คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ใครคือเหยื่อ-ใครสมรู้ร่วมคิด? กรณี ‘บุ๋ม ปนัดดา และเครือข่าย’
ล่าสุด “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ประกาศยุติบทบาทหน้าที่ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเต็มที่
การตรวจสอบในเรื่องนี้ เกิดประเด็นดราม่า และข้อถกเถียงอย่างหนักว่า
ใครคือเหยื่อ?
ใครคือผู้สมรู้ร่วมคิด?
1. นางสาวบุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก พร้อมด้วยทนายความและตัวแทนผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ในฐานะประธานมูลนิธิองค์กรทำดี พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ
โดยมีการระบุความผิดทั้งหมด 3 ข้อหาหลัก ได้แก่ ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ข้อหาฟอกเงิน และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ)
ระบุถึงพฤติการณ์และการบริหารจัดการเงินของมูลนิธิฯ ที่มีประเด็นปัญหา เช่น มูลนิธิฯ อาจมีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดไปจากวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ โดยระบุถึงปมการนำเงินไปก่อสร้างพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต รวมถึงตรวจสอบพบสลิปเส้นทางการโอนเงินของมูลนิธิฯ ออกไปยังบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง
ในส่วนของบุ๋ม ปนัดดา และผู้เกี่ยวข้อง ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าพร้อมที่จะนำพยานหลักฐานต่างๆ เข้าชี้แจงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
2. ใครคือเหยื่อ? ใครคือผู้สมรู้ร่วมคิด?
ประชาชนจำนวนไม่น้อย รู้สึกเห็นใจ และสงสาร บุ๋ม ปนัดดา
บางส่วนถึงขนาดมองว่า บุ๋ม ปนัดดา อาจเป็นเหยื่อ ถูกคนใกล้ชิดหลอกลวง หรือไม่?
แต่ทั้งหมด จะต้องพิสูจน์ด้วยพยาน หลักฐาน ข้อเท็จจริง
ไม่อาจเอาความรัก ความชอบ ความรู้สึกชื่นชมจากเรื่องอื่นใด เข้ามาตัดสิน
การพิสูจน์จะต้องใช้หลัก “กรรม คือ เครื่องชี้เจตนา”
คงต้องอาศัย “เส้นเงิน” และ “เอกสาร” เป็นหลัก
2.1 ปมเงินทอน 45 ล้านบาท และเส้นทางการเงินมูลนิธิ
ประเด็นการตรวจสอบ “โครงการก่อสร้างพูลวิลล่าหรูที่ จ.ภูเก็ต” ถือเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุด” ในคดีนี้ เพราะเป็นปลายทางของเส้นทางการเงินที่สังคมสงสัยว่าถูกผันมาจากเงินบริจาคของมูลนิธิฯ มาสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ หรือไม่
ข้อกล่าวหาหลัก สรุป คือ นำเงินบริจาคไปสร้างทรัพย์สินส่วนตัว เงินบริจาคของประชาชนที่โอนเข้ามูลนิธิฯ ถูกยักย้ายถ่ายเทนำไปใช้ก่อสร้างโครงการพูลวิลล่าส่วนตัวจำนวน 8 หลัง ของสามีคุณบุ๋ม ที่ตั้งอยู่ใน ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
นอกจากปมเงินบริจาคแล้ว โครงการพูลวิลล่าแห่งนี้ยังถูกตรวจสอบว่า บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ภูเก็ตนับ 100 ไร่ หรือไม่อีกด้วย
หลักฐานสำคัญที่ถูกเปิดโปงแล้ว เช่น
สเตทเมนต์ซอยยอดเงินทอน - “ช่างเอ๋ อภิชาติ” ผู้รับเหมาก่อสร้าง ได้เปิดเผยหลักฐานเส้นทางการเงินว่า เงินค่าก่อสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ตนี้ ส่วนหนึ่งโอนมาจากบัญชีส่วนตัวของคุณบุ๋มและบางส่วนมาจากบัญชีของมูลนิธิองค์กรทำดี แต่หลังจากเงินเข้าบัญชีช่างเอ๋แล้ว สามีบุ๋มได้สั่งให้ช่างเอ๋โอนเงินคืนกลับเข้าบัญชีส่วนตัวของเขาแบบซอยยอด ครั้งละ 2 ล้านบาท รวมๆ แล้วกว่า 45 ล้านบาท
ใบอนุญาตก่อสร้างเป็นชื่อ “บุ๋ม ปนัดดา” - มีการเปิดเผยเอกสารใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพูลวิลล่าระบุชื่อผู้ขออนุญาตและเจ้าของอาคารคือ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่
การติดป้ายชื่อมูลนิธิอำพราง - ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ก่อนที่จะเกิดเป็นข่าวดัง โครงการพูลวิลล่าส่วนตัวนี้เคยมีการนำป้าย “มูลนิธิองค์กรทำดี ภูเก็ต” ไปติดไว้ที่กำแพงหน้าทางเข้า รวมถึงปักป้ายตามข้างทาง แต่พอเริ่มเป็นคดีความ ป้ายเหล่านั้นกลับถูกถอดออกไปทั้งหมดทันที
เงินสดปิดบัญชีกู้ซื้อที่ดิน - มีการเปิดเผยข้อมูลว่า ที่ดินแปลงนี้ (เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่) เดิมทีมีการกู้เงินจากธนาคาร แต่ผ่านไปไม่ถึง 3 ปี กลับมีเงินสดจำนวนมหาศาลไปปิดบัญชีหนี้ทั้งหมด ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่มาที่ไปของเงินดังกล่าวต่อไป


จะเห็นว่า การตรวจสอบ และพิสูจน์ทราบเหล่านี้ ไม่เกี่ยวกับกับความรู้สึก รัก ชอบ นิยม หรืออย่างไร แต่เกี่ยวกับข้อมูล ข้อเท็จจริง เป็นสำคัญ
2.2 ใครคือ “เหยื่อ” ในกรณีนี้?
กลุ่มผู้บริจาค (เหยื่อโดยตรง) คือ ผู้ที่โอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิฯ หรือบัญชีส่วนตัวของบุ๋มด้วยความศรัทธา โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมปี 2568 มีผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความแล้วหลายราย หากเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ (เช่น สร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต) พวกเขาคือผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง
หรืออาจจะเป็นตัวบุ๋มเอง (เหยื่อตามข้อกล่าวอ้างของฝ่ายสนับสนุนบุ๋ม)
บางส่วน มองว่า บุ๋มอาจตกเป็นเหยื่อ Romance Scam โดยถูกคนใกล้ชิดใช้ความสัมพันธ์และสถานะความเป็นแม่สร้างความไว้ใจ ก่อนฉวยโอกาสเปลี่ยนโครงการจาก “บ้านพักครอบครัว” เป็น “พูลวิลล่าเชิงพาณิชย์” โดยที่เธออาจไม่รู้เรื่องจริงๆ หรือไม่?
2.3 ใครคือ “สมรู้ร่วมคิด” หรือผู้ที่ต้องสงสัย?
ขณะนี้ ยังไม่มีคำพิพากษา แต่จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ บุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด จะต้องชี้แจงเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง
สามีของบุ๋ม ดูเหมือนจะเป็นตัวละครสำคัญ เป็นจุดศูนย์กลางของเส้นเงิน ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับเงินที่โอนกลับมาจากผู้รับเหมา (29-30 ล้านบาท) และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท “ดิ อาเธอร์ เรียลเอสเตท” ร่วมกับผู้รับเหมา โดยไม่มีชื่อบุ๋มอยู่ในโครงสร้างบริษัท
“ช่างเอ๋” (ผู้รับเหมา) ถูกมองว่าเป็นผู้รับเงิน แต่ทนายเดชาระบุว่าเขา “ไม่ได้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด” และเป็นเพียงผู้รับจ้างสร้างพูลวิลล่า
ตัวของ “บุ๋ม ปนัดดา” เอง (ในมุมของฝ่ายกล่าวหา) ทนายเดชาตั้งข้อสังเกตว่าเธอเป็นคนฉลาด “ไม่น่าจะถูกหลอก” และรู้ดีว่าเงินถูกโอนไปสร้างพูลวิลล่า เพราะมีหลักฐานว่าเธอเคยลงพื้นที่ไปดูพูลวิลล่าถึง 3 ครั้ง ขณะที่ฝ่ายกฎหมายของออยศรีก็มองว่าการใช้บัญชีส่วนตัวรับบริจาคแทนบัญชีมูลนิธิอาจเข้าข่ายเจตนาไม่สุจริต
2.4 ข้อสังเกต
การตรวจสอบเส้นเงิน 45-50 ล้านบาท ที่อ้างว่าโอนจากบัญชีมูลนิธิฯ ไปยัง “ช่างเอ๋” แล้ววนกลับเข้าบัญชีสามีบุ๋ม เพื่อพิสูจน์ว่ามีเจตนาฉ้อโกงหรือฟอกเงินหรือไม่ ต้องตรวจสอบว่าบุ๋มมีอำนาจควบคุมหรือรู้เห็นการโอนหรือไม่ รับรู้ว่าอย่างไรจริงๆ
การตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินและเอกสารสิทธิที่ดินที่ใช้สร้างพูลวิลล่าเป็นของบุ๋มจริงหรือไม่ และเอกสารขออนุญาตก่อสร้าง (ที่ยื่นในนามบุ๋ม) ถูกแก้ไขหรือสวมรอยเปลี่ยนจากบ้านพักเป็นพูลวิลล่า 8 หลังหรือไม่ จะช่วยเพื่อพิสูจน์เจตนาด้วยเช่นกัน
การตรวจสอบโครงสร้างบริษัทและผู้ถือหุ้นบริษัท “ดิ อาเธอร์ เรียล เอสเตท” ว่ามีการตั้งขึ้นมีพฤติการณ์อย่างไร เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในกรณีนี้อย่างไร ทำไมการที่บุ๋มไม่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น เป็นเพราะอะไร เพราะถูกหลอกหรือเป็นความสมยอม
การตรวจสอบการใช้เงินบริจาค บัญชี “มูลนิธิองค์กรทำดี” และบัญชีส่วนตัวของบุ๋มถูกใช้รับบริจาคสลับกันหรือไม่ และเงินที่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้จริงหรือไม่
ทั้งหมด เจตนาและความรู้เห็น เป็นตัวชี้ชัดสำคัญ
แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน
ใครจะเป็นผู้ถูกหลอกใช้ หรือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ต้น?
2.5 คำชี้แจง บุ๋ม ปนัดดา
บุ๋ม ปนัดดา ชี้แจงว่า “ไม่รู้เรื่องเงินทอน”
ฝั่งมูลนิธิโอนเงินให้ผู้รับเหมาเพื่อเป็นค่าก่อสร้างอาคาร 4 หลังตามนิติกรรมจริง ยอมรับว่าเคยไปกินข้าวกับช่างเอ๋ที่ภูเก็ตจริง แต่ที่ผ่านมาเข้าใจมาตลอดว่าเงินที่โอนไปนั้น เป็นการจ่ายค่าสร้างอาคารมูลนิธิที่ จ.ปทุมธานี ไม่รู้เลยว่าถูกนำไปหมุนสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต
ส่วนการที่ผู้รับเหมาโอนเงินต่อให้สามีของเธอนั้น เธอยืนยันว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น
ยืนยันว่า เพิ่งรู้ว่าชื่อตัวเองไปอยู่ในใบอนุญาต โดน “ปลอมลายเซ็น
2.6 ช่างเอ๋ (ผู้รับเหมา) ชี้แจงว่า ตนเองไม่ได้รับผิดชอบสร้างอาคารให้มูลนิธิ แต่เงินก้อนนั้นเป็นค่าจ้างสร้าง “พูลวิลล่าส่วนตัวที่ จ.ภูเก็ต” ของสามีบุ๋ม
ส่วนก๊อต อธิป (สามีบุ๋ม) ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการติดตามเอกสาร ประสานทนายความ เตรียมชี้แจง
3. ประเด็นอื่นๆ เช่น
3.1 ปมงบก่อสร้างอาคารและศาลเจ้า 50 ล้านบาท
มีการตั้งคำถามถึงที่มาของเงินและที่ดินในการก่อสร้างสำนักงานมูลนิธิ รวมถึง “ศาลเจ้าขนาดใหญ่” มูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท ว่าโปร่งใสหรือไม่
ทางนายอำเภอธัญบุรีได้สั่งการให้ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างและที่มาของที่ดินทั้งหมด
บุ๋ม ปนัดดา ชี้แจงว่า ทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจดทะเบียนในนามมูลนิธิอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว และตามกฎหมายหากมูลนิธิต้องล้มเลิกไป ทรัพย์สินทั้งหมดนี้จะตกเป็นของสภากาชาดไทย ไม่สามารถตกเป็นของลูกหลานเธอได้
3.2 ปมใช้บัญชีส่วนตัวสลับบัญชีมูลนิธิรับบริจาค
มีการตั้งคำถามถึงการขาดความโปร่งใส และส่อเจตนาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบงบดุลของมูลนิธิ
โดยการเปิดรับเงินบริจาคผ่านบัญชีบุคคลธรรมดา แทนที่จะเป็นบัญชีในนามมูลนิธิโดยตรง
ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา ได้สั่งให้ทำเรื่องปิดบัญชีส่วนตัวนั้นแล้ว และโอนเงินบริจาคทั้งหมดที่ค้างอยู่กลับเข้าบัญชีมูลนิธิ
3.3 คดีรุกป่าสงวน 100 ไร่ ของสามี (ก๊อต อธิป)
กรณีสามีบุ๋มพัวพันกับการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนหรือที่ราชพัสดุกว่า 100 ไร่ ใน อ.บ้านนา จ.นครนายก เพื่อทำรีสอร์ตและสนามวิ่งเทรล
ทางการเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง
บุ๋ม ปนัดดา ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับธุรกิจที่ดินของสามี
โดยสรุป... การจะทราบว่า ใครคือเหยื่อ ใครคือผู้สมรู้ร่วมคิด จะต้องให้หน่วยงานตามกฎหมายพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ข้อเท็จจริง โดย “กรรมชี้เจตนา”
เจตนาและความรู้เห็น เป็นตัวชี้ชัดสำคัญ
แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน ใครจะเป็นผู้ถูกหลอกใช้ หรือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ต้น?
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

