คอลัมน์ : เลียบวิภาวดี

ถนนไม่ตีเส้น (1)
ทางหลวงทุกเส้นสายในโลก และถนนที่มีผู้ใช้กันอย่างคับคั่งล้วนเป็นที่ประจักษ์ว่า ทุกถนนต่าง “ถูกตีเส้น” ด้วยสีที่เห็นชัด เห็นง่ายและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ทางทั้งสิ้น
ดังนั้น การตีเส้นบนถนน เพื่อแบ่งช่องจราจรอย่างแน่ชัด จึงสำคัญไม่แพ้ข้อบัญญัติของกฎหมายจราจร เพื่อเป็นการจัดระเบียบของสังคมในการอยู่ร่วมกัน
แต่ก็มีถนนอีกมากมาย “ที่ไม่มีการตีเส้น” เช่น ถนนตามหมู่บ้าน ถนนลูกรัง ถนนดินโคลนและถนนขรุขระปะชุนด้วยวัสดุต่างๆ รวมถึงถนนบางสายแม้จะคลาคล่ำไปด้วยรถ ก็อาจไม่ตีเส้นเพราะงบประมาณมาไม่ถึง
นักเขียนทั้งในสารขัณฑ์และของชาติอื่นบางราย จึงมักเปรียบเทียบ“ถนนไม่ตีเส้น” ทั้งหลายด้วยวาทกรรมเปรียบเทียบเป็น “ชีวิตของกลุ่มคนที่ไร้หลักประกัน”
โดยระบุว่า “ผู้ใช้รถใช้ถนนบนเส้นทางที่ตีเส้น” เป็นชีวิตที่ได้รับหลักประกันความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แตกต่างกับชีวิตบนถนนไม่ตีเส้น เหมือนถูกทอดทิ้ง หรือไร้หลักประกันของความปลอดภัย และไร้อนาคตที่ต้องการไปให้ถึง
นักเขียนชาวสารขัณฑ์บางรายไปไกล เปรียบเทียบ “ถนนไม่ตีเส้น”เป็นชีวิตของผู้อยู่ในเส้นทางแห่งดำมืดปราศจากแสงสว่างแห่งอนาคตและมีลมหายใจอยู่เพื่อต่อสู้และอยู่กับสิ่งแวดล้อมอันล้มเหลว อันตรายและต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างเดียวดาย มีลมหายใจที่รวยรินจมอยู่ในขุมนรก
โดยเฉพาะ “ชีวิตของผู้เยาว์วัย” ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วต้องเดินโดดเดี่ยวตามลำพังอยู่กลางถนนไม่ตีเส้นที่มืดมิดโอกาสที่ “โดดเดี่ยวผู้น่าสงสาร” จะถูก “มนุษย์ตีนผีเท้าปีศาจ มัจจุราชบิดคันเร่ง”หรือ “นักเหยียบอสุรกาย” ทำการ “พรากชีวิตของผู้เยาว์รายนั้นให้ปลิดปลิวจากไปอย่างง่ายดาย ยิ่งกว่าใบไม้ข้างถนนที่ไร้ราคา”
ดังนั้น เด็กที่เติบโตมาด้วยสภาพชีวิตแบบ “ถนนไม่ตีเส้น” แล้วรอดตายจากภัยถนน รอดพ้นจากภัยมืดแห่งความวิบัติ เช่น มีข้าว อิ่มท้อง มีโอกาสได้ไปโรงเรียน มีโอกาสพัฒนาจิตใจ มีโอกาสโหยหาอนาคตที่ต้องการ และสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
ที่สำคัญที่สุด ชีวิตเดียวดายและเสี่ยงภัยอันยาวนาน ไม่ถูกมัจจุราชจัญไรที่แฝงกายมาในยาเสพติดและขยันทำผิดกฎหมายทุกประเภทเข้าสิงร่าง จนเติบใหญ่กลายเป็น “มนุษย์ขยันก่ออาชญากรรม”
“ผู้รอดมาได้นั้น ถือเป็นเด็กอัศจรรย์ ที่ฝ่าด่านนรกมาได้อย่างสุดแข็งแกร่ง”
อ่านต่อ ตอนจบในฉบับวันจันทร์
กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

