คอลัมน์ : สั้นสั้น วันอังคาร

ใกล้เข้ามาแล้ว?
สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนเรื่องผู้ทรงอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย หรือที่เรียกกันว่าอินฟลูเอนเซอร์ จริงๆ อยากเขียนต่อเรื่องอันตรายที่มาจากการใช้สื่อออนไลน์ไปด้วยเลย โดยเฉพาะการนำเอไอมาสร้างคลิปวิดีโอหลอกลวง และก็มีคนรีบ “งับ” เอาไปเผยแพร่ต่อ แต่จะเป็นบทความที่ยาวเกินไป จึงยกเอามาต่อในคราวนี้
ช่วงหลังๆ จะพบว่ามีการนำภาพนิ่งและวิดีโอที่ทำจากเอไอมาใช้เพื่อมุ่งร้ายทางการเมืองกันมากขึ้น ดังที่ได้เห็นจากการนำภาพม็อบขับไล่รัฐบาลตามที่ต่างๆ เช่น ขบวนรถบรรทุกแน่นขนัดหน้าทำเนียบรัฐบาล หรือฝูงคนมาประท้วงกันอย่างแออัดบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีม็อบอะไรทั้งนั้น หรือกระทั่งขบวนการเคลื่อนไหวจริงที่มีคนไม่เท่าไหร่ แต่ภาพที่ออกมาถูกเติมแต่งจนดูเหมือนมีผู้คนมหาศาล
นอกจากมีพวกที่แชร์เพราะเกลียดชังพรรคการเมืองฝั่งที่ตนไม่ชอบ ภาษาบ้านๆ ก็ประมาณว่า เมื่อเรื่องมาเข้าทางตีนก็หวดซะให้เต็มข้อ และมีพวกที่เป็นเครือข่ายหรือรสนิยมเดียวกันคอยช่วยกระจายยังมีคนอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ความจริง แต่รีบเชื่อและรีบแชร์ เพียงเพราะอยากได้ชื่อว่ารู้ข่าวเร็วกว่าคนอื่น
ผมคงไม่พูดว่าใครโง่-ใครฉลาดทุกวันนี้ “ความรู้อาจเรียนทันกันหมด” เพราะทุกคนมีมือถือในมืออย่างน้อยคนละเครื่อง แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันคือความมีสติ, ความเฉลียวใจ และอคติ
ก่อนหน้านี้ไม่ถึงสิบปี เราพูดกันเรื่อง “เฟคนิวส์” ที่ควรระมัดระวัง แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แค่คำพูดพิมพ์แล้วโพสต์แต่มีการสร้างภาพเคลื่อนไหวที่เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี ยิ่งทำให้ความเฉลียวใจหรือดีกรีในการ “เอ๊ะ!” ที่ต่ำอยู่แล้วของคนไทยยิ่งตกต่ำลงไปอีก
การใช้เอไอทำหนัง ทำเพลง เพื่อความบันเทิง ไม่มีปัญหาอะไร วันหนึ่งๆ ทำออกมาเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้นงาน หรือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็พอทำเนา แต่หากเป็นเรื่องสำคัญด้านความมั่นคง สำคัญระดับทำให้องคาพยพของประเทศสั่นสะเทือน และอาจจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศ กระบวนการใช้สื่อออนไลน์ผิดๆ ก็ยิ่งอันตราย
สิ่งประดิษฐ์จากมันสมองมนุษย์ตั้งแต่โบร่ำโบราณถึงปัจจุบัน ล้วนถูกสร้างมาเพื่อให้การใช้ชีวิตและการทำงานของมนุษย์สะดวกสบายมากขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ก็เช่นกัน ขณะที่เทคโนโลยีเอไอสร้างประโยชน์และความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลแต่ในทางกลับกันก็สร้างความเสี่ยงและปัญหาระดับโลกหลายด้าน
เอาคร่าวๆ แบบที่มองเห็นกันชัดๆก็คือคนตกงานกันมากขึ้นเมื่อระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ขยายกว้างขึ้น และยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะศูนย์ข้อมูลที่ใช้สำหรับประมวลผลและฝึกฝนเอไอขนาดใหญ่ (Data Centers) ต้องใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการละเมิดความเป็นส่วนตัว, การนำข้อมูลส่วนบุคคล ภาพถ่าย หรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น ใช้เอไอในการเขียนโค้ดโจมตีระบบ อย่างที่เป็นข่าวในวงการเงินบิทคอยน์อยู่ตอนนี้
แต่ส่วนที่เชื่อมโยงกับที่ผมเขียนมาข้างต้น คือ ปัญหาด้านสังคมและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทั้งการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ, สร้างข่าวปลอมที่เขียนโดยเอไอ, การใช้เอไอสร้างภาพ-เสียงหรือวิดีโอปลอมที่สมจริง ซึ่งถูกใช้ในการหลอกลวง, ใส่ร้ายป้ายสี และปั่นป่วนทางการเมือง
ตอนนี้มีความกังวลกันว่า ถ้าเอไอพัฒนาไปถึงขั้นที่มีความฉลาดเหนือมนุษย์ และมนุษย์ไม่สามารถควบคุมระบบเหล่านี้ได้ และหากเป้าหมายของเอไอไม่สอดคล้องกับความอยู่รอดของมนุษยชาติก็อาจจะทำให้เกิดภัยพินาศได้ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อมองย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ก็ไม่ใช่ความผิดของเอไอแต่อย่างใด เพราะการที่เอไอมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะมนุษย์สร้างมันขึ้นมา
และผมว่าบางทีอาจจะไม่ทันถึงวันที่มนุษย์เอาเอไอไม่อยู่เราจะพบกับความหายนะกันก่อนด้วยคนชั่วที่ใช้เอไอ และคนที่หลงเชื่อโดยไม่รู้จักฉุกคิด ซึ่งดูเหมือนใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
ทิวา สาระจูฑะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

