของเรื่อง
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานยังคงมีความผันผวนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของประชาชน ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางด้านพลังงาน โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชนลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคประชาชนตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการผลิตและใช้พลังงานสะอาด อันเป็นการสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนจึงขอเสนอโครงการ Solar ภาคประชาชน โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้วงเงินในแผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
สาระสำคัญของเรื่อง
- กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการ Solar ภาคประชาชน วงเงินรวมทั้งสิ้น 50,000.00 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายจำนวน 1,000,000 ครัวเรือน เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
- คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ได้พิจารณาโครงการ Solar ภาคประชาชน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 และวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทยได้เข้าร่วมการประชุมและให้ข้อมูลรายละเอียดข้อเสนอโครงการเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้
- คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ตามหนังสือคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ด่วนที่สุด ที่ กค (คกง.) 0907/46 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2569 มีมติที่ประชุม ดังนี้
3.1 เห็นควรอนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 50,000.00 ล้านบาท ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน ทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยคณะกรรมการฯ มีความเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินงานแต่ละขั้นตอนเป็นไปในทิศทางเดียวกันสามารถวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินโครงการได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้
1) ระยะเวลาดำเนินโครงการและแผนการดำเนินการ : ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยปรับระยะเวลาดำเนินงาน และแผนการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน รวมทั้งแผนการใช้จ่ายเงินให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริง โดยขอให้กำหนดลงทะเบียนขอรับสิทธิ เป็นระหว่างวันที่
27 ตุลาคม 2569 - 31 มกราคม 2570 การสำรวจสถานที่ติดตั้งและประเมินขนาดติดตั้ง ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570
2) การกำหนดราคา การรับประกัน และบริการหลังการขาย : ขอให้กำหนด เป็นมาตรฐานเดียวกันของผู้ให้บริการติดตั้งระบบจากการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือผู้ประกอบการติดตั้งระบบ (Vendors) ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้แก่
(1) ราคาติดตั้ง : ระบบ Solar ขนาด 5 kW ราคาไม่เกิน 140,000.00 บาท
(2) การรับประกัน : รับประกันงานติดตั้ง 7 ปี และประกันอัคคีภัย 7 ปี
(3) บริการหลังการขาย : บริการล้างแผง 7 ปี ปีละ 1 ครั้ง ตามรอบการบำรุงรักษา
3) การขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Vendors) : ขอให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้การดำเนินโครงการให้สำเร็จบรรลุเป้าหมาย
4) การวางเงินประกันผลงานของผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Bank Guarantee) : ขอให้วาง Bank Guarantee จำนวน 50,000.00 บาทต่องาน ระยะเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงาน ภายในระยะเวลา 6 เดือน จะถูกยึด Bank Guarantee
3.2 เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชนแล้ว เห็นควรให้สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์โครงการ Solar ภาคประชาชน ให้ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายและผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Vendors) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง รวมทั้งเพื่อใช้เป็น ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน
3.3 เห็นควรให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำมาตรการและแนวทางการจัดการซากแผง Solar เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน
- คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ตามหนังสือคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ด่วนที่สุด ที่ กค (คกง.) 0907/58 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 มีมติที่ประชุม ดังนี้
4.1 เห็นชอบให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนดคุณสมบัติและอัตราค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุดมาตรฐานขนาด 5 กิโลวัตต์ (KW) วงเงินไม่เกิน 140,000.00 บาท ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีคุณสมบัติและราคาที่สูงกว่าชุดมาตรฐานที่การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนดได้
4.2 ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพิ่มเติมรายละเอียดในเรื่องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยดำเนินการโครงการ Solar ภาคประชาชน วงเงิน 50,000.00 ล้านบาท ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่ 2 โดยให้ครอบคลุมถึงรายละเอียดของโครงการ ได้แก่
1) กลุ่มเป้าหมาย หลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้รับสิทธิ
2) ขนาดติดตั้ง มาตรฐาน ราคา การขายไฟฟ้าและบริการหลังการขาย การกำหนดขนาดติดตั้งของโครงการ ข้อกำหนดมาตรฐานและคุณสมบัติของระบบ อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง องค์ประกอบ วิธีกำหนด และขอบเขตของราคา รูปแบบการติดตั้ง มาตรฐานการติดตั้ง เงื่อนไขการให้บริการหลังการขาย ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขายไฟฟ้าส่วนเกิน
3) ผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendors) จำนวนและความสามารถของผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendors) หลักเกณฑ์การคัดเลือกและกำกับดูแลผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendors) ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน การจัดทำสัญญามาตรฐาน
4) รูปแบบและขั้นตอนการดำเนินโครงการ กำหนดรูปแบบการดำเนินโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงานตั้งแต่การลงทะเบียนรับสิทธิ การตรวจสอบสิทธิ การเลือกผู้ให้บริการ (Vendor) การยื่นขอขนานระบบ การตรวจสอบและการอนุญาตให้เชื่อมขนาน การเบิกจ่ายเงิน และการโอนเงินพร้อมทั้งระบุเอกสารประกอบการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนโดยละเอียด รวมทั้งการวาง Bank Guarantee โดยระบุกรอบเวลา ที่ชัดเจนในแต่ละขั้นตอน และการบริหารความเสี่ยงของโครงการ
5) สินเชื่อ หลักเกณฑ์ รูปแบบและเงื่อนไขการขอสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่เข้าร่วมโครงการ (ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร)
6) การจัดการแผงและอุปกรณ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน โดยให้ระบุผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่าย แหล่งเงินรองรับ และกลไกการกำกับการจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
7) การส่งเสริมอุตสาหกรรมและการลงทุนภายในประเทศ การใช้อุปกรณ์
ที่ผลิตภายในประเทศ การยกเว้นวัตถุดิบนำเข้าเพื่อการผลิตแผง Solar การให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน
8) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการได้รับสิทธิ (เงินสนับสนุน)
ให้กรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
9) การยกเว้นภาษีอากรนำเข้า ให้กรมศุลกากรดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
10) ให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลการผลิตและการใช้ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ
11) ให้กระทรวงมหาดไทยโดยการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณาแนวทางการรวบรวมปริมาณ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ Solar ภาคประชาชน เพื่อให้เป็นทรัพย์สินของภาครัฐภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
12) กรณีมีไฟส่วนเกิน สามารถขายคืนให้การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ราคา 2.20 บาท/หน่วย โดยธนาคารจะหักเงินได้จากค่าขายไฟเพื่อชำระเงินต้นเป็นลำดับแรก ส่วนที่เหลือคืนประชาชน
- โครงการ Solar ภาคประชาชน ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 50,000.00 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้
5.1 ความเป็นมา
คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) การบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน 2) นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ 3) การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป
ปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เมื่อพิจารณาในภาพรวมของประเทศพบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน อันเนื่องมาจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า สูงขึ้น และสะท้อนมายังค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องรับภาระ แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสูง
ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับประชาชน ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวได้โดยตรง ในการช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก และสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เนื่องจากประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากระบบและลดค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าในระยะยาว อีกทั้ง ยังช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
5.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ
1) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
2) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของภาคประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทดแทนการซื้อไฟฟ้าจากระบบ
3) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคประชาชนและสนับสนุนการลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
4) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) ผ่านการผลิตและใช้พลังงานสะอาด
5) เพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐด้านพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันนำไปสู่การพัฒนาระบบพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
5.3 ลักษณะโครงการ
โครงการ Solar ภาคประชาชน มีลักษณะการดำเนินงานเป็นการให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ประชาชนที่ มีคุณสมบัติและผ่านหลักเกณฑ์ของโครงการ รายละ 50,000.00 บาท เพื่อใช้ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์ให้กับประชาชน จำนวน 1,000,000 ครัวเรือน จำนวน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่ให้บริการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 74 จังหวัด และการไฟฟ้านครหลวง 3 จังหวัด ซึ่งดำเนินการผ่านการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและ/หรือผู้ประกอบการติดตั้งที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด
5.4 กลุ่มเป้าหมาย ประชาชน จำนวน 1,000,000 ครัวเรือน
5.5 วงเงินงบประมาณ จำนวน 50,000.00 ล้านบาท
|
รายการ |
ราคาต่อ หน่วย (บาท) |
จำนวน (หน่วย) |
รวม |
|
1. ค่าสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) สำหรับภาคประชาชน |
50,000.00 |
1,000,000.00 |
50,000.00 |
|
รวม |
50,000.00 |
1,000,000.00 |
50,000.00 |
5.6 ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 - 30 กันยายน 2570 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570
5.7 รูปแบบและขั้นตอนการดำเนินโครงการ
1) รูปแบบการดำเนินงาน
1.1) การลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
ประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพื่อขอรับสิทธิ ในการสนับสนุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ได้จำนวน 2 ช่องทาง ได้แก่
(1) ในระบบออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
(2) ลงทะเบียน ณ ที่ตั้งของสำนักงานการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่
1.2) การตรวจสอบสิทธิ
ในขั้นตอนการลงทะเบียน การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะดำเนินการตรวจสอบเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ในขั้นแรก โดยผู้ที่ลงทะเบียนได้จะต้องผ่านเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) เป็นบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทย
(2) ไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิในโครงการนี้มาก่อน โดยให้สิทธิ 1 บุคคลต่อ 1 มิเตอร์
(3) เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย
(4) ชื่อผู้ขอรับสิทธิต้องเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของมิเตอร์ที่ติดตั้งระบบ Solar
(5) ยืนยันการไม่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบ Solar ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
(6) ยืนยันไม่ขอรับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 20 ปีนับแต่วันได้รับการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ หากเป็นผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ
จากนั้น เมื่อผู้เข้าร่วมโครงการติดตั้งระบบ Solar พร้อมยื่นขนานระบบไฟฟ้า และได้รับอนุญาตให้ขนานระบบไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้าแล้ว การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะตรวจสอบเงื่อนไขในขั้นตอนสุดท้าย โดยผู้ที่จะได้เงินสนับสนุนต้องผ่านเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ระบบ Solar ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์สูงสุดและไม่เกิน
10 กิโลวัตต์สูงสุด ต่อ 1 มิเตอร์ (ติดตั้งใหม่ หรือติดตั้งเพิ่มจากระบบ Solar เดิม) โดยต้องประกอบด้วย อุปกรณ์หลักอย่างน้อย ได้แก่ แผง Solar และอินเวอร์เตอร์
(2) ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการติดตั้ง โดยต้องติดตั้งระบบ Solar กับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเท่านั้น
(3) ตรวจสอบวันที่ใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งโดยต้องระบุวันที่นับตั้งแต่วันที่เปิดลงทะเบียนรับสิทธิเงินสนับสนุนเป็นต้นไป
(4) ตรวจสอบวันที่ยื่นคำขอเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าโดยต้องยื่นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 และได้รับการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
1.3) ประชาชนเลือกผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ซึ่งสามารถเลือกใช้บริการได้จาก 3 แหล่ง
(1) การไฟฟ้านครหลวง
(2) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
(3) ผู้ประกอบการติดตั้งที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากบัญชีรายชื่อผู้ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (Approved Vendor List: AVL)
1.4) ผู้ให้บริการติดตั้งดำเนินการสำรวจสถานที่และประเมินขนาดติดตั้ง พร้อมทั้งประเมินราคา และตกลงราคากับประชาชน
1.5) ประชาชนเลือกแหล่งเงินทุน
ประชาชนสามารถเลือกแหล่งเงินทุนได้ 2 กรณี ดังนี้
(1) กรณีไม่กู้เงิน
ประชาชนจ่ายค่าติดตั้งให้ผู้ให้บริการติดตั้งเต็มจำนวน ทั้งนี้ การชำระค่าติดตั้งแต่ละงวด ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละราย
(2) กรณีกู้เงิน
(2.1) ธนาคารจ่ายเงินค่าติดตั้งให้แก่ผู้ให้บริการติดตั้งเต็มจำนวน
(2.2) ประชาชนรับภาระหนี้เงินกู้กับธนาคารในจำนวนเงินส่วนต่างจากค่าสนับสนุน
1.6) ผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) :ติดตั้งตามมาตรฐานที่กำหนด
1.7) การขออนุมัติเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย
(1) ผู้ให้บริการติดตั้งหรือประชาชนต้องยื่นคำขอเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 และได้รับการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
(2) การไฟฟ้าจะตรวจสอบอุปกรณ์และมาตรฐานการเชื่อมต่อระบบ
(3) การไฟฟ้าจะอนุมัติการเชื่อมต่อระบบ หากกรณีที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ผู้ประกอบการงานติดตั้งหรือประชาชนต้องกลับไปแก้ไข ทั้งนี้ ห้วงระยะเวลาต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อ (1)
1.8) การเบิกจ่ายเงิน และโอนเงิน
(1) การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดทำข้อมูลประชาชนที่ได้รับการอนุมัติให้เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า พร้อมข้อมูลแหล่งเงินทุนที่ใช้ในการติดตั้ง นำส่งให้สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
(2) กระทรวงมหาดไทยรวบรวมส่งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการแทนเพื่อจ่ายเงินต่อไป โดยแบ่งการโอนเงินออกเป็น 2 กรณี
(2.1) กรณีประชาชนไม่กู้เงิน : จะโอนเงินผ่าน PromptPay ให้กับประชาชน จำนวน 50,000.00 บาท
(2.2) กรณีประชาชนกู้เงิน : จะโอนเงินให้ธนาคาร จำนวน 50,000.00 บาท
2) การวางเงินประกันผลงานของผู้ให้บริการติดตั้งระบบ (Bank Guarantee) จำนวน 50,000.00 บาทต่องาน ระยะเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงานภายในระยะเวลา 6 เดือน จะถูกยึด Bank Guarantee
3) การปล่อยสินเชื่อ ดำเนินการโดยสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมีหลักเกณฑ์ รูปแบบ และเงื่อนไขการขอสินเชื่อของสถาบันการเงิน
4) การขายไฟ
กรณีมีไฟส่วนเกินประชาชนสามารถขายคืนให้การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย โดยธนาคารจะหักเงินได้จากค่าขายไฟเพื่อชำระเงินต้นเป็นลำดับแรก ส่วนที่เหลือคืนประชาชน และให้ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข และแนวทางการจ่ายเงินค่าสินเชื่อของผู้เข้าร่วมโครงการ Solar ภาคประชาชนที่ใช้สินเชื่อจากธนาคาร ให้สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
5) การบริหารความเสี่ยงโครงการ
โครงการจัดทำแนวทางรองรับกรณีดำเนินการล่าช้าของผู้ให้บริการติดตั้ง โดยกำหนดให้ในการรับงานติดตั้ง Solar ผู้รับจ้างต้องวาง Bank Guarantee หากไม่สามารถส่งมอบงานภายในระยะเวลา 6 เดือน จะถูกยึด Bank Guarantee แนวทางนี้จะช่วยกำกับให้ผู้ติดตั้งดำเนินการ ด้วยความรวดเร็ว นอกจากนี้การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า การไฟฟ้ามีการให้บริการในรูปแบบ One Stop Service ซึ่งลดระยะเวลาการดำเนินงานให้มีความรวดเร็วมากกว่าเดิม
5.8 หลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ
1) เป็นบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทย
2) เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย
3) ติดตั้งระบบ Solar ขนาดไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์สูงสุด และไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุด ต่อ 1 มิเตอร์ (ติดตั้งใหม่ หรือติดตั้งเพิ่มจากระบบ Solar เดิม โดยระบบที่ติดตั้งเพิ่ม ต้องไม่น้อยกว่า 5 กิโลวัตต์สูงสุด และไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุด โดยไม่นับรวมกับระบบ Solar ที่มีอยู่เดิม) โดยต้องประกอบด้วยอุปกรณ์หลักอย่างน้อย ได้แก่ แผง Solar และอินเวอร์เตอร์
4) ชื่อผู้ขอรับสิทธิต้องเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของมิเตอร์ที่ติดตั้งระบบ Solar
5) การได้รับสิทธิเงินสนับสนุนสามารถใช้สิทธิได้ 1 ครั้งต่อราย ตลอดโครงการ
6) ต้องติดตั้งระบบ Solar กับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเท่านั้น
7) ใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งต้องระบุวันที่นับตั้งแต่วันที่เปิดลงทะเบียนรับสิทธิเงินสนับสนุนเป็นต้นไป
8) ต้องยื่นคำขอเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2570 และได้รับการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
9) ไม่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบ Solar ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
10) ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุน แต่จะต้องไม่ขอรับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐกับทุกหมายเลขมิเตอร์เป็นระยะเวลา 20 ปีนับแต่วันได้รับการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ และหมายเลขมิเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบ Solar จากเงินสนับสนุนจะไม่สามารถนำไปขอสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้อีกเป็นระยะเวลา 20 ปี นับแต่วันได้รับการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ
11) จำนวนเงินสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบ Solar รายละ 50,000.00 บาท จำกัดไม่เกิน 1,000,000 ราย ทั่วประเทศไทย หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะครบตามที่ได้รับอนุมัติ
5.9 รายละเอียดของผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendors)
1) หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendors)
การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendor List) โดยตรวจสอบจากเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนโดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาผู้ผ่านการขึ้นทะเบียนต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่า ร้อยละ70 ซึ่งมีหัวข้อการพิจารณา ประกอบด้วย
(1) ทีมงานบริหารและวิศวกร
(2) ฐานะการเงิน
(3) ประสบการณ์ในรอบ 4 ปี
(4) ความน่าเชื่อถือ
2) จำนวนและความสามารถของผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendors)
จำนวนผู้ให้บริการงานติดตั้งที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (โดยคัดเลือกรายชื่อที่ซ้ำกันแล้ว) คาดว่ามีจำนวนประมาณ 1,500 ราย โดยผู้ให้บริการ 1 ราย มีจำนวนทีมงานโดยเฉลี่ย 10 ทีม ดังนั้น ผู้ให้บริการมีจำนวนทีมรวม 15,000 ทีมโดยการติดตั้งระบบ Solar บ้าน
1 หลัง มีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา 3 วัน ดังนั้น 1 ทีม จะติดตั้งได้ 10 หลังต่อเดือน ถ้ามี 15,000 ทีม จะติดตั้งได้ 150,000 หลังต่อเดือน ระยะเวลาของโครงการนับตั้งแต่เปิดลงทะเบียนจนถึงยื่นขอขนานระบบไฟฟ้าจะมีระยะเวลารวมทั้งสิ้น 10 เดือน ดังนั้น ศักยภาพของผู้ให้บริการติดตั้งที่มีอยู่ จะสามารถติดตั้งได้เต็มที่จำนวน 1,500,000 หลัง จึงคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายของโครงการได้
อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเท่านั้นอาจมีปัจจัยภายนอกอื่นที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการติดตั้งของผู้ให้บริการได้
3) การกำกับดูแลผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendors)
(1) ในโครงการนี้ กำหนดให้ผู้ให้บริการติดตั้งจะต้องใช้สัญญามาตรฐานที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนดขึ้น ในการทำสัญญากับประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโครงการ
(2) กำหนดให้ผู้ให้บริการติดตั้งต้องวางหลักประกันสัญญา ทั้งในขั้นตอนของการติดตั้ง และขั้นตอนการบริการหลังการขาย
(3) การรับประกันและบริการหลังการขาย ผู้ให้บริการติดตั้งต้องกำหนดให้มีการรับประกันติดตั้ง 7 ปี บำรุงรักษาล้างแผง 7 ปี (ปีละ 1 ครั้ง) และประกันอัคคีภัย 7 ปี
4) การจัดทำสัญญามาตรฐาน
โครงการนี้ กำหนดให้ผู้ให้บริการติดตั้งจะต้องใช้สัญญามาตรฐานที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนดขึ้น ในการทำสัญญากับประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโครงการ
5.10 คุณสมบัติของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) เช่น
1) ขนาดติดตั้ง
ขนาดไม่ต่ำกว่า 5 กิโลวัตต์สูงสุด และไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุดต่อ
1 มิเตอร์ (ติดตั้งใหม่ หรือติดตั้งเพิ่มจากระบบ Solar เดิม โดยระบบที่ติดตั้งเพิ่มต้องไม่น้อยกว่า 5 กิโลวัตต์สูงสุด และไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุด โดยไม่นับรวมกับระบบ Solar ที่มีอยู่เดิม) โดยต้องประกอบด้วยอุปกรณ์หลักอย่างน้อย ได้แก่ แผง Solar และอินเวอร์เตอร์
2) การส่งเสริมอุตสาหกรรมและการลงทุนภายในประเทศ
การใช้อุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตและประกอบแผง Solar ภายในประเทศในการรองรับการส่งเสริมและการขยายตัวของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกรมศุลกากรจะดำเนินการพิจารณายกเว้นภาษีอากรนำเข้าวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ในระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการบริโภคในประเทศ โดยคำนึงถึงความจำเป็น และปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ
แนวทางส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ โครงการ Solar ภาคประชาชน
มีแนวทางส่งเสริมการใช้วัตถุดิบชิ้นส่วน อุปกรณ์ และบริการที่ผลิตหรือดำเนินการโดยผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของประเทศควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชน โดยองค์ประกอบที่มีศักยภาพ ในการผลิตหรือดำเนินการภายในประเทศ ประกอบด้วย โครงสร้างรองรับแผงและอุปกรณ์ยึดจับ สายไฟ ท่อและรางเดินสาย ตู้ควบคุมไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบการติดตั้ง ตลอดจนงานสำรวจ ออกแบบ ติดตั้ง รวมถึงการบำรุงรักษาและบริการหลังการขาย ที่สามารถมีการพัฒนานวัตกรรมโดยบุคลากรในประเทศเพื่อต่อยอดได้
3) ราคาของระบบ รวมทั้งอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
การไฟฟ้านครหลวง และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กำหนดคุณสมบัติและราคาค่าบริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) ชุดมาตรฐาน ขนาดติดตั้ง 5 กิโลวัตต์
1 เฟส ในรูปแบบราคาแพ็กเกจ ราคาไม่เกิน 140,000 บาท (รวม VAT) เพื่อเป็นมาตรฐานให้ประชาชนเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกรับบริการ อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถเลือกติดตั้งระบบ Solar ที่มีคุณสมบัติและราคาสูงกว่าชุดมาตรฐานที่กำหนดได้ ทั้งจากการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
โดยราคาดังกล่าวเป็นค่าบริการติดตั้งแบบครบวงจร ครอบคลุมงานสำรวจ ออกแบบ ติดตั้งอุปกรณ์แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อินเวอร์เตอร์ โครงสร้างรองรับและอุปกรณ์ยึดแผงบนหลังคา สายไฟฟ้าและทางเดินสาย อุปกรณ์เชื่อมต่อ ตู้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ป้องกันทางไฟฟ้าที่จำเป็นตามแบบมาตรฐาน ทดสอบและเชื่อมต่อระบบ การขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรับประกันระบบ ประกันอัคคีภัย และบริการหลังการขาย ทั้งนี้ ไม่รวมแบตเตอรี่ งานปรับปรุงหรือเสริมความแข็งแรงของหลังคาและโครงสร้างอาคาร งานปรับปรุงระบบไฟฟ้าเดิม และงานหรืออุปกรณ์เพิ่มเติมนอกเหนือจากขอบเขตการติดตั้งพื้นฐาน หากผลการสำรวจพบว่าจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม ต้องมีการแจ้งรายละเอียดและค่าใช้จ่ายเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนตกลงดำเนินการ
ทั้งนี้ การกำหนดราคาในการให้บริการดังกล่าว เป็นการกำหนดราคาจากการประมาณการค่าใช้จ่ายที่อ้างอิงจากประมาณการราคาต้นทุนอุปกรณ์จากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของผู้ผลิตที่เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคภายใต้คุณสมบัติและมาตรฐานเดียวกัน โดยราคาสุทธิของแต่ละสถานที่ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และขอบเขตงานตามผลการสำรวจ
4) รูปแบบและมาตรฐานการติดตั้ง
การออกแบบและติดตั้งระบบต้องเป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย รวมถึงมาตรฐานการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และข้อกำหนดของการไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง
5) เงื่อนไขบริการหลังการขาย
(1) การรับประกัน : รับประกันงานติดตั้ง 7 ปี และประกันอัคคีภัย 7 ปี
(2) บริการหลังการขาย : บริการล้างแผง 7 ปี ปีละ 1 ครั้ง
ตามรอบการบำรุงรักษา
- ประโยชน์และผลกระทบ
โครงการ Solar ภาคประชาชน จะส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) เพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนได้อย่างมีเสถียรภาพ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น
- เรื่อง ขออนุมัติโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อรองรับพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกและส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้
- อนุมัติโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อรองรับพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกและส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระบบมิเตอร์อัจฉริยะและระบบเพิ่มประสิทธิภาพ กรอบวงเงิน 10,785.00 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) การจัดหาระบบมิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร จำนวน 1.31 ล้านชุด วงเงิน 6,200.00 ล้านบาท และ (2) ระบบเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ วงเงิน 4,585.00 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
- มอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวงกำกับดูแลการจัดหาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ ชิ้นส่วนและบริการภายในประเทศ (Local Content) ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
- มอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวงประเมินความต้องการของการติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความต้องการใช้งานจริง ขีดความสามารถในการติดตั้งอุปกรณ์และความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการ Solar ภาคประชาชน เพื่อให้การจัดหาการส่งมอบและการติดตั้งอุปกรณ์เป็นไปอย่างสอดประสานกัน ลดความเสี่ยงจากปัญหาคอขวด (Bottleneck)
- มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและการไฟฟ้านครหลวง ดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ รวมถึงบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
- มอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวงเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการพลังงานของประเทศ โดยบูรณาการการดำเนินโครงการร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กำหนดแนวทางและรูปแบบการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลจากระบบมิเตอร์อัจฉริยะอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะมาตรการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าและลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด ทั้งนี้ ขอให้การไฟฟ้านครหลวง พิจารณากำหนดแนวทางการขอความยินยอมจากผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้หน่วยงานสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลมิเตอร์อัจฉริยะได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการกำหนดขอบเขตและสิทธิการเข้าถึงข้อมูลให้สอดคล้องกับภารกิจและความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน
- 6. มอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวงติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการลงทุน อาทิ การลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการอ่านมิเตอร์และการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อร้องเรียนและความผิดปกติของมิเตอร์ การตรวจจับและลดความสูญเสียในระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนการสนับสนุนการบริหารจัดการโหลดและการรองรับการใช้งาน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
- เห็นชอบการเบิกจ่ายเงินของโครงการ โดยให้การไฟฟ้านครหลวงทยอยเบิกจ่ายตามจำนวนมิเตอร์ที่การไฟฟ้านครหลวงสามารถติดตั้งได้จริง ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ หากการไฟฟ้านครหลวง ไม่สามารถติดตั้งมิเตอร์ได้ครบถ้วนตามระยะเวลา
ที่กำหนด เห็นควรให้การไฟฟ้านครหลวงพิจารณาใช้เงินแหล่งอื่นของการไฟฟ้านครหลวง
รวมทั้ง ให้รับความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
ความเร่งด่วนของเรื่อง
โครงการฯ มีความจำเป็นเร่งด่วน ต้องดำเนินการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในวันที่
28 ตุลาคม 2569 เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงต้องดำเนินการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสารและระบบเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการรองรับโครงการ Solar ภาคประชาชน และเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ให้ส่งผลกระทบด้านคุณภาพไฟฟ้าต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า จึงเห็นควรดำเนินการขออนุมัติคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
สาระสำคัญของเรื่อง
- ความเป็นมาของเรื่องที่จะเสนอ
1.1 จากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อต้นทุนด้านพลังงาน การขนส่ง และเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้นนั้น รัฐบาลจึงได้มีนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด ดังนี้
1) จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569
(ครั้งที่ 177) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบการขยายการส่งเสริม Solar ภาคประชาชนทั้งแบบบนหลังคา (Rooftop) ภาคพื้นดิน (On Ground) และ ลอยน้ำ (Floating) ในรูปแบบ Net Billing เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ โดยขยายเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า รวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์ (จากเดิมเพียง 500 เมกะวัตต์) และขยายระยะเวลาสัญญารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ส่งกลับเข้าสู่ระบบเป็น 20 ปี (จากเดิมเพียง 10 ปี) โดยเทียบเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า จำนวน 2,000,000 ราย ที่ 5 กิโลวัตต์ต่อราย
2) จากการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้ อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ) ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่
14 ตุลาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบ โครงการ Solar ภาคประชาชนของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 1,000,000 ราย
1.2 จากนโยบายการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดข้างต้น ส่งผลให้แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าจาก Solar ภาคประชาชน และการใช้พลังงานสะอาดขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากไม่มีการเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง
1.3 การไฟฟ้านครหลวงจึงได้จัดทำข้อเสนอโครงการฯ วงเงินลงทุนรวม 20,170.00 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569
มีมติปรับวงเงินลงทุนรวมเป็น 10,785.00 ล้านบาท
- สาระสำคัญของโครงการฯ
2.1 วัตถุประสงค์ :
1) เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะของระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีศักยภาพและเสถียรภาพ ในการรองรับการเชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่มหานครอย่างเต็มรูปแบบ
2) เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และกลุ่มผู้ใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการข้อมูลเชิงลึกจากมิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร มาใช้ในการบริหารจัดการการใช้พลังงาน การประเมินความเหมาะสมและมาตรฐานความปลอดภัยในการติดตั้ง EV Charger การยกระดับความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหากระแสไฟฟ้าขัดข้อง ทำให้ระบบไฟฟ้ากลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับระบบการซื้อขายพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่โครงข่ายในอนาคต
3) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและบริหารจัดการระบบจำหน่ายไฟฟ้าขององค์กร โดยลดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน อาทิ การลดค่าใช้จ่ายในการจดหน่วยไฟฟ้า การลดค่าใช้จ่ายใน
การงดจ่ายและต่อกลับกระแสไฟฟ้า และการลดค่าสับเปลี่ยนเครื่องวัดฯ และตรวจสอบความผิดปกติของคุณภาพระบบไฟฟ้า ได้แก่ แรงดันไฟฟ้าเกิน แรงดันไฟฟ้าตก และภาวะโหลดเกิน
4) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกและส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.2 ส่วนประกอบของโครงการ : ประกอบด้วย
|
ส่วนประกอบของโครงการ |
คำอธิบาย |
|
1. มิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร |
มิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร ใช้สำหรับติดตั้งให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้ง Solar หรือเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าแบบ 2 ทิศทาง (ซื้อหรือขาย) |
|
2. ระบบเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ |
ระบบซึ่งรับข้อมูล จากมิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร เพื่อรองรับระบบการซื้อขายพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่โครงข่ายของผู้ใช้ไฟฟ้า |
2.3 กลุ่มเป้าหมายในการดำเนินการ : ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งหรือมีศักยภาพในการติดตั้ง Solar หรือเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 1,310,000 ราย
2.4 ปริมาณงานและงบประมาณ : ประกอบด้วย
หน่วย : ล้านบาท
|
ปริมาณงาน |
งบประมาณ |
|
1. มิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร จำนวน 1,310,000 ชุด |
6,200.00 |
|
2. ระบบเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ จำนวน 1 ระบบ |
4,585.00 |
|
รวมทั้งสิ้น |
10,785.00 |
2.5 ระยะเวลาดำเนินการ : ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 2569-กันยายน 2570 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570
2.6 ตัวชี้วัดและผลที่คาดว่าจะได้รับ
|
ตัวชี้วัด |
ค่าเป้าหมายของแผนงาน |
|
|
สิ้นสุด ก.ย. 2570 |
10 ปี |
|
|
ผลผลิตของโครงการ (Output) |
||
|
มิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร และระบบเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้ง Solar และเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า |
1,310,000 ราย |
1,310,000 ราย |
|
ผลลัพธ์ของโครงการ (Outcome) |
||
|
1. รองรับการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้ง Solar ขนาด 5 kW ต่อราย |
6,000 MW |
6,000 MW |
|
2. รองรับการเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า |
740 MW |
740 MW |
|
ผลประโยชน์และความคุ้มค่าของโครงการ |
||
|
อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) |
ร้อยละ 18.41 |
ร้อยละ 18.41 |
|
มูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจ (ENPV) |
6,316.40 ล้านบาท |
6,316.40 ล้านบาท |
|
อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) |
ร้อยละ 12.28 |
ร้อยละ 12.28 |
|
มูลค่าปัจจุบันสุทธิทางการเงิน (FNPV) |
4,673.51 ล้านบาท |
4,673.51 ล้านบาท |
ประโยชน์และผลกระทบ
โครงการฯ จะยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของการไฟฟ้านครหลวง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
- เรื่อง ขออนุมัติโครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) ภายใต้ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้
- อนุมัติโครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 10,811.60 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ประกอบด้วย (1) การจัดหาระบบมิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร จำนวน 1.7 ล้านชุด วงเงิน 7,241.60 ล้านบาท และ (2) ระบบโครงสร้างพื้นฐานมิเตอร์อัจฉริยะ กรอบวงเงิน 3,570.00 ล้านบาท
- มอบหมายให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการ ดังนี้
2.1 กำกับดูแลการจัดหาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ และบริการภายในประเทศ (Local Content) ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
2.2 กำหนดแนวทางการให้บริการระบบมิเตอร์อัจฉริยะที่ยืดหยุ่นตามความจำเป็นและความต้องการใช้งาน เพื่อรองรับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่อื่น ร่วมกับพื้นที่ศักยภาพสูง รวมทั้งประเมินความต้องการติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความต้องการใช้งานจริง ขีดความสามารถในการติดตั้งอุปกรณ์ และความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการ Solar ภาคประชาชน เพื่อให้การจัดหา การส่งมอบ และการติดตั้งอุปกรณ์เป็นไปอย่างสอดประสานกัน ลดความเสี่ยงจากปัญหาคอขวด (Bottleneck)
2.3 กระทรวงมหาดไทย และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ รวมถึงบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
- เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการพลังงานของประเทศ โดยบูรณาการการดำเนินโครงการร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กำหนดแนวทางและรูปแบบการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลจากระบบมิเตอร์อัจฉริยะอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะมาตรการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าและลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด ทั้งนี้ ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณากำหนดแนวทางการขอความยินยอมจากผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้หน่วยงานสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลมิเตอร์อัจฉริยะได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการกำหนดขอบเขตและสิทธิการเข้าถึงข้อมูลให้สอดคล้องกับภารกิจและความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน
- มอบหมายให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการลงทุน
- สำหรับการเบิกจ่ายเงินของโครงการ ขอให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทยอยเบิกจ่ายตามจำนวนมิเตอร์ ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สามารถติดตั้งได้จริง ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ หากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่สามารถติดตั้งมิเตอร์ได้ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กำหนด เห็นควรให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาใช้เงินแหล่งอื่นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
รวมทั้ง ให้รับความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
ความเร่งด่วนของเรื่อง
เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานยังคงมีความผันผวนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของประชาชน ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตทางด้านพลังงาน โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน ลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคประชาชนตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการผลิตและใช้พลังงานสะอาด อันเป็นการสนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับการผลิต ใช้ และขายคืนไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตามนโยบายรัฐบาล จึงขอเสนอโครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้วงเงินในแผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับโครงการ Solar ภาคประชาชน ที่จะดำเนินการโครงการในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอขออนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 ตุลาคม 2569
สาระสำคัญของเรื่อง
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,811.60 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวน 1,700,000 ราย
เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
- คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ได้พิจารณาโครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) เมื่อวันที่ 15, 19 และ 21 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงการคลัง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เข้าร่วมการประชุมและให้ข้อมูลรายละเอียดข้อเสนอโครงการเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้
- คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2569 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ตามหนังสือคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ด่วนที่สุดที่ กค (คกง.) 0907/56 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 มีมติที่ประชุม ดังนี้
3.1 เห็นควรให้ความเห็นชอบ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระบบมิเตอร์อัจฉริยะ และระบบเพิ่มประสิทธิภาพ วงเงิน 10,811.60 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) การจัดหาระบบมิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร จำนวน 1.7 ล้านชุด วงเงิน 7,241.60 ล้านบาท และ (2) ระบบโครงสร้างพื้นฐานมิเตอร์อัจฉริยะ กรอบวงเงิน 3,570.00 ล้านบาท โดยทั้ง 2 รายการ ปรับเพิ่มวงเงิน จำนวน 1,993.15 ล้านบาท จากข้อเสนอโครงการมิเตอร์อัจฉริยะ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตามการปรับกลุ่มเป้าหมายที่เดิมกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ (Customer-Based) ให้อยู่ในพื้นที่ศักยภาพสูง (Area-Based) ครอบคลุมเมืองหลักที่มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และยานยนต์ไฟฟ้าสูง และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบจำหน่ายไฟฟ้าก่อนพื้นที่อื่น โดยจะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและความคุ้มค่าในการลงทุน ทั้งนี้ ในส่วนค่าบำรุงรักษาระบบมิเตอร์อัจฉริยะภายหลังสิ้นสุดระยะเวลารับประกันผลงานให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ใช้เงินจากแหล่งอื่นในการดำเนินการ สำหรับค่าลงทุนรายการมิเตอร์/อุปกรณ์เครื่องวัดที่หม้อแปลงจำหน่าย และรายการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) วงเงิน 4,279.50 ล้านบาท คณะกรรมการฯ จะพิจารณาร่วมกับโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่สำหรับโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าในภาพรวม
3.2 เห็นควรให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการ ดังนี้
1) กำกับดูแลการจัดหาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนและบริการภายในประเทศ (Local Content) ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
2) กำหนดแนวทางการให้บริการระบบมิเตอร์อัจฉริยะที่ยืดหยุ่นตามความจำเป็นและความต้องการใช้งาน เพื่อรองรับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่อื่นร่วมกับพื้นที่ศักยภาพสูง รวมทั้งประเมินความต้องการของการติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความต้องการใช้งานจริง ขีดความสามารถในการติดตั้งอุปกรณ์และความเชื่อมโยงกับโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการ Solar ภาคประชาชน เพื่อให้การจัดหาการส่งมอบและการติดตั้งอุปกรณ์เป็นไปอย่างสอดประสานกัน ลดความเสี่ยงจากปัญหาคอขวด (Bottleneck)
3) เห็นควรให้ กระทรวงมหาดไทย และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรมและตรวจสอบได้ รวมถึงบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
3.3 เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการพลังงานของประเทศ โดยบูรณาการการดำเนินโครงการร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กำหนดแนวทางและรูปแบบการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลจากระบบมิเตอร์อัจฉริยะอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะมาตรการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด ทั้งนี้ ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณากำหนดแนวทางการขอความยินยอมจากผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้หน่วยงานสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลมิเตอร์อัจฉริยะได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการกำหนดขอบเขตและสิทธิการเข้าถึงข้อมูลให้สอดคล้องกับภารกิจ และความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน
3.4 ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการลงทุน อาทิ การลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการอ่านมิเตอร์และการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้าการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อร้องเรียนและความผิดปกติของมิเตอร์ การตรวจจับและลดความสูญเสียในระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนการสนับสนุนการบริหารจัดการโหลดและการรองรับการใช้งาน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ
3.5 สำหรับการเบิกจ่ายเงินของโครงการ ขอให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทยอยเบิกจ่ายตามจำนวนมิเตอร์ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สามารถติดตั้งได้จริง ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ภายใต้พระราชกำหนดฯ ทั้งนี้ หากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่สามารถติดตั้งมิเตอร์ได้ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กำหนดเห็นควรให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณาใช้เงินแหล่งอื่นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
- โครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,811.60 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้
4.1 ความเป็นมา
คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1) การบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน 2) นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ 3) การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป
ปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (Energy Transition) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เมื่อพิจารณาในภาพรวมของประเทศพบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน อันเนื่องมาจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น และสะท้อนมายังค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องรับภาระ แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสูง
การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน (RE) และแหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว (DERs) โดยเฉพาะ Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้ระบบจำหน่ายไฟฟ้ามีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถของระบบจำหน่าย เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่
1) ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (AMI) – Grid Visibility : เพิ่มความสามารถในการจัดเก็บและใช้ประโยชน์จากข้อมูลไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการโครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเพิ่มขึ้นของ Solar Rooftop และ EV
2) ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) – Grid Flexibility : เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน ลดข้อจำกัดของระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับพลังงานสะอาด และลดหรือชะลอการลงทุนขยายระบบจำหน่ายไฟฟ้า
ทั้งสองระบบเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนา Smart Grid เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง คุณภาพ และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า
4.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ
1) เพื่อพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบจำหน่ายด้านข้อมูลและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ด้วยระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Advanced Metering Infrastructure: AMI) และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศและการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)
2) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบจำหน่ายในการรองรับและบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) แหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resources: DERs) และการใช้พลังงานสะอาด ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง
3) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการตรวจวัด รับรู้ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลของระบบจำหน่ายให้มีความถูกต้องและทันเวลา สนับสนุนการวางแผนและบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ตลอดจนรองรับรูปแบบการให้บริการและการจัดเก็บค่าไฟฟ้าในอนาคต
4) เพื่อพัฒนาและยกระดับระบบมิเตอร์อัจฉริยะและการบริหารจัดการมิเตอร์ให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ ถูกต้องแม่นยำ และรองรับรูปแบบการจัดเก็บค่าไฟฟ้าในอนาคต
5) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความมั่นคง และประสิทธิภาพของระบบจำหน่ายไฟฟ้า ให้สามารถรองรับความผันผวนของการผลิตและการใช้ไฟฟ้า ลดข้อจำกัดของระบบในพื้นที่ที่มีการเชื่อมต่อพลังงานสะอาดในระดับสูง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ และลดหรือชะลอความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบไฟฟ้า
4.3 ลักษณะโครงการ
โครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) มีลักษณะการดำเนินงานเป็นการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัย รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และผู้ที่ติดตั้ง EV Home Charger จำนวน 1,700,000 ราย ในพื้นที่ให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 15 พื้นที่ ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเป็นผู้จัดหาผู้ประกอบการติดตั้งที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด
4.4 ระยะเวลาดำเนินการ: ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2570 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570
4.5 วงเงินงบประมาณ: จำนวน 10,811.60 ล้านบาท
4.6 ผลตอบแทนของโครงการ
1) ผลตอบแทนทางการเงิน
1.1) อัตราผลตอบแทนทางการเงิน 7.13%
(Financial Internal Rate of Return: FIRR)
1.2) NPV (Discount Rate 4.91%) 1,802.59 ล้านบาท
2) ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์
2.1) อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ 14.03%
(Economic Internal Rate of Return: EIRR)
2.2) NPV (Discount Rate 7.00%) 5,218.42 ล้านบาท
หมายเหตุ: ผลการวิเคราะห์ผลตอบแทนโครงการของทั้งโครงการ
- หลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกพื้นที่เข้าร่วมโครงการ
1) ความหนาแน่นของผู้ใช้ไฟฟ้าต่อตารางกิโลเมตร
2) หน่วยการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยรวมของพื้นที่ ต่อจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า
3) พื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงพื้นที่ที่มีการติดตั้ง Solar Rooftop ภาคประชาชน
4.8 ตัวชี้วัดและผลที่คาดว่าจะได้รับ
|
ตัวชี้วัด |
ค่าเป้าหมายของแผนงาน |
|
|
สิ้นสุด ก.ย. 2570 |
สิ้นสุดอายุโครงการ (10 ปี) |
|
|
ผลผลิตของโครงการ (Output) |
||
|
ติดตั้ง Smart Meter พร้อมอุปกรณ์ |
1,700,000 เครื่อง |
มี Smart Meter ที่ไม่น้อยกว่า 80% ของจำนวนทั้งหมดในโครงการ |
|
ผลลัพธ์ของโครงการ (Outcome) |
||
|
รองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง |
1,700,000 ราย |
1,700,000 ราย |
ประโยชน์และผลกระทบ
โครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบจำหน่ายไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินงานและการสูญเสียพลังงานไฟฟ้า เพิ่มความถูกต้องในการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าและประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายไฟฟ้าเดิม เพื่อชะลอการลงทุนขยายระบบจำหน่าย ตลอดจนยกระดับความมั่นคงและคุณภาพการให้บริการไฟฟ้าให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และทรัพยากรพลังงานแบบกระจายตัว (DERs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
การดำเนินโครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายไฟฟ้าเดิม อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของพลังงานแสงอาทิตย์อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและคุณภาพไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน
- เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการขอรับการจัดสรรงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการจ้างฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อการออกแบบติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์รองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี งบประมาณ 972,213,300 บาท ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤตพลังงานระดับโลก ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ไปสู่พลังงานสะอาด เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2608 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Economy) ของประเทศ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
ซึ่งมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคครัวเรือน ทั้งในรูปแบบระบบบนหลังคา (Solar Rooftop) ระบบลอยน้ำ (Solar Floating) และระบบฟาร์มแสงอาทิตย์ (Solar Farm) - ปัจจุบัน เทคโนโลยีระบบพลังงานแสงอาทิตย์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และระบบการบริหารจัดการพลังงาน อัจฉริยะ (Smart Energy Management System) เข้ามาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้สถานประกอบการมีความต้องการกำลังแรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งด้านการวิเคราะห์ความคุ้มค่า การออกแบบโครงสร้างและระบบไฟฟ้า การติดตั้งตามมาตรฐานวิศวกรรมความปลอดภัย การเชื่อมต่อสายส่ง ตลอดจนการบำรุงรักษา อย่างไรก็ดี กำลังแรงงานในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังขาดทักษะเชิงลึกในการบริหารจัดการระบบที่มีความซับซ้อนและขาดการรับรองสมรรถนะตามมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าและอาคาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ต่อชีวิต ทรัพย์สิน และประสิทธิภาพการผลิตพลังงานในระยะยาว
- กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจส่งเสริมและยกระดับสมรรถนะกำลังแรงงานของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องจัดทำโครงการจ้างฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อการออกแบบติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์รองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับทักษะ (Up-skill &
Re-skill) กำลังแรงงาน ช่างชุมชน ผู้ประกอบการ และบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ให้มีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานความปลอดภัยและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เสริมสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ลดต้นทุนพลังงานแก่ภาคธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ประโยชน์และผลกระทบ
โครงการจ้างฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อการออกแบบติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์รองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในมิติของการพัฒนาศักยภาพแรงงาน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยในด้านผลประโยชน์ทางตรง โครงการช่วยยกระดับความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของแรงงานในภาคการผลิต ภาคบริการ และผู้ประกอบการ ให้สามารถปรับตัวและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ตลอดจนมีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับหน้าที่และลักษณะงาน เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ การมีงานทำและการสร้างรายได้อย่างมั่นคงในด้านผลประโยชน์ทางอ้อมและความคุ้มค่าในระยะยาว การลงทุนในการพัฒนาทักษะแรงงานถือเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแรงงานสามารถนำองค์ความรู้และทักษะไปใช้ประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว รวมทั้งมีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้
ผลการดำเนินโครงการและข้อมูลที่ได้ยังสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการวางแผนขยายผลและกำหนดแนวทางหรือนโยบายด้านการพัฒนากำลังคนและการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
- เรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- สลน. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกำหนดการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี ในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 และติดตาม
การตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (จังหวัดอุดรธานี เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งมีประเด็นการตรวจราชการสำคัญ ประกอบด้วย
(1) การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดสบายดีให้ได้มาตรฐานสากล (2) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าการลงทุน และค้าชายแดน (3) การพัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรอินทรีย์อย่างเป็นระบบ (4) การรักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนและ (5) การพัฒนาทุนมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม รวมทั้งให้เน้น 2 เรื่องสำคัญตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ได้แก่ (1) การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร และ (2) การปราบปรามยาเสพติด โดยมีบัญชามอบหมายภารกิจ ดังนี้
|
ประเด็น |
การมอบหมายภารกิจ |
|
1. การลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ |
มอบหมายคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรีและเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ |
|
2. การประชุมบูรณาการการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เป็นประธานการประชุมบูรณาการการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอประเด็นและวาระการพัฒนากลุ่มจังหวัดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและให้ สศช. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) สำนักงบประมาณ และกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นฝ่ายเลขานุการ |
|
3. การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีและวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี |
ให้ สลค. เตรียมสถานที่จัดประชุมคณะรัฐมนตรีและดำเนินการจัดประชุม |
|
4. การตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี |
ให้ สลน. ร่วมกับ มท. จัดกำหนดการตรวจราชการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ |
|
5. การอำนวยความสะดวก |
ให้ สลน. ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการและอำนวยความสะดวกด้านที่พักของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเดินทาง และกำหนดการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี |
|
6. การรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน |
ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกับศูนย์ดำรงธรรม มท. ในการดูแลการรับเรื่องร้องเรียนและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน |
|
7. การประชาสัมพันธ์ |
ให้กรมประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก และโฆษกกระทรวงดำเนินการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน |
|
8. การรักษาความปลอดภัย |
ให้กองทัพภาคที่ 2 กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนและรักษาความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
- เรื่อง ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ
คณะรัฐมนตรีได้มีความพร้อมที่จะไปชี้แจงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 6 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป สาระสำคัญของเรื่อง
ตามหนังสือที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0503/26282 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2569 แจ้งว่า คณะรัฐมนตรีได้มีความพร้อมที่จะไปชี้แจงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันอังคารที่ 27 - วันพฤหัสบดีที่
29 ตุลาคม 2569 นั้น
สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่า เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถบรรจุญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรีมีความพร้อมจะไปชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ จึงมีบัญชาให้สอบถามความพร้อมของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับกำหนดวันที่คณะรัฐมนตรีมีความพร้อมจะไปชี้แจงญัตติดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง
|
ต่างประเทศ |
- เรื่อง การเตรียมการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
- กำหนดให้การเป็นประธานอาเซียนเป็นวาระแห่งชาติระหว่างปี 2570 - 2571
- มอบหมายให้คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม โดยให้กำกับดูแลภาพรวมการเตรียมการและการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบจนถึงวันที่
31 ธันวาคม 2571
เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีมีมติ (29 พฤศจิกายน 2567) เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการและมีอำนาจหน้าที่ 4 ประการ ได้แก่ (1) ประสานนโยบายและท่าทีของไทยสำหรับการดำเนินความร่วมมือในกรอบอาเซียน รวมถึงเตรียมการสำหรับการเข้าร่วมการประชุมสำคัญของอาเซียน (2) ประสานการดำเนินการภายในของไทยเพื่อใช้ประโยชน์จากประชาคมอาเซียนและความร่วมมือในกรอบอาเซียน (3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ซึ่งอาจประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนภาคประชาสังคม และ (4) ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (6 เมษายน 2569) เห็นชอบให้คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีชุดเดิม จำนวน 146 คณะ ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
- เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ กต. นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี จำนวน 2 ประเด็น ได้แก่ (1) กำหนดให้การเป็นประธานอาเซียนเป็นวาระแห่งชาติระหว่างปี 2570 - 2571 โดยให้ส่วนราชการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนให้การเป็นประธานอาเซียนของไทยดำเนินไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ (2) มอบหมายให้คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่เป็นกลไกหลักที่รับผิดชอบการกำกับดูแลภาพรวมการเตรียมการและการดำเนินการ
ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 - มอบหมายให้ กต. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดหัวข้อหลัก (theme) โดยหารือกับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และจัดประกวดการออกแบบตราสัญลักษณ์ (logo) ของการเป็นประธานอาเซียนของไทย และเสนอนายกรัฐมนตรีผ่านคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติของไทย
- ประโยชน์และผลกระทบ
1) การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมบทบาทนำของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และผลักดันวาระที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนชาวไทย โดยไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการต่อยอดจุดแข็งและข้อริเริ่มของไทยในด้านต่าง ๆ ให้เป็นวาระร่วมของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและบทบาทของไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการกำหนดทิศทางในอนาคตของอาเซียนต่อไป
2) การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยมิได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน โดยไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและกิจกรรมในระดับต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งร้อยรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ บุคลากร และการประสานงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มและก่อตั้งอาเซียน ตลอดจนสามารถใช้โอกาสจากการเป็นประธานในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทย เสริมสร้างบทบาทและความน่าเชื่อถือของไทยในภูมิภาค และขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของอาเซียนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
- เรื่อง การต่ออายุความตกลงประเทศเจ้าภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับสหประชาชาติในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนสำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายระหว่างประเทศระดับภูมิภาคของสหประชาชาติ (United Nations Regional Course in International Law) ประจำปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อต่ออายุความตกลงประเทศเจ้าภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับสหประชาชาติ ปี 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ปี 2565 (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) สำหรับการจัดการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายระหว่างประเทศระดับภูมิภาคของสหประชาชาติ (การฝึกอบรมฯ) (United Nations Regional Course in International Law) ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน - 16 ธันวาคม 2569
- อนุมัติให้เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ของฝ่ายไทยสำหรับการฝึกอบรมฯ ประจำปี 2569 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปรับปรุงหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนการลงนาม ให้ กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง และโดยที่ฝ่ายสหประชาชาติแจ้งว่าไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ในกรณีนี้จึงไม่ต้องจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็มให้ผู้ลงนาม
สาระสำคัญของเรื่อง
- 1. ที่ผ่านมา กต. เคยร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรมฯ ประจำภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก มาแล้ว 11 ครั้ง
ครั้งล่าสุดคือปี 2568 โดยนอกจากผู้เข้าร่วมฝึกอบรมจากภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก แล้ว ยังมีผู้เข้าร่วมการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรม รวมถึงข้าราชการ กต. และอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งทุกครั้งประสบความสำเร็จด้วยดีและได้รับคำชื่นชมจากสหประชาชาติและผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วม - ในปี 2569 สหประชาชาติได้ทาบทามประเทศไทยผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เพื่อเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการฝึกอบรมฯ เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา กต. และสำนักงานกฎหมายสหประชาชาติจึงได้ร่วมกันพิจารณายกร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อขอต่ออายุความตกลงประเทศเจ้าภาพขึ้น โดยสหประชาชาติได้มีหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ประจำปี 2569 ถึงฝ่ายไทย กต. จึงได้จัดทำร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ประจำปี 2569 ฉบับฝ่ายไทย เพื่อตอบหนังสือแลกเปลี่ยนฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ที่เสนอในครั้งนี้
มีเนื้อหาสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของไทยในการจัดการฝึกอบรมและการประชุมระหว่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญเป็นการยอมรับในการต่ออายุความตกลงการฝึกอบรมระดับภูมิภาค ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน - 16 ธันวาคม 2569 และเมื่อได้รับการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ให้ถือว่าการแลกเปลี่ยนหนังสือนี้เป็นความตกลงระหว่างสหประชาชาติกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการจัดการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับ ณ วันที่ตอบกลับ และจะมีผลใช้บังคับต่อไปตามระยะเวลาของการฝึกอบรมในปี 2569 (ค.ศ. 2026) และระยะเวลาเพิ่มเติมใด ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเตรียมการฝึกอบรม และสำหรับทุกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการฝึกอบรมให้เสร็จสิ้น ซึ่งการจัดฝึกอบรมฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่ออบรมกฎหมายระหว่างประเทศให้แก่ผู้ที่มีภูมิหลังด้านกฎหมายหรือประสบการณ์ในการทำงานด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก กลุ่มเป้าหมาย คือ สหประชาชาติเป็นผู้คัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมจำนวนไม่เกิน 30 คน และไทยสามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมการอบรมได้ จำนวน 5 คน - ประโยชน์ที่ได้รับ
1) การดำเนินความร่วมมือกับสหประชาชาติในการจัดฝึกอบรมฯ อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศของไทยในเวทีพหุภาคีแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศของไทยและต่างประเทศผ่าน
การถ่ายทอดองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการสร้างเครือข่ายระหว่างนักกฎหมายระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก
2) การเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรมฯ อย่างสม่ำเสมอจะยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านกฎหมายระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างไทยกับสหประชาชาติ ซึ่งจะส่งเสริมบทบาทและภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
- กต. แจ้งว่า ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
- เรื่อง การให้สัตยาบันต่อความตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Agreement on the Establishment of the ASEAN Centre for Climate Change)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันความตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ศูนย์อาเซียนฯ) (Agreement on the Establishment of the ASEAN Centre for Climate Change) (ความตกลงฯ) และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำสัตยาบันสาร สำหรับความตกลงฯ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
- เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เห็นชอบร่างความตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ศูนย์อาเซียนฯ) (Agreement on the Establishment of the ASEAN Centre for Climate Change) (ความตกลงฯ) เพื่อสนับสนุนความร่วมมือและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีสาระสำคัญ เช่น
(1) หน้าที่ของศูนย์อาเซียนฯ : เป็นศูนย์กลางในการประสานงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับศูนย์อาเซียนสาขาอื่น ๆ ในอาเซียนและพัฒนาศูนย์อาเซียนฯ ให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ ข้อมูล หรือสถิติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(2) การจัดการด้านการเงิน : กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนศูนย์อาเซียนฯ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนอาจสมทบเงินเข้ากองทุนดังกล่าวได้ตามความสมัครใจ
(3) การมีผลบังคับใช้ : จะมีผลบังคับใช้ใน 60 วัน ภายหลังการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิกอย่างน้อย 6 ประเทศ
- โดยที่ภายใต้ความตกลงฯ กำหนดไว้ว่า แม้จะมีการลงนามในร่างความตกลงฯ แล้ว แต่ความตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนให้สัตยาบันเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีอย่างน้อย 6 ประเทศ
ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แจ้งว่า ปัจจุบันมีประเทศที่ยื่นสัตยาบันสารเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ เนการาบรูไนดารุสซาลาม (ประเทศบรูไน) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐ สิงคโปร์ ประกอบกับประเทศบรูไนได้ขอความร่วมมือให้ประเทศสมาชิกอาเซียนยื่นสัตยาบันความตกลงฯ เพื่อแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 49 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ต่อไป ดังนั้น ทส. จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ - สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบตามที่ ทส. เสนอ โดย สงป. มีความเห็นเพิ่มเติมเช่น ภาระค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าว เห็นควรให้ ทส. จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป โดยคำนึงถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงินความประหยัด ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ ผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า การยื่นสัตยาบันสารต่อเลขาธิการอาเซียนเป็นการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันเพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนฯ สัตยาบัน ดังกล่าวจึงไม่เป็นการจัดทำสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
- เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong - Lancang Cooperation Special Fund)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบต่อร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือ
แม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (ร่างความตกลงฯ) (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong - Lancang Cooperation Special Fund) - อนุมัติให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างความตกลงฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้ กษ. หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
สาระสำคัญของเรื่อง
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (ร่างความตกลงฯ) และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงฯ โดยร่างความตกลงฯ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการกำหนดรายละเอียดสำหรับการดำเนินโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (กองทุนฯ) ซึ่งมีโครงการที่ได้รับคัดเลือกจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยให้ได้รับงบประมาณสนับสนุน จำนวน 3 โครงการ ดังนี้
(1) โครงการเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่าพืชสวนที่ยั่งยืนของชา ทุเรียนและกาแฟในภูมิภาคล้านช้าง - แม่โขง (กรมวิชาการเกษตร) จำนวนเงิน 97,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 ล้านบาท) โดยมีการดำเนินการ เช่น การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชา ทุเรียน และกาแฟ ที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
(2) โครงการส่งเสริมและพัฒนาพืชไร่ใช้น้ำน้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบการปลูกพืชอย่างยั่งยืนหลังการทำนาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแพร่ (กรมวิชาการเกษตร) จำนวนเงิน 180,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.08 ล้านบาท) โดยมีการดำเนินการ เช่น การจัดทำแปลงสาธิตการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด ถั่วลิสง และข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
(3) โครงการการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืนเพื่อลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในภูมิภาคแม่โขง – ล้านช้าง (กรมส่งเสริมการเกษตร) จำนวนเงิน 272,300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.16 ล้านบาท) โดยมีการดำเนินการ เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเกษตรกรเกี่ยวกับเทคนิคการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยวิธีทางเลือกที่เหมาะสม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18.50 ล้านบาท) ทั้งนี้ ร่างความตกลงฯ มีสาระสำคัญ เช่น การบริหารจัดการโครงการ เงื่อนไขการโอน/รับเงินงบประมาณ การกำกับดูแลและตรวจสอบโครงการ การแก้ไขข้อขัดแย้ง และระยะเวลาของโครงการ/ความตกลงฯ โดย กษ.แจ้งว่าจะต้องลงนามความตกลงฯ ภายในเดือนตุลาคม 2569 ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและฝ่ายจีนจะโอนงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนให้กับฝ่ายไทยภายหลังจากที่มีการลงนามในความตกลงฯ
- กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า ร่างความตกลงฯ
ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย กต. มีความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นการขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เช่น ร่างความตกลงฯ มีประเด็นเกี่ยวกับการรับเงินช่วยเหลือจากฝ่ายจีนภายใต้กองทุนฯ จึงน่าจะเข้าข่ายมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 และวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ซึ่งให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2546 อย่างเคร่งครัด โดยหากจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นรายกรณี ๆ ก่อนดำเนินการต่อไป
- เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี
พ.ศ. 2568 ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบต่อร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong – Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย (สอท.จีน) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างความตกลงดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงพาณิชย์สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
- อนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
- กรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง (Mekong - Lancang Cooperation: MLC) จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ประกอบด้วย ประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยในการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 1 ณ เมืองซานย่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือนมีนาคม 2559 จีนได้ประกาศจัดตั้งกองทุน MLCSF ให้ประเทศสมาชิกใช้ดำเนินโครงการความร่วมมือต่าง ๆ
- เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า สอท. จีน ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการภายใต้กองทุน MLCSF ประจำปี 2568 โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาเสนอโครงการที่ประสงค์จะขอรับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนดังกล่าว และต่อมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาโครงการภายใต้กองทุน MLCSF ซึ่งมีโครงการของไทยทั้งหมด 19 โครงการที่ได้รับการอนุมัติจัดสรรงบประมาณ โดยเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง - ล้านช้าง โดยกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการ ทั้งนี้ ฝ่ายจีนขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และ สอท.จีน เพื่อเป็นเอกสารสำคัญสำหรับการดำเนินการตามขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณภายใต้กองทุนดังกล่าว
- เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า สอท.จีน ได้จัดส่งร่างความตกลงฯ ฉบับปรับแก้ไข และขอให้ฝ่ายไทยดำเนินกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงนามในเอกสารดังกล่าวร่วมกันต่อไป
- ร่างความตกลงฯ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายจีนภายใต้กองทุน MLCSF ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีเนื้อหาที่สำคัญ เช่น
(1) หลักการเบื้องต้น มุ่งสร้างประชาคมที่มีสันติภาพ ความมั่งคั่งและมีอนาคตร่วมกัน ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ในการปรึกษาหารือ การประสานงาน การร่วมมือและการได้รับผลประโยชน์ร่วมกันโดยเคารพกฎหมายและกฎระเบียบของทั้งไทยและจีน และร่วมกันติดตามการประเมินโครงการและการใช้งบประมาณจากกองทุนดังกล่าว
(2) การจัดสรรงบประมาณและการบริหารจัดการโครงการ ฝ่ายจีนจะจัดสรรงบประมาณจำนวนเงิน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน ในระยะเวลา 3 ปี ให้กับฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการ หลังจากที่ได้มีการลงนามในความตกลงฯ และฝ่ายไทยจะต้องแจ้งการได้รับเงินดังกล่าวอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ ทั้งนี้ ให้ถือว่าวันที่ลงนามความตกลงฯ เป็นวันเริ่มต้นโครงการ
ประโยชน์และผลกระทบ
กองทุน MLCSF เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายให้เป็นโครงการที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยจีนสนับสนุนงบประมาณให้ประเทศสมาชิกสามารถดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาและผลประโยชน์ร่วมของอนุภูมิภาค ซึ่งในส่วนของโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณ คือ โครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง - ล้านช้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของภาคธุรกิจเกษตรกรรม ผลักดันการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นระหว่างกัน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของประเทศสมาชิกแม่โขง - ล้านช้าง รวมถึงไทยผ่านการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย - ลาว - จีน
ทั้งนี้ ร่างความตกลงฯ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อทั้งสองฝ่าย และไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างความตกลงฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็ดีร่างความตกลงฯ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทยตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ในกรณีนี้ จึงเข้าข่ายต้องเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ
- เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง- ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบต่อร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างความตกลงดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงอุตสาหกรรมสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
- อนุมัติให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย (ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า “ฝ่ายไทย” และ “ฝ่ายจีน” ตามลำดับ) มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการงบประมาณของโครงการที่ได้รับอนุมัติจากฝ่ายจีนให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้กองทุนอย่างสูงสุด ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ เช่น
- หลักการเบื้องต้น มุ่งวัตถุประสงค์ในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันแห่งสันติภาพและความมั่งคั่งในบรรดาประเทศสมาชิกแม่โขง-ล้านช้าง ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ในการปรึกษาหารือ การประสานงาน
การร่วมมือกันและการได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเคารพกฎหมายและกฎระเบียบของทั้งประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน และร่วมกันติดตามประเมินโครงการและการใช้งบประมาณจากกองทุน - โครงการที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมจำนวน
2 โครงการ ได้แก่
2.1) โครงการ “Capacity Building for Recycle Industry to Support Circular Economy and Green Industry among Mekong-Lancang and China” โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 132,900 เหรียญสหรัฐ หรือไม่เกิน 983,500 หยวน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง ในการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์
แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลและนโยบายสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง
2.2) โครงการ “Pathway to Net Zero: Empowering CLMVT Industries for a Low-Carbon Future” โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 243,000 เหรียญสหรัฐ หรือไม่เกิน 1,798,200 หยวน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMVT ด้านเครื่องมือ ความรู้ และทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) และปรับใช้แนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนและปล่อยคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการพัฒนากรอบนโยบายและเสริมสร้างความร่วมมือใน
อนุภูมิภาคเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและการปฏิบัติตามเป้าหมายสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ
- การประยุกต์ใช้ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยฉบับนี้ไม่ถือเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องกันเกี่ยวกับเนื้อหาและสาระสำคัญของร่างความตกลงและประสงค์ให้มีการลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการตามขั้นตอนและกฎระเบียบภายในประเทศในการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศ
ประโยชน์และผลกระทบ
การดำเนินความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง จะเป็นกลไกในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างกันของประเทศสมาชิกในกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานปฏิบัติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อ
การดำเนินงานเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตในอนุภูมิภาค และสนับสนุนบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
- เรื่อง ร่างปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Bangkok Ministerial Declaration on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบร่างปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงแก้ไขปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ/ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามความเหมาะสม โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลัง
- เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ
ผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีฯ
สาระสำคัญของเรื่อง
- ความเป็นมา
1) การประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยแรก จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีผลลัพธ์สำคัญของการประชุม คือ การจัดตั้งโครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Space Applications Program for Sustainable Development, RESAP) ภายใต้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific, ESCAP - เอสแคป) โดยมีกลไกในการดำเนินงานคือการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาระหว่างรัฐบาลเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (The Intergovernmental Consultative Committee on the Regional Space Applications Programme for Sustainable Development, ICC on RESAP) ซึ่งมีการประชุมปีละหนึ่งครั้งเพื่อติดตาม/ผลักดันกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ ภายใต้ RESAP โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ประสานงานหลักภายใต้ RESAP และส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาระหว่างรัฐบาลฯ เป็นประจำทุกปี
2) การประชุมระดับรัฐมนตรีฯ สมัยที่ 2 จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1999 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย มีผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ ยุทธศาสตร์/แผนปฏิบัติการเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสหัสวรรษใหม่สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
3) การประชุมระดับรัฐมนตรีฯ สมัยที่ 3 จัดขึ้นในปี ค.ศ. 2018 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย (ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับเอสแคป) การประชุมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และมีผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ ปฏิญญาระดับรัฐมนตรีในการมีความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Ministerial Declaration on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific) และแผนปฏิบัติการว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Plan of Action on Space Applications for Sustainable Development) ค.ศ.2018-2030 (แผนปฏิบัติการฯ) ที่ได้กำหนดประเด็นปัญหาเฉพาะของภูมิภาค ซึ่งเทคโนโลยีอวกาศสามารถเข้าไปช่วยประเมิน เฝ้าระวัง บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาได้ จำนวน 6 ประเด็น ดังนี้ (1) การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (2) การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (3) ความเชื่อมโยงในภูมิภาค (4) การพัฒนาทางสังคม
(5) พลังงาน และ (6) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีรูปแบบในการนำไปปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรม ดังต่อไปนี้ (1) การวิจัย พัฒนา และแบ่งปันองค์ความรู้ (2) การเพิ่มศักยภาพ/ ขีดความสามารถของบุคลากร และการให้การสนับสนุนด้านเทคนิค และ (3) การหารือกันระหว่างรัฐบาลและการปฏิบัติการร่วมกันในภูมิภาค โดยแบ่งการนำแผนปฏิบัติการฯ ไปปฏิบัติ เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1: ค.ศ. 2018-2022 ระยะที่ 2: ค.ศ. 2022-2026 และ
ระยะที่ 3: ค.ศ. 2026-2030 นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ เมื่อสิ้นสุดในแต่ละระยะของการนำแผนปฏิบัติการฯ ไปปฏิบัติอีกด้วย
4) การประชุมระดับรัฐมนตรีฯ สมัยที่ 4 จัดขึ้นในปี ค.ศ. 2022 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย มีผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ ปฏิญญาจาการ์ตาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ปฏิญญาจาการ์ตาฯ) ซึ่งมีสาระสำคัญ ได้แก่ การแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของประเทศสมาชิกเอสแคปว่าด้วยความร่วมมือระดับ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นที่ความร่วมมือด้านอวกาศในหมู่ประเทศสมาชิกเพื่อเร่งนำแผนปฏิบัติการฯ ระยะที่ 2 (ค.ศ. 2022-2026) ไปปฏิบัติโดยเน้นที่ปัจจัยสำคัญเฉพาะด้านอย่างเหมาะสม เช่น การยกระดับการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ การบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเพิ่มการมีส่วนร่วมและขยายพันธมิตรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ การผสมผสานบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลร่วมกับการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในรูปแบบดั้งเดิมรวมถึงการขยายการมีส่วนร่วมในภาคส่วนอวกาศของเยาวชน
5) เนื่องด้วยแผนปฏิบัติการฯ ระยะที่ 2 (ค.ศ. 2022-2026) จะสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2026 และโดยที่ประเทศไทยมีบทบาทนำในระดับภูมิภาคและนานาชาติในเรื่องนี้มาโดยตลอด เอสแคปจึงมีหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ เชิญประเทศไทยโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 5 (The Fifth Ministerial Conference on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific) ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ เพื่อติดตาม ประเมิน และผลักดันการนำแผนปฏิบัติการฯ ไปปฏิบัติซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศแจ้งยืนยันการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีฯ สมัยที่ 5 ตามที่เอสแคปเสนอ นอกจากนี้ เอสแคปแจ้งอีกว่าในการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ สมัยที่ 5 จะมีการรับรองปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Bangkok Ministerial Declaration on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific) ให้เป็นผลลัพธ์สำคัญของการประชุมด้วย
- 2. ร่างปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีฯ มีเนื้อหาหลักเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของประเทศสมาชิกและสมาชิกสมทบของเอสแคปว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ นวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสนับสนุน/อนุวัติการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและส่งเสริมการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในเอเชียและแปซิฟิก ค.ศ. 2018-2030 โดยไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีการลงนาม จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประโยชน์และผลกระทบ
ร่างปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีฯ จะเป็นผลลัพธ์และกลไกสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกและสมาชิกสมทบของเอสแคป ไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 สำหรับใช้ในการส่งเสริม/ขยายความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออนุวัติ/ขับเคลื่อน การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (The 2030 Agenda for Sustainable Development Goals) และส่งเสริมการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในเอเชียและแปซิฟิก ค.ศ. 2018-2030 ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทนำที่แข็งขันในเรื่องนี้ในระดับภูมิภาคมาโดยตลอด และเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาท/สถานะ/คุณค่า ของประเทศไทยในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนและบริหารจัดการประเด็นปัญหาสำคัญระดับโลกอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง
- เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้
- เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
- อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน
สาระสำคัญของเรื่อง
- ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน มีสาระสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ (1) หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (2) การป้องกันและควบคุมโรค (3) ความร่วมมือด้านการรักษาพยาบาลเฉพาะทาง รวมถึงโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับหัตถการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน และการให้การสนับสนุนทางวิชาการในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โดยสอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพที่สำคัญของภูฏาน ภาระโรค ความชุกของโรค และการจัดลำดับความสำคัญของการให้บริการ (4) ความร่วมมือด้านสุขภาพดิจิทัล รวมถึงการแพทย์ทางไกล การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและแผนที่ข้อมูลสุขภาพปัญญาประดิษฐ์ และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพดิจิทัล รวมทั้งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (5) ทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพ (6) การแพทย์แผนดั้งเดิม (7) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการ (8) การศึกษาและการวิจัยทางการแพทย์ (9) ความร่วมมือในการส่งต่อผู้ป่วยชาวภูฏานเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลข้ามพรมแดน ไปยังโรงพยาบาลภาครัฐตติยภูมิที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยและการจัดการด้านการดำเนินงาน โดยเป็นไปตามระบบบริการสุขภาพและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของคู่ภาคี (10) การให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยอาหารและการทดสอบคุณภาพยา (11) การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (12) ระบบกำกับดูแลแห่งชาติ (13) การทูตด้านสุขภาพโลก (14) การเสริมสร้างความร่วมมือใต้ – ใต้ (15) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อยกระดับสุขภาพด้านศัลยกรรมกระดูกและระบบกล้ามเนื้อ และ (16) สาขาความร่วมมืออื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
- ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 4 (7) ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
ประโยชน์และผลกระทบ
- กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะส่วนราชการเจ้าของเรื่อง พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของไทย สามารถปฏิบัติได้ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน
- ร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะเป็นกลไกส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสองประเทศให้มีความเข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนการพัฒนาการดูแลสุขภาพและการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป
- เรื่อง การขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตกงสุลของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำกรุงเทพมหานคร การขอเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต (นายธนิต ตันติวิท) (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
- อนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 (เรื่อง การเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำกรุงเทพมหานคร) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 (เรื่อง การสิ้นสุดหน้าที่ของกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทย และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทยในฐานะหัวหน้าสถานทำการทางกงสุล) เฉพาะในส่วนการกำหนดเขตกงสุล จากเดิมที่มีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย เป็นมีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย ยกเว้นจังหวัดภูเก็ต
- เห็นชอบการเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้ง นายธนิต ตันติวิท ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
แต่งตั้ง
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
(กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นายพิทักษ์ โสตถยาคม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสื่อและการเรียนรู้ (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ) สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง
ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ
(สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอแต่งตั้ง นางสาววรวรรณ นรสุชา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการสูง] กองส่งเสริมการลงทุน 2 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการลงทุน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การรับโอนข้าราชการพลเรือนสามัญมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน นายศักดา
อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ประธานกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ จำนวน 6 คน ดังนี้
- รองศาสตราจารย์ชโยดม สรรพศรี (ด้านการตรวจสอบและประเมินผลและด้านเศรษฐศาสตร์)
- นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา (ด้านกฎหมาย)
- นายศรพล ตุลยะเสถียร (ด้านการบริหารและการจัดการ)
- นายปรเมธี วิมลศิริ (ด้านการวางแผน)
- นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ)
- นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ (ด้านสิ่งแวดล้อม)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแต่งตั้ง
นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการท่องเที่ยว) ในคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปและให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)
ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
- เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน จำนวน 8 คน ดังนี้
- นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน
- นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง
- นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง
- นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการ
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- นายถาวร ชลัษเฐียร ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมที่ไม่เป็น
ผู้ประกอบกิจการพลังงาน
- นายกิตติพงษ์ วีระโพธิ์ประสิทธิ์ ผู้แทนสภาวิศวกร
- ศาสตราจารย์วิเลิศ ภูริวัชร ผู้แทนของอธิการบดีของสถาบัน
อุดมศึกษาของรัฐ
- นายวิจารย์ สิมาฉายา ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

