ธนกร ชี้ PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้ประเทศ แนะบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจช่วยเกษตรกรปรับตัวได้จริง

"ธนกร"ชี้ PM2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้ประเทศ แนะบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจช่วยเกษตรกรปรับตัวได้จริง ย้ำการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญวิกฤตฝุ่นซ้ำทุกปี หนุนแนวคิดนายกฯ ปรับแนวคิดใหม่เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
29 ตุลาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายรับทราบรายงานกรรมาธิการไฟป่าและ PM2.5 ว่า ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนของประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การสูญเสียประสิทธิภาพแรงงาน ผลกระทบต่อธุรกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงงบประมาณที่ภาครัฐต้องใช้แก้ปัญหาในแต่ละปี ตนอยากตั้งข้อสังเกตว่า เวลาพูดถึงงบประมาณแก้ปัญหาฝุ่น เรามักถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยถามว่า หากปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี ประเทศต้องสูญเสียไปอีกเท่าไหร่ ดังนั้น การลงทุนป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ไม่เพียงช่วยคุ้มครองสุขภาพประชาชน แต่ยังช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย
นายธนกร กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งการควบคุมมลพิษจากโรงงาน และการลดการเผาอ้อย ซึ่งตนมีโอกาสร่วมขับเคลื่อนในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขณะนั้นเราเน้นการป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง โดยตรวจโรงงานเชิงรุก 2,472 แห่ง ใน 17 จังหวัด พร้อมผลักดันระบบตรวจวัดมลพิษแบบต่อเนื่อง หรือ CEMS ซึ่งจากข้อมูลสะสมที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมรายงานต่อกรรมาธิการ มีโรงงานติดตั้งแล้ว 981 แห่ง ครอบคลุม 1,680 ปล่องระบาย เพื่อให้การติดตามและควบคุมมลพิษมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนการลดการเผาอ้อย เราใช้ทั้งมาตรการควบคุมการรับซื้ออ้อยเผา ส่งเสริมรถตัดอ้อย สนับสนุนเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด และนำใบอ้อยไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และภาครัฐ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในฤดูการผลิต 2568/2569 เมื่อเดือนมีนาคม มีอ้อยสดเข้าหีบสูงถึง 96.6% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อ้อยเผาลดเหลือเพียง 3.4% ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา แสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจช่วยให้เกษตรกรปรับตัวได้จริง การพัฒนาอุตสาหกรรมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมต้องสามารถเดินไปด้วยกันได้
นายธนกร กล่าวอีกว่า ปัญหาฝุ่นไม่ได้แบ่งตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง อย่างกรณีการเผาในพื้นที่เกษตร กระทรวงเกษตรฯ ดูแลเกษตรกร กระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับโรงงานที่รับซื้อผลผลิต ส่วนการติดตามจุดความร้อนและการบังคับใช้กฎหมายก็มีหน่วยงานอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงานอาจทำหน้าที่ของตัวเองครบ แต่ถ้าไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งเรื่อง ปัญหาก็อาจยังอยู่เหมือนเดิม ตนจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ ค่าฝุ่น และการพยากรณ์อากาศ ให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลร่วมกันในการตัดสินใจ แต่ข้อมูลร่วมกันจะเกิดประโยชน์ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อ มีเจ้าภาพหลักและอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจน รัฐบาลควรกำหนดผู้รับผิดชอบระดับนโยบาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่หน่วยงานเพิ่มขึ้น แต่เป็นการทำให้หน่วยงานที่มีอยู่ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์เดียวกัน
"รัฐบาลควรกำหนดให้ชัดว่า ใครรับผิดชอบดำเนินการเมื่อไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ และจะวัดผลอย่างไร โดยเฉพาะสถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ส่งผลให้สิงคโปร์เผชิญปัญหาหมอกควันอย่างรุนแรง เป็นตัวอย่างที่เตือนให้เราเห็นว่า ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่น ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ไข และต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้หายใจในอากาศที่สะอาดขึ้น และไม่ต้องเผชิญวิกฤตฝุ่นซ้ำทุกปี ทั้งนี้ ผมสนับสนุนแนวคิดของท่านนายกฯ ที่ให้ปรับแนวคิดใหม่เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน" นายธนกร กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

