จับหัวโจกใหญ่ซุกระนอง มาเฟียแขก นายห้างโยเกซตัวแสบ หนีหมายจับหลายคดี

ตำรวจบุกรวบ “นายห้างโยเกซ”หัวหน้าแก๊งมาเฟียอินเดีย หนีหมายจับคดีพยายามฆ่า-ฆาตกรรม-กรรโชกทรัพย์ เชื่อมโยงบงการฆาตกรรม ก่อนส่งเข้ากักกัน เตรียมผลักดันกลับประเทศ
เมื่อวันที่ 1พฤศจิกายน2569 พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม.เปิดเผยว่าตามนโยบายของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร.ที่กำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพลชาวต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวหรือใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งหลบซ่อนตัว จึงได้สั่งการให้พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.กันตวัฒน์ พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6,พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ แสงเดือน รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.เด่นชาย เจริญยุทธ ผกก.ตม.จว.ระนอง, บูรณาการร่วมกับ ตม.จว.ระนอง นำโดย พ.ต.ท.เอกลักษณ์ นุ่นปาน สว.ตม.จว.ระนอง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.ระนอง เปิดปฏิบัติการสืบสวนติดตามบุคคลต่างด้าวตามข้อมูลประสานจากสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย
กรณีนี้สถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทยได้ประสานข้อมูลแจ้งว่า Mr. Yogesh (นามสมมติ) สัญชาติอินเดีย เป็นบุคคลที่ทางการอินเดียต้องการตัว ตามหมายจับเลขที่ SC/258/2025 ออกโดยศาลปาเตียลาเฮ้าส์ กรุงนิวเดลี ในข้อหาพยายามฆ่า ฆาตกรรม กรรโชกทรัพย์ และเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนบงการคดีฆาตกรรม โดยมีข้อมูลว่าได้หลบหนีเข้ามาพำนักในประเทศไทย และอาจมีความพยายามหลบหนีต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อได้รับข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่กก.ปอพ.บก.สส.สตม.เร่งตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกและประวัติการพำนักในราชอาณาจักร พบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ผ่านด่านจุดตรวจสะพานปลา (ปากน้ำ) ตม.จว.ระนอง โดยได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรประเภท ผ.60 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569จากนั้นได้ประสานข้อมูลและใช้มาตรการสืบสวนติดตามอย่างต่อเนื่อง จนทราบว่าบุคคลดังกล่าวหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดระนอง
กระทั่งวันที่ 31 ต.ค.69 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนติดตามเฝ้าสังเกตการณ์ พบชายต้องสงสัยมีลักษณะตรงกับบุคคลตามข้อมูล บริเวณริมถนนเฉลิมพระเกียรติ ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง จึงเข้าตรวจสอบ แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง ผลการตรวจสอบยืนยันว่าเป็น Mr. Yogesh หรือนายโยเกซ บุคคลตามที่ได้รับการประสานข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย
เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมือง โดยพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา 36 ประกอบมาตรา 12(7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พร้อมแจ้งสิทธิและเหตุแห่งการควบคุมให้ทราบ ก่อนควบคุมตัวมายัง กก.ปอพ.บก.สส.สตม.เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย จากนั้นนำตัวส่งสถานกักกันคนต่างด้าว บก.สส.สตม.เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และประสานการส่งกลับไปยังสาธารณรัฐอินเดียตามกระบวนการต่อไป ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิทธิพล แก๊งมาเฟีย และบุคคลที่มีหมายจับจากต่างประเทศ ซึ่งอาจใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวหรือเป็นทางผ่านหลบหนีไปยังประเทศที่สาม

