สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกพ้นวิกฤต! ‘ทัวร์ทำลายล้าง’ รุก ‘ท่องเที่ยวฟื้นสร้าง’ นำร่อง 4 พื้นที่ คืนชีวิตให้ธรรมชาติ–ชุมชน

หากเอ่ยถึงความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอดีต ภาพจำของหลายคนมักผูกติดอยู่กับตัวเลขเชิง ปริมาณ เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามา มียอดจองห้องพักเต็มเกือบตลอดปี หรือตัวเลขรายได้รวมของประเทศที่พุ่งสูงขึ้น ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่กลับต้องเผชิญกับผลกระทบข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ขยะที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่กระจุกตัวอยู่เพียงทุนใหญ่ ตลอดจนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เริ่มสูญหายไปกับกระแสการพัฒนา
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาคือ “เราจะท่องเที่ยวอย่างไร ให้ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู ชุมชนเข้มแข็ง และเสน่ห์ท้องถิ่นยังคงดำรงอยู่อย่างยั่งยืน?”
โจทย์ใหญ่นี้เองที่นำมาสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยเน้นเพียง “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” เพื่อลดผลกระทบ ก้าวเข้าสู่แนวคิด “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” ซึ่งมุ่งเน้นการออกแบบทุกกิจกรรมการท่องเที่ยวให้มีส่วน “คืนชีวิต” ให้แก่พื้นที่ โดยมองธรรมชาติ วัฒนธรรม ผู้คน และเศรษฐกิจเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
ประเทศไทยได้เริ่มขับเคลื่อนแนวคิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือระหว่าง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อดึงจุดแข็งของสองหน่วยงานมาประสานกันอย่างลงตัว โดย สอวช. นำองค์ความรู้ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาใช้สนับสนุนการออกแบบนโยบาย การสร้างหลักสูตร และเครื่องมือประเมินผล ขณะที่ อพท. นำประสบการณ์เชิงลึกในการบริหารจัดการพื้นที่พิเศษและการทำงานร่วมกับชุมชนมาเป็นฐานในการลงมือปฏิบัติจริง

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการสร้าง “Regenerative Tourism Lab” หรือพื้นที่ทดลองปฏิบัติการใน 4 พื้นที่พิเศษนำร่อง ซึ่งมีบริบทและต้นทุนทรัพยากรที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ 1.หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ตัวแทนของระบบนิเวศทางทะเลและเกาะ , 2.ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตัวแทนของชุมชนริมน้ำและวิถีวัฒนธรรมลุ่มน้ำ 3.จังหวัดเชียงราย ตัวแทนของเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติและอัตลักษณ์ชนเผ่า/วัฒนธรรมเหนือ และ 4.คุ้งบางกะเจ้า ตัวแทนของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใกล้เมืองมหานคร
"Regenerative Tourism Lab จะเป็นพื้นที่เปิดให้ชุมชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาครัฐ ได้มาร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาโดยเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาและศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่ ก่อนจะเลือกใช้นวัตกรรมและการจัดการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาสินค้าบริการ หรือการสร้างทักษะการบริหารจัดการให้คนท้องถิ่น" ดร.สุรชัย กล่าว
การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างไม่ได้หยุดอยู่แค่คำขวัญสวยหรู แต่ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์มาพิสูจน์ผลลัพธ์ ดร.ชนิดา แสนสะอาด ผู้เชี่ยวชาญนโยบายอาวุโส สอวช. อธิบายเสริมว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะถูกนำมาใช้คือ การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions - NbS) ซึ่ง สอวช. ได้ร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการบูรณาการเครื่องมือประเมินด้านเศรษฐศาสตร์และระบบนิเวศเข้ามาสนับสนุน

ความท้าทายที่แท้จริงของการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ คือการก้าวข้ามตัวชี้วัดแบบเดิมอย่าง "จำนวนหัวนักท่องเที่ยว" ไปสู่การวัดผลลัพธ์รอบด้าน ซึ่งต้องอ้างอิงมาตรฐานสากลอย่าง GSTC (Global Sustainable Tourism Council) ควบคู่กับการพัฒนาตัวชี้วัดเฉพาะบริบทไทย เช่น มิติสิ่งแวดล้อม ระดับความหลากหลายทางชีวภาพ การกักเก็บคาร์บอนของป่าชายเลน/พื้นที่สีเขียว การจัดการขยะและทรัพยากรหมุนเวียน , มิติเศรษฐกิจ การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก ความคุ้มค่าของสินค้าและบริการเชิงนวัตกรรม , มิติสังคมและวัฒนธรรม ความสามารถของชุมชนในการรับมือความเปลี่ยนแปลง การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการสืบทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น
"โจทย์สำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างเกณฑ์ประเมินที่น่าเชื่อถือ เทียบเคียงได้ กับความยืดหยุ่นที่เปิดให้แต่ละพื้นที่รักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ เพราะแนวทางของเกาะ ทะเลสาบ เมืองท่องเที่ยว หรือพื้นที่สีเขียวริมเมือง ย่อมมีคำตอบที่ไม่เหมือนกัน" ดร.ชนิดา เน้นย้ำ

ในท้ายที่สุด เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ อพท. คือการขยายผลบทเรียนจาก 4 พื้นที่นำร่อง ไปสู่การทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนระดับชาติ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็น “Meaningful & High Value Destination” หรือ จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีมูลค่าสูง
การท่องเที่ยวที่มีความหมาย ไม่เพียงแต่จะสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าและประทับใจให้แก่นักเดินทาง แต่ยังหมายถึงการที่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาพื้นที่ ขณะที่คนท้องถิ่นได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และธรรมชาติได้รับการฟื้นตัวอย่างแท้จริง นี่คือคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลอย่างแท้จริงสำหรับประเทศไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




