'สรปุก' ปล่อยโฮ ปมเงินมูลนิธิ 45 ล้าน เจ็บหนักรู้เรื่องทีหลัง ทั้งที่คุยกับ 'บุ๋ม' ทุกวัน

กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เป็นประธานมูลนิธิ หลังมีการกล่าวถึงเงินจำนวน 45 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณก่อสร้างอาคารมูลนิธิ ล่าสุด “สรปุก” อินฟลูเอนเซอร์และเพื่อนสนิทของบุ๋ม ออกมาไลฟ์สดเปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่ารู้สึกช็อกและเสียใจที่เพิ่งทราบข้อมูลภายหลัง
สรปุกกล่าวขอโทษสังคมและชาวเน็ต หลังจากก่อนหน้านี้ออกมาโพสต์ข้อความปกป้องบุ๋ม ปนัดดาอย่างหนัก พร้อมขอให้ทุกคนรอฟังคำชี้แจงจากเจ้าตัวก่อนตัดสิน โดยยอมรับว่าที่ผ่านมาได้รับฟังความเครียดและปัญหาชีวิตของเพื่อนมาอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่าบุ๋มอาจเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความสัมพันธ์ที่มีปัญหาและเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม สรปุกยอมรับว่า สิ่งที่ตนรับรู้ก่อนหน้านี้เป็นข้อมูลจากมุมมองของเพื่อนเพียงฝ่ายเดียว และไม่ได้ทราบรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิ
สรปุกชี้แจงถึงบทบาทของตัวเองว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิองค์กรทำดี และไม่ได้มีหน้าที่บริหารจัดการบัญชีหรือการเงินภายในมูลนิธิ โดยเข้ามาช่วยงานเพราะต้องการสนับสนุนเพื่อนในการทำงานเพื่อสังคม
หน้าที่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นงานประสานงานเบื้องหลัง เช่น การจัดส่งข้าวกล่อง การดูแลการลงพื้นที่ปรับสภาพถนน ตลอดจนการประสานขอรับบริจาคเงินและสิ่งของจากกลุ่มเพื่อนที่ต้องการร่วมทำบุญ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดประเด็นเกี่ยวกับเงินบริจาคจำนวนมาก สรปุกจึงรู้สึกเสียใจเป็นพิเศษ เนื่องจากตนเองมีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์และชักชวนคนรู้จักให้ร่วมบริจาค โดยไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนเงินที่กำลังเป็นข้อสงสัยในขณะนี้
สำหรับประเด็นเงิน 45 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับงบประมาณก่อสร้างอาคารมูลนิธิ และมีข้อมูลว่าผู้รับเหมาโอนเงินต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของ “ก๊อต อธิป” สามีของบุ๋ม ปนัดดา นั้น สรปุกระบุว่า ลึก ๆ ยังอยากเชื่อว่าเพื่อนไม่ได้มีเจตนาทุจริต แต่ยอมรับว่าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเงินที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารจึงมีการโอนต่อไปยังบุคคลอื่น
สรปุกยืนยันว่า การออกมาเปิดใจไม่ได้หมายความว่าตนกำลังตีตัวออกห่างหรือ “สละเรือ” บุ๋ม ปนัดดา แต่เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองหลังเพิ่งรับรู้ข้อมูลที่ไม่เคยทราบมาก่อน พร้อมมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาของคนอื่น ทั้งที่ตนเองไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการภายในมูลนิธิ
ช่วงท้าย สรปุกย้ำว่าบัญชีรายรับรายจ่ายและเส้นทางการเงินของมูลนิธิจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้สังคมเห็นความชัดเจนว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และหากพบข้อผิดพลาดหรือความผิดปกติ ก็ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

