บทบรรณาธิการ : 2 พฤศจิกายน 2569

โจทย์ใหญ่ท้าทายน้ำยารัฐบาล
ประเทศไทยกำลังถูกท้าทายด้วยคำว่าบ่อขยะโลก??? หลังจากมีรายงานจากกรมศุลกากรระบุว่า ในช่วง 3 ปีมานี้ คือระหว่างปี 2567-2569 เรามีสถิติการนำเข้าเศษโลหะแบบถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นสูงมาก ประมาณ 7.82 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2.13 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับประเภทขยะข้ามชาติที่ถูกลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง
จากข้อมูลในช่วง 11 เดือนของปี 2569 นี้ทางกรมศุลกากรได้ทำการจับกุมของเสียอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมๆ แล้วประมาณ 10.29 ล้านกิโลกรัม ถูกส่งกลับไปประเทศต้นทาง 5.29 ล้านกิโลกรัม ส่วนที่ตรวจสอบไม่เจอ หรือก่อนหน้านั้นขยะข้ามชาติเหล่านี้กระจายไปอยู่ซ่อนอยู่ตรงไหนบ้างยังไม่รู้อีกเท่าไหร่
สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไหลทะลักเข้าไทยแบบก้าวกระโดด เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่มีอยู่ และขยะเหล่านี้สามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน มันจึงกลายเป็นขุมทรัพย์ แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยอันตราย หลายๆ ประเทศ จึงออกมาตรการเข้มงวดห้ามนำเข้า พร้อมมีบทลงโทษรุนแรงเด็ดขาด
ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าเศษโลหะและเศษกระดาษเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างถูกต้องถึงปีละ 6,400 ล้านกิโลกรัม แต่กลุ่มผู้ประกอบการฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าสิ่งต้องห้าม เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ซากคอมพิวเตอร์ และสายไฟ โดยใช้วิธีสำแดงสินค้าเท็จในเอกสารว่าเป็นเศษเหล็ก เศษ
โลหะผสม หรือเศษอะลูมิเนียม
นอกจากนี้การตรวจสอบด้านโลจิสติกส์กไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากปริมาณตู้สินค้าเข้า-ออกทั่วประเทศมีสูงถึง 13 ล้านตู้ต่อปีทำให้การเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้เป็นไปได้ยาก และสร้างต้นทุนด้านเวลามหาศาล ขณะเดียวกันเครื่องเอกซเรย์ก็มีข้อจำกัดไม่สามารถสแกนแยกแยะขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกอัดซ่อนอยู่กลางกองเศษโลหะหรือในถุงบิ๊กแบ๊ก ได้อย่างชัดเจน
ทั้งปัญหาข้อกฎหมาย ระบบของหน่วยงานและข้อจำกัดทางกายภาพ โดยเฉพาะข้าราชการบางคนที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับสินบน เพื่อปล่อยผ่านตู้สินค้าผิดกฎหมายเหล่านั้นเข้าประเทศ ซึ่งข้อต่างๆ เหล่านี้ก็คือช่องโหว่ที่ถูกปล่อยปละละเลยจนฝังรากลึกมานาน และมันนานมากจนกระทั่งขยะพิษข้ามชาติเริ่ม
ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเลวร้ายในหลายๆ พื้นที่
สถานการณ์ความเลวร้ายที่ปรากฏเด่นชัดตอนนี้ คือ วิกฤตมลพิษที่จังหวัดปราจีนบุรี ภายหลังน้ำลดสภาพน้ำสีดำ ปนเปื้อนด้วยคราบน้ำมันรั่วไหลเป็นสีรุ้ง และส่งกลิ่นเหม็น แผ่กระจายไปเป็นบริเวณกว้างในที่นาหลายๆ อำเภอ ประเมินว่าน่าจะนับหมื่นไร่และยังไหลอาบลงสู่ปลายน้ำพื้นที่เกษตรในลุ่มน้ำบางปะกง
ของจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกนับแสนไร่
ปัญหาที่ปราจีนฯก็คล้ายกับอีกหลายๆพื้นที่คือ ขยะพิษและของเสียอันตราย ส่วนหนึ่งก็มาจากเจ้าหน้าที่บางคนรู้เห็นเป็นใจและคนไทยบางกลุ่มยอมเป็นนอมินีให้กับทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย เอาแผ่นดินบ้านเกิดไปแลกกับขยะพิษ จนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงต้องรอดูว่า รัฐบาลที่กำลังขึงขังไล่บี้ 4-5 หน่วยงานเพื่อล้อมคอกจัดการปมปัญหานี้ สุดท้ายแล้วจะมีน้ำยาสักแค่ไหน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

