คอลัมน์ : เวทีอิสระ

ถึงเวลาที่ทั้งสหรัฐอเมริกา และยูเครน ต้องยอมรับความจริง
เมื่อสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยอิสราเอลได้ตัดสินใจโจมตีอิหร่านด้วยกองกำลังทางอากาศ ด้วยความคิด
และความเชื่อว่าสามารถจะประหัตประหารกลุ่มผู้นำอิหร่านแบบเด็ดหัวเบ็ดเสร็จได้ และหวังว่าจะส่งผลให้ประชาชนชาวอิหร่านได้มีโอกาสลุกฮือ และทำการล้มล้างระบบระบอบการเมืองการปกครองแบบเทวนิยม (ศาสนาและผู้นำศาสนาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน) ผลคือ ผู้นำอิหร่านจำนวนหนึ่งก็เสียชีวิตจริง อีกทั้งที่ตั้งทางการทหารและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของอิหร่านก็ถูกทำลายเสียหายอย่างมากมาย แต่ทว่าถึงปัจจุบันนี้อิหร่านก็ยังมีระบบระบอบการเมืองคงเดิมแล้วก็ยังอยู่รอดไปได้ท่ามกลางความเสียหายและการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย
ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ฝ่ายสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยอิสราเอลจะทำการเผด็จศึกอิหร่านด้วยแสนยานุภาพทางอากาศแต่อย่างเดียวมิได้ แต่จะต้องมีการกรีธาทัพทางภาคพื้นดินเข้าไปในดินแดน
อิหร่านอีกด้วย ซึ่งความเป็นไปได้มีน้อยมาก หรือมิได้เลย เพราะชาวอเมริกันโดยทั่วไปจะไม่ยินยอมให้ลูกหลานต้องไปเสียชีวิตในต่างแดนอีกดังประสบการณ์ที่ขมขื่น เช่นที่ เวียดนาม อิรัก และอัฟกานิสถาน อีกทั้งอิหร่านเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล มีพื้นที่ถึง 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร และมีประชากร 100 ล้านคน พื้นที่เต็มไปด้วยภูเขาและทะเลทราย ซึ่งหมายความว่า ประเทศผู้บุกรุกจะต้องมีจำนวนทหารเป็นแสนเป็นล้านคน ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลก็มิได้อยู่ในฐานะที่จะจัดหากำลังทหารได้ถึงขนาดนั้น อีกทั้งอิหร่านก็ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่กลับได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย และจีนอีกด้วย ในรูปการณ์นี้ทางออกก็คือการกลับสู่โต๊ะเจรจา ยุติการเป็นคู่อริโดยสันติวิธี
ส่วนยูเครนก่อนหน้านี้ ด้วยการสนับสนุน ยุยงส่งเสริม ของทางฝ่ายตะวันตก ก็มุ่งมั่นที่จะเข้าเป็นประเทศสมาชิกทั้งองค์การนาโต และสหภาพยุโรป หรือนัยหนึ่งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายยุโรปตะวันตกอย่างเต็มที่ ทั้งๆ ที่เคยอยู่ร่วมกับรัสเซีย เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต และคนยูเครนมีความคล้ายคลึงเป็นสายเลือดเดียวกันกับคนรัสเซียเหมือนกับชาวไทยกับชาวลาว ซึ่งความประสงค์มุ่งมั่นของทั้งฝ่ายยูเครนและฝ่ายตะวันตกดังกล่าว ถูกรัสเซียมองและตีความว่าเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยและการอยู่รอดของรัสเซียโดยตรงอย่างที่รัสเซียมิสามารถจะยอมรับได้
ฉะนั้น เมื่อฝ่ายรัสเซียได้กล่าวเตือนแล้วเตือนอีกว่า อย่ากระทำเช่นนั้น แต่ก็มิได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด ขณะที่ควบคู่ไปพลเมืองยูเครนเชื้อสายรัสเซียก็ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงประชาชนพลเมืองชั้นสอง และในที่สุดฝ่ายรัสเซียก็ได้ตัดสินใจแสดงพลังอำนาจและความไม่พึงพอใจด้วยการเคลื่อนกำลังบุกรุกเข้าสู่ดินแดนยูเครนทางภูมิภาคตะวันออก และเขตไครเมียทางใต้ และบัดนี้ฝ่ายรัสเซียยึดครองพื้นที่ของยูเครนไว้กว่าร้อยละ 20 และยังค่อยๆ เคลื่อนกำลังภาคพื้นดินไปทางภาคตะวันตกของยูเครน พร้อมด้วยการโจมตีทางอากาศ ทั้งด้วยเครื่องบิน จรวด และยานอากาศไร้คนขับ (Drones) อย่างหนักหน่วงต่อเนื่องไปทั่วยูเครน รวมทั้งกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายยูเครนก็ยังสามารถโต้ตอบฝ่ายรัสเซียได้ด้วยยานอากาศไร้คนขับ ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียโดยเฉพาะที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และกรุงมอสโกซึ่งได้สร้างความฮือฮาครึกโครมอยู่ได้พักหนึ่งแต่ก็เป็นที่ทราบและยอมรับกันทั่วไปว่า ฝ่ายยูเครนไม่มีพละกำลังใดๆ ที่จะขับไล่รัสเซียออกจากดินแดนยูเครนได้ อีกทั้งการสนับสนุนของฝ่ายตะวันตกทั้งสหรัฐฯ และทั้งประเทศยุโรป ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น เพราะด้วยความจำกัดทางด้านงบประมาณ และการขยายการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และที่สำคัญคือ การเพิ่มขยายปฏิกิริยาของชาวอเมริกันและชาวยุโรปที่ไม่เห็นด้วย และคัดค้านการสนับสนุนยูเครนอีกต่อไป
นอกจากนั้นฝ่ายรัสเซียก็ได้ประกาศออกมาอย่างแน่ชัดว่า ฝ่ายประเทศยุโรปอย่าได้คิดอ่านแต่อย่างใดที่จะส่งกองกำลังทหารเข้าไปช่วยยูเครน แม้กระทั่งในเรื่องกองกำลังสันติภาพที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
ฝ่ายรัสเซียก็พร้อมจะตอบโต้อย่างที่สุด รวมทั้งการจะใช้อาวุธนิวเคลียร์แบบจำกัดปริมาณอีกด้วย
ล่าสุดฝ่ายสหรัฐอเมริกา ก็ได้ยุติการคว่ำบาตรรัสเซียในเรื่องการส่งออกพลังงานเชื้อเพลิง และได้ตกลงที่จะซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย เพื่อป้อนความต้องการ และบรรเทาภาระค่าครองชีพของชาวอเมริกัน ซึ่งก็มีนัยว่า ฝ่ายสหรัฐฯ เริ่มทอดทิ้งยูเครน และส่งสัญญาณให้ฝ่ายยูเครนทบทวนท่าที
ในรูปการณ์นี้ด้วยสามัญสำนึกและยอมรับสภาพความเป็นจริง ฝ่ายยูเครนรวมทั้งประเทศยุโรปที่ยังสนับสนุนยูเครนอยู่ ก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงและกลับสู่โต๊ะเจรจา ในทำนองเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
ทั้งนี้ในภาพกว้างประเทศยุโรปตะวันตก ทั้งที่เป็นสมาชิกองค์การนาโต และสมาชิกสหภาพยุโรปก็ต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า จะอยู่กับรัสเซียบนภาคพื้นแผ่นดินยูเรเซียอย่างไร จะคงความเป็นคู่อริหรือจะหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

