คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘มลทินติดตัว’ที่ล้างไม่ได้ของ‘ทักษิณ’
เสียงเรียกร้องให้ก้าวข้าม“ทักษิณ ชินวัตร”มีมาตลอดตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกยึดอำนาจในปี 2549 เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้อำนาจเพื่อกอบโกยโกงกิน แต่จนถึงวันนี้ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี สังคมไทยก็ยังข้าม“ทักษิณ”และ“ตระกูลชินวัตร”ไม่ได้
เหตุผลสำคัญก็เพราะ “ทักษิณ ชินวัตร”ไม่ยอมปล่อยวางจากอำนาจ ปากบอกว่าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน เหมือนชายชราทั่วไปที่ถึงช่วงบั้นปลายของชีวิต ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีก็ต้องลงโลง ตามกฎธรรมดาของสังขารอันเป็นสัจธรรม หรือดังที่พุทธศาสนาเรียกว่า“ทุกขอริยสัจ” คือ มีเกิด มีแก่ มีตาย รวมทั้งมีความโศกเศร้าและเจ็บไข้ได้ป่วย อันเป็นสภาวะที่“เป็นทุกข์”
เริ่มตั้งแต่ หลังจากหนีคดีทุจริตไปเป็นสัมภเวสีอยู่ในต่างแดนกว่า 15 ปี แล้วกลับมาในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 เพื่อยอมติดคุก พร้อมทั้งสารภาพผิดตามที่ปรากฎใน“ฎีกา”กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษว่า“ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษา”
เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ เหลือโทษจำคุกต่อไป อีก 1 ปี จากทั้งหมด 8 ปี เพื่อจะได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคม และประชาชนสืบไป
สุดท้าย“ทักษิณ ชินวัตร”ก็ยังกระทำผิดซ้ำ จากการ“โกงการติดคุก” โดยไปนอน“ป่วยทิพย์”บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ที่แม้ว่าจะได้รับพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษเหลือ 1 ปีแล้วก็ตาม และหลังจากได้รับการพักโทษในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เมื่อได้รับเชิญไปพูดเวทีไหน “ทักษิณ”ก็จะบอกว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยคดีทุจริตทุกคดีนั้นถูก“คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549”สร้างขึ้นมาเพื่อ“ยัดข้อหา”
แต่ข้อความใน“ฎีกา”ที่“ทักษิณ ชินวัตร”ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และทรงมีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยลดโทษ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 นั้น “ทักษิณ”สารภาพผิดด้วยข้อความเต็มๆ ดังนี้
“เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกดังกล่าว ด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษา ขณะนี้อายุมาก มีปัญหาสุขภาพเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาพยาบาลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”
นอกจากนี้ ในรายละเอียดของเนื้อหาที่“ทักษิณ ชินวัตร”ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาผ่าน“ฎีกา”ขอพระราชทานอภัยโทษ ยังมีใจความว่า “เมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกดังกล่าว” พร้อมทั้งยังได้ยกคดีมาประกอบด้วยว่ามีคดีอะไรบ้าง ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 8 ปี จากทั้งหมด 3 คดี
คดีแรก“คดีหมายเลขแดง ที่ อม. 4/2551” คือ “คดีเอ็กซิมแบงก์” โดย“ทักษิณ ชินวัตร”ผู้ตกเป็นจำเลยได้สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) อนุมัติเงินกู้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน จำนวน 4 พันล้านบาทให้แก่รัฐบาลเมียนมา เพื่อนำเงินก้อนนี้ไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท “ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน)” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก“ทักษิณ” เป็นเวลา 3 ปี ไม่รอลงอาญา
คดีที่สอง “คดีหมายเลขแดง ที่ อม. 10/2552” คือ คดี“หวยบนดิน” ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก“ทักษิณ ชินวัตร” เป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ด้วยเหตุที่คดีนี้นับโทษซ้อนกับคดีแรก จึงเท่ากับเป็นการยกประโยชน์ให้จำเลย ทำให้“ทักษิณ”ไม่ต้องรับโทษ 2 ปีในคดีนี้
คดีที่สาม “คดีหมายเลขแดง ที่ อม. 5/2551” คือ คดี“ให้บุคคลอื่น (นอมินี) ถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯ แทน”จากการขายหุ้น“ชินคอร์ป”มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาทให้แก่“กลุ่มเทมาเส็ก” ประเทศสิงคโปร์ มีโทษจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา และเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ “ทักษิณ”ยังถูกยึดเงินให้ตกเป็นของแผ่นดินจำนวนทั้งสิ้น 46,373,687,454.70 บาท หรือ 4.63 หมื่นล้านบาท อีกทั้งในเวลานี้ยังมีอีก 1 คดีที่“ทักษิณ”พยามจะยื้อเพื่อไม่ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังจากการขายหุ้น“ชินคอร์ป”จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทให้แก่กรมสรรพากร
สรุป ก็คือ ทั้ง 3 คดีนี้เป็น“คดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่” ซึ่ง“ทักษิณ ชินวัตร”ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 และมาตรา 100 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่ใช่“คดีการเมือง” หรือ“คดีเกี่ยวกับการเมือง” โดยไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับการล้างผิด หรือนิรโทษกรรม ตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
แต่“ทักษิณ ชินวัตร”ก็ยังดันทุรัง ด้วยการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อต้องการ“ล้างมลทิน” โดยได้มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ด้วยข้ออ้างที่ว่า คดีความทั้งหมดมีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง และการถูกกลั่นแกล้งจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่ใช่การทุจริตเชิงอาชญากรรมทั่วไป
ถ้าเป็นสมัยก่อน “ทักษิณ ชินวัตร”คงโดนสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรไปแล้ว ฐานทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และยังมีหน้าจะมาขอ“ล้างมลทิน”อีก !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

