'พีระพันธุ์' ตอบ 'ถนอม' ปมไม่ยกเลิกอ้างอิงสิงคโปร์ ชี้เตรียมออกเป็นพรก. แต่พ้นจากตำแหน่งก่อน รัฐบาลต่อมาไม่สานต่อ

จากกรณีที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมาตรการควบคุมราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยย้ำชัดว่า ต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ดึงผู้ประกอบการมาร่วมแบกรับภาระแทนการมาตรการลดภาษีสรรพสามิตที่ทำได้เพียงชั่วคราว ไม่ได้แก้ที่โครงสร้างราคา และยังทำให้รายได้ของรัฐลดลงไปอีกด้วย ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายถนอม อ่อนเกตุพล สื่อมวลชนและนักการเมืองอิสระ ย้อนถาม พีระพันธุ์ ตรง ๆ จี้เลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ ตอนเป็น รมว.พลังงาน ทำไมไม่ทำ
ล่าสุดวันนี้ 29 ตุลาคม 2569 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค โพสต์เฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - Pirapan Salirathavibhaga ชี้แจงกรณีที่ นายถนอม อ่อนเกตุพล สื่อมวลชนและนักการเมืองอิสระ ตั้งคำถามถึงเหตุผลที่นายพีระพันธุ์ไม่ยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน โดยระบุว่า "ทำไมสมัยผมเป็นรัฐมนตรีพลังงาน จึงยังไม่ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์? คุณถนอม อ่อนเกตุพล ตั้งคำถามว่า เหตุใดในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงไม่ยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ เท่าที่จำได้ ผมเคยพูดคุยและอธิบายเรื่องนี้กับคุณถนอมไปแล้วเมื่อครั้งที่มีโอกาสพบกันในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง และยังได้ชี้แจงผ่านรายการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายการคมชัดลึกเมื่อวานนี้ (28 ตุลาคม 2569) และรายการข่าวมันส์เขี้ยวในวันนี้ (29 ตุลาคม 2569)

ผมเชื่อว่าคุณถนอมในฐานะสื่อมวลชนน่าจะมีโอกาสได้รับฟังคำอธิบายเหล่านี้มาบ้างแล้ว แต่เมื่อสอบถามมาอีก ผมก็ยินดีชี้แจงให้ทราบอีกครั้งครับ ขอสรุปเฉพาะประเด็นสำคัญเพื่อไม่ให้ยาวจนเกินไป หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมก็นัดหมายมาพูดคุยกันได้ ผมยินดีอธิบายอย่างเต็มที่ครับ
ประเด็นแรก การยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ ไม่ใช่เพียงการสั่งให้เลิกใช้ แต่ต้องมีระบบใหม่และกฎหมายรองรับให้พร้อมเสียก่อน
คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้คือ เมื่อยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์แล้ว เราจะใช้ระบบใดมาทดแทน และรัฐจะอาศัยอำนาจตามกฎหมายใดในการดำเนินการ
ต้องเข้าใจก่อนว่า เดิมประเทศไทยใช้ระบบที่รัฐเป็นผู้กำหนดและควบคุมราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ระบบราคาน้ำมันลอยตัวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 โดยมีข้อเสนอจากผู้รับผิดชอบด้านนโยบายพลังงานในขณะนั้น พร้อมเหตุผลสนับสนุนหลายประการ ซึ่งผมเห็นว่าหลายเหตุผลไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจพลังงานในปัจจุบันแล้ว
ต่อมาจึงมีการนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์มาใช้อ้างอิงในการกำหนดราคา ณ โรงกลั่น และใช้ต่อเนื่องกันมานานกว่า 30 ปี
ดังนั้น หากคิดจะยกเลิกระบบที่ใช้มาอย่างยาวนานเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ใหม่ที่ชัดเจน มีวิธีคำนวณราคาที่เหมาะสม ตรวจสอบได้ และมีกฎหมายรองรับการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการโต้แย้งจนเกิดปัญหาตามมา
ผมจึงเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำก่อนยกเลิกระบบเดิม คือการจัดทำกฎหมายที่จะรองรับการกำกับดูแลธุรกิจการค้าน้ำมันและการกำหนดราคาภายใต้ระบบใหม่ให้ครบถ้วนเสียก่อน
เรื่องนี้พูดง่าย แต่ทำจริงไม่ง่ายเลยครับ
ในเวลานั้น ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล การผลักดันกฎหมายสำคัญเช่นนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีพลังงานเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยการหารือและสร้างความเข้าใจกับแกนนำรัฐบาลด้วย
ตลอดปี 2567 ผมใช้เวลาหลายเดือนศึกษาข้อมูล หารือ และถกเถียงกับผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังต้องรับผิดชอบแก้ไขปัญหาด้านก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าควบคู่กันไปด้วย
จากนั้นประมาณต้นปี 2568 ผมจึงเริ่มรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำร่างกฎหมายอย่างจริงจัง เมื่อได้ร่างฉบับแรกแล้ว ก็ต้องนำไปให้ผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องช่วยกันพิจารณา ปรับปรุง และแก้ไขอีกหลายรอบ กว่าจะได้ร่างที่เห็นว่ามีความเหมาะสม ก็ประมาณเดือนมิถุนายน 2568
สำหรับกฎหมายที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนเช่นนี้ ผมถือว่าเป็นการดำเนินงานที่รวดเร็วมากแล้วครับ
หลังจากร่างกฎหมายเสร็จสิ้น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรเสนอในรูปแบบ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มากกว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่การเปลี่ยนรูปแบบกฎหมายย่อมหมายถึงต้องกลับไปหารือและทำความเข้าใจกับแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง
จนกระทั่งประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2568 จึงได้ข้อยุติร่วมกันว่าจะดำเนินการในรูปแบบพระราชกำหนด โดยก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ได้ตกลงกันว่าจะให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นตรวจสอบร่างกฎหมายอีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว ก็เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ก่อนจะนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีและการเปลี่ยนรัฐบาลในเดือนกันยายน 2568
ผมจึงต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย และรัฐบาลที่เข้ามาภายหลังก็ไม่ได้ดำเนินการเรื่องกฎหมายฉบับนี้ต่อ
นี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการทำงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมรับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งคุณถนอมที่ทำงานในแวดวงสื่อมวลชนและติดตามการเมืองมาเป็นเวลานาน คงเข้าใจดีว่าการผลักดันกฎหมายสำคัญในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล มีขั้นตอนและข้อจำกัดอย่างไรบ้าง
ประเด็นที่สอง ต้องแยกให้ออกระหว่างอำนาจกำกับดูแลราคาน้ำมันในภาวะปกติ กับอำนาจพิเศษที่ใช้ในภาวะวิกฤติ
ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง ประเด็นสำคัญคือการหากลไกทางกฎหมายที่สามารถกำกับดูแลต้นทุนและกำหนดหลักเกณฑ์ราคาน้ำมันภายใต้ระบบใหม่ได้อย่างชัดเจนและเป็นการถาวร ไม่ใช่อาศัยมาตรการเฉพาะหน้าเพียงครั้งคราว
ส่วนกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่มีผู้สอบถามถึง คือ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจในการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
แต่ต้องเข้าใจว่า อำนาจตามพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่อำนาจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะนำมาใช้ได้เองโดยอิสระ หากไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการ
ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง ยังไม่มีสถานการณ์ที่ผมเห็นว่าเข้าข่ายวิกฤติขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นเหตุให้ใช้มาตรการพิเศษตามกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ไม่ได้มอบอำนาจตามพระราชกำหนดฉบับนี้ให้ผม
ผมจึงไม่สามารถอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาดำเนินการได้ครับ
มีผู้สอบถามผมเช่นกันว่า แล้วเหตุใดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จึงสามารถดำเนินการยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งที่คำนวณโดยอ้างอิงเส้นทางจากสิงคโปร์ ออกจากสูตรคำนวณราคา ณ โรงกลั่นได้
คำตอบอยู่ที่อำนาจตามกฎหมายที่นำมาใช้ครับ
ตามที่รัฐมนตรีพลังงานคนปัจจุบันได้แถลงไว้ การดำเนินการดังกล่าวอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดปี 2516 ซึ่งสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง และมีเหตุอันอาจเข้าข่ายให้ใช้มาตรการตามกฎหมายฉบับนี้ได้
ที่สำคัญ ปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 แล้ว และผมก็ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉบับนี้มาโดยตลอด แต่ในช่วงแรกกลับมีการกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องเห็นใจผู้ประกอบการโรงกลั่น
ท้ายที่สุด รัฐบาลก็ต้องนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ เพื่อดำเนินการ โดยเริ่มมีการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเข้าใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันน่าจะได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้สามารถดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ได้
ประเด็นสุดท้าย การยกเลิกค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์
เรื่องนี้ผมอยากย้ำให้ชัดเจน เพราะยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มาก
การปรับสูตรคำนวณราคา ณ โรงกลั่นครั้งล่าสุด โดยนำค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งที่คำนวณจากเส้นทางสมมุติระหว่างสิงคโปร์กับประเทศไทยออกไปนั้น ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยกเลิกระบบอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์แล้ว
ประเทศไทยยังคงใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิงอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ปรับหลักเกณฑ์การคำนวณ โดยไม่นำค่าใช้จ่ายบางรายการดังกล่าวมาบวกเพิ่มในราคา ณ โรงกลั่นอีกต่อไป
การปรับลดองค์ประกอบบางรายการในสูตรคำนวณราคา กับการเปลี่ยนระบบกำหนดราคาน้ำมันทั้งระบบ เป็นคนละเรื่องกันครับ
ดังนั้น คำถามที่ว่าเหตุใดผมจึงไม่ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง จึงต้องพิจารณาทั้งเรื่องระบบราคาที่จะนำมาใช้ทดแทน กฎหมายที่รองรับ อำนาจหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนขั้นตอนและข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายขณะนั้นด้วย
ไม่ใช่เพียงถามว่า ทำไมรัฐมนตรีไม่สั่งยกเลิก แล้วจบกันไป
ผมขอชี้แจงโดยสรุปเพียงเท่านี้ก่อนครับ หากคุณถนอมยังมีข้อสงสัยในประเด็นใด สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ ผมยินดีอธิบายให้เข้าใจอย่างชัดเจนครับ

หลังจากที่โพสต์ของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เผยแพร่ลงมาได้ไม่นาน ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"คุณถนอมจะตั้งคำถามด้วยเจตนาใดไม่ทราบ แต่การตอบของคุณพีระพันธุ์ทำให้ดิฉันได้ทบทวนความรู้ โดยไม่ต้องกลับไปย้อนดูการสัมภาษณ์ที่ผ่านมา ขอบพระคุณคุณพีระพันธุ์มากค่ะ"
"หนูอ่านทุกบรรทัด เหมือนเช่นที่เคยอ่านทุกบรรทัดมาตลอดค่ะ"
"สื่อ…#เป็นกำลังใจให้คุณพีค่ะ # มมม.บารมีไม่เกิด #อย่าไปสนใจสื่อที่….."
"เสียด้ายคนดีๆแต่ในโอกาสวันข้างหน้าคงได้เข้าช่วยประเทศชาติอีกครับ"
"สุดยอดครับ ชัดเจนในเลนของเรา"
"ขอบคุณที่เข้ามาให้ความกระจ่างค่ะ"







ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - Pirapan Salirathavibhaga
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

