ข่าวกรองสหรัฐฯ จับตา สาวสวยโพรไฟล์หรู ตีสนิท เจนเซ่น หวง ซีอีโอเอ็นวิเดีย ต้องสงสัยเป็นสายลับจีน

30 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างจาก นิวยอร์กโพสต์ ระบุว่า สายลับชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่ามี "ความสัมพันธ์ใกล้ชิด" กับ เจนเซน หวง ซีอีโอของ เอ็นวิเดีย (Nvidia) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิปเอไอ นั้น มีประวัติการทำงานที่เชื่อมโยงกับสถานีโทรทัศน์ชั้นนำ และธนาคารระดับโลก
รายงานจากนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กำลังจับตาดู อลิซ หวง ผู้บริหารบริษัทศูนย์ข้อมูลในสิงคโปร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ หวง เล่อ ได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าพ่อธุรกิจชิป ขณะเดียวกันก็ส่งข้อมูลให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ ระบุ ถึงเส้นทางอาชีพที่น่าทึ่ง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โทรทัศน์จีน ธนาคาร HSBC บริษัทหลักทรัพย์ CITIC และกองทุนการลงทุนในเซี่ยงไฮ้ที่สร้างผลกำไรมหาศาล บางทีอาจจะน่าทึ่งเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยสงสัยว่า อลิซ หวง หรือ หวง เล่อ มีส่วนช่วยลักลอบส่งชิป 'เอ็นวิเดีย' ไปยังจีน จึงเริ่มเฝ้าติดตามและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเธอ ก่อนจะประเมินว่าเธออาจทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลแก่หน่วยข่าวกรองจีน โดยส่งต่อข้อมูลทางธุรกิจให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง ทั้งนี้ รายงานอ้างแหล่งข่าวที่ได้รับทราบข้อมูลการเฝ้าติดตาม แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อ

โดยระหว่างการติดตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พบว่า 'อลิซ หวง' สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ 'เจนเซน หวง' ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากชิปประสิทธิภาพสูงของ 'เอ็นวิเดีย' เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเทคโนโลยี 'เอไอ' ทั่วโลก และทำให้ 'เจนเซน หวง' กลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้
นอกจากนี้ 'เจนเซน หวง' ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาความเป็นผู้นำด้านการพัฒนา 'เอไอ' ท่ามกลางการแข่งขันกับจีน รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวมีความกังวลเกี่ยวกับการที่หวง เล่อสามารถเข้าถึงผู้บริหาร เอ็นวิเดีย ได้ เนื่องจาก 'เจนเซน หวง' มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะที่ทางการจีนระบุว่าข้อกล่าวหาที่ว่า 'เจนเซน หวง' ตกเป็นเป้าหมายของแผนการจารกรรมโดยจีนนั้น เป็นเพียง "การคาดเดาที่ปราศจากมูลความจริง"
นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวระหว่างการแถลงข่าวตามปกติ โดยอ้างถึงบทความชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ว่า รายงานดังกล่าวตั้งอยู่บนการคาดเดาที่ไม่มีมูล และเป็นเพียงความพยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสีประเทศจีนเท่านั้น
รัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกชิป 'เอไอ' ประสิทธิภาพสูงไปยังจีน โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่บริษัทเมกะสปีดเคยถูกสงสัยว่าอาจช่วยให้บริษัทจีนหลีกเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าว
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทาง 'เอ็นวิเดีย' ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาบางส่วน โดยโฆษกบริษัทชี้แจงกับนิวยอร์กไทมส์ว่า การพบปะกับลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเจนเซน หวงพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทลูกค้านับพันรายในแต่ละปี

โฆษกเอ็นวิเดีย ย้ำว่าลูกค้าอย่างเมกะสปีดได้รับเพียงข้อมูลทางธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่ความลับทางการค้าหรือข้อมูลอ่อนไหวของ 'เอ็นวิเดีย' และไม่ได้รับข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าบุคคลใดเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมอเมริกันบริษัทเชื่อว่ารัฐบาลจะแจ้งให้ทราบ ข้อกล่าวหาว่า 'เมกะสปีด' อาจลักลอบส่งต่อชิปไปยังจีนเคยผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีมูลตั้งแต่ปีที่แล้ว
ก่อนหน้านี้ 'เมกะสปีด' ถูกตรวจสอบกรณีต้องสงสัยว่าช่วยหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออกชิปเอไอ ของสหรัฐฯ ซึ่งห้ามส่งชิปบางรุ่นไปยังจีน เอ็นวิเดีย ระบุว่า บริษัทรับทราบว่ามีการสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว
โฆษกเอ็นวิเดีย ยังกล่าวว่า รัฐบาลจีนไม่ได้ต้องการผลิตภัณฑ์ของ 'เอ็นวิเดีย' ผ่านผู้ให้บริการคลาวด์ในภูมิภาคอย่างเมกะสปีด แต่กลับเป็นฝ่ายรัฐบาลจีนที่สั่งระงับการนำเข้าชิปเอไอของสหรัฐฯ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ต้องบันทึกผลขาดทุนจากสินค้าจำนวนมาก
การแข่งขันด้านเอไอ ทำให้ 'เอ็นวิเดีย' ต้องดำเนินธุรกิจท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในสหรัฐฯ เนื่องจากชิปของบริษัทเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักพัฒนา เอไอ ทั่วโลก ขณะเดียวกันก็กลายเป็นประเด็นต่อรองในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
นักการเมืองและนักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า ชิปเอไอ ของ 'เอ็นวิเดีย' อาจถูกนำไปใช้พัฒนาแบบจำลองเอไอ สำหรับกองทัพจีน หรือพัฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ที่สามารถแข่งขันและอาจก้าวล้ำเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ได้

