สหรัฐเปิด-อิหร่านปิด เจราจาสะดุด ฮอร์มุซยังวิกฤต เรือไม่กล้าผ่าน เตรียมใจน้ำมันจ่อพุ่ง 100 ดอลลาร์

อิหร่านยังเผชิญทางตันด้านการทูต หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า ขณะนี้ไม่มีการเจรจาและยังไม่มีการกำหนดวันเจรจารอบใหม่กับอิหร่าน ขณะที่เตหะรานยืนยันว่าจะไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลงชั่วคราวที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การเดินเรือผ่านเส้นทางพลังงานสำคัญของโลกชะลอตัวลงอย่างหนัก และราคาน้ำมันขยับขึ้นต่อเนื่อง
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้ง หลังความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซประสบภาวะชะงักงัน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมว่า ไม่มีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกิดขึ้นในขณะนี้ และไม่มีการกำหนดการเจรจารอบใหม่ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดและสามารถเดินเรือได้ โดยระบุว่าไม่มีทุ่นระเบิดทางทะเลที่ขวางเส้นทาง และกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการปิดกั้นทางทะเลต่ออิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านให้ข้อมูลตรงกันข้าม โดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ผู้เจรจาของอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิด จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อิหร่านระบุไว้ในข้อตกลงชั่วคราวเดือนมิถุนายน
เงื่อนไขสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ การยุติการปิดล้อมท่าเรือ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน การปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัด และการยุติภัยคุกคามหรือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน
ฮอร์มุซ “เปิดหรือปิด” แต่เรือแทบไม่กล้าผ่าน
แม้คำกล่าวของสหรัฐฯ และอิหร่านจะขัดแย้งกัน แต่ข้อมูลการเดินเรือสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ข้อมูลจาก Kpler ที่ Reuters รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม มีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านช่องแคบเพียง 6 ลำ ลดลงจาก 9 ลำในวันก่อนหน้า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มากเพียงบางส่วนที่ยังสามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้
ก่อนเกิดสงคราม เส้นทางดังกล่าวมีเรือผ่านมากกว่า 130 ลำต่อวัน ขณะที่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านเพียง 5 ลำในวันเสาร์ และไม่มีเรือผ่านในวันอาทิตย์ ตามข้อมูลการติดตามเรือของ Kpler ที่ Reuters รายงาน
ดังนั้น แม้ในทางเทคนิคจะยังมีเรือบางลำสามารถผ่านช่องแคบได้ แต่ในทางเศรษฐกิจ ฮอร์มุซกำลังเผชิญภาวะหยุดชะงักอย่างรุนแรง
กระทบเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เพราะก่อนเกิดสงครามมีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ประมาณ หนึ่งในห้าของโลก ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้
เมื่อการเดินเรือชะลอตัว บริษัทเดินเรือและเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากเลือกหลีกเลี่ยงเส้นทาง เนื่องจากความเสี่ยงจากการโจมตีและสถานการณ์ทางทหาร ทำให้ต้นทุนประกันภัยและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศผู้ซื้อรายใหญ่ โดยเฉพาะในเอเชีย ต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านปริมาณน้ำมันที่จะเข้าสู่ตลาด
ผลกระทบเริ่มสะท้อนเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลกอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ประมาณ 91.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ WTI ปิดที่ประมาณ 85.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.1% ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม
นักวิเคราะห์เริ่มเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและการขนส่งผ่านฮอร์มุซยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันอาจมีโอกาสขยับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง
ความหวังเจรจา 60 วันหมดลง
สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลเมื่อข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีกรอบเวลา 60 วันหมดอายุลงโดยไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
ข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งและนำไปสู่การเจรจาข้อตกลงที่กว้างขึ้น รวมถึงประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ทั้งสองฝ่ายกลับตีความเงื่อนไขแตกต่างกัน ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศว่าข้อตกลงดังกล่าวสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม
เมื่อการเจรจาไม่มีความคืบหน้า อิหร่านยังส่งสัญญาณแข็งกร้าว โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมว่า หากการทูตล้มเหลว อิหร่านพร้อมเปลี่ยนไปใช้แนวทางทางทหารอย่างเต็มรูปแบบเพื่อรับมือกับการปิดกั้นทางทะเลของสหรัฐฯ
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน หลัง UAE ตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสหรัฐฯ กับอิหร่าน
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่าน หลังกล่าวหาว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใกล้พื้นที่ทางทะเลของ UAE ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
มาตรการของ UAE ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะ UAE เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าและการเงินที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่านมาอย่างยาวนาน การตัดช่องทางดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่านที่กำลังเผชิญทั้งมาตรการคว่ำบาตร การปิดล้อม และผลกระทบจากสงคราม
จับตา “ฮอร์มุซ” จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่ตลาดโลกกำลังจับตามองจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับมาเจรจากันเมื่อใด แต่คือคำถามว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้เรือเดินได้อย่างปลอดภัยและในปริมาณใกล้เคียงปกติเมื่อใด
เพราะตราบใดที่เรือบรรทุกน้ำมันยังไม่สามารถเดินทางผ่านฮอร์มุซได้อย่างมั่นใจ ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจะยังคงอยู่ และตลาดโลกจะต้องแบกรับ “ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่สูงขึ้น
สำหรับประเทศไทยและประเทศนำเข้าน้ำมันในเอเชีย ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยตรง เพราะหากราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ย่อมส่งผ่านไปยัง ต้นทุนขนส่ง ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้า เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน
ขณะนี้สถานการณ์จึงอยู่ในภาวะ “ไม่มีการเจรจาที่ชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีการยุติความขัดแย้ง” ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน
และหากทางตันทางการทูตยืดเยื้อออกไปอีก สิ่งที่โลกต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ราคาน้ำมันจะเป็นตัวเลขแรกที่สะท้อนว่าความขัดแย้งครั้งนี้กำลังเดินไปในทิศทางใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

