'อนุทิน'แจ้งเตือนพม่า ไทยกังวล สู้รบกระทบชายแดน เพิ่มความระมัดระวัง

'อนุทิน'แจ้งเตือนพม่า
ไทยกังวล
สู้รบกระทบชายแดน
เพิ่มความระมัดระวัง
นายกฯ เผยรัฐบาลแจ้งเมียนมา ไทยมีความกังวล เหตุสู้รบชายแดนขอให้ระมัดระวัง จะต้องไม่มีผลกระทบถึงไทย ไม่ให้ทำลายชีวิตประชาชน-ทรัพย์สิน 2 ประเทศ กำชับผบ.เหล่าทัพ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง การปะทะให้มากที่สุด เหตุไทยไม่เกี่ยว ด้านโฆษกรบ.แจงระงับผ่อนผันนำเข้า-ส่งออกสินค้าบางช่องทาง ใน อ.แม่สอด-อ.พบพระ จ.ตาก ถึง 5 พ.ย.นี้ ส่วน นายกอบต.แม่สามแลบ ประณามกองทัพเมียนมา ทิ้งบอมบ์ส่งผลกระทบฝั่งไทย ส่วนทหารจัดกำลังดูแล ครู-นร.เปิดเทอมวันแรก
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านจี้รัฐบาลทำแถลงการณ์อย่างเป็นทางการถึงเมียนมา หลังจากเกิดสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-เมียนมา ว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินการทั้งกองทัพและการทูต อยู่แล้ว
เมื่อถามว่ามีระเบิดลงรายวัน มีการกำชับหน่วยงานความมั่นคงอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า รับทราบ ซึ่งมีการแจ้งกัน และได้แจ้งไปยังรัฐบาลเมียนมา แล้วว่าจะต้องดำเนินการโดยไม่ให้มีผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ แจ้งไปยังรัฐบาลเมียนมา ว่าประเทศไทย มีความกังวลและขอให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ไม่มุ่งทำลายชีวิตประชาชน ทรัพย์สิน บ้านเรือน ที่ไม่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ
เมื่อถามย้ำว่า ทางการเมียนมา ได้ให้คำตอบว่าอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เราจะเชิญเจ้าหน้าที่สถานทูตเมียนมา มารับทราบความกังวลของเรา ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ดำเนินการไปแล้ว
ส่วนถ้าสถานการณ์ยังไม่ทุเลา จะมีการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการหรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่าเราป้องกันเรื่องดินแดนของเราอย่างเต็มที่อยู่แล้ว และส่งกำลังพล ลาดตระเวนเพิ่มความพร้อมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้กำชับผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ให้หลีกเลี่ยงการปะทะและความขัดแย้งให้มากที่สุด เพราะในส่วนที่มีการสู้รบกันไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทย และคนไทย เราก็ต้องป้องกันดินแดนของเรา เท่าที่เรามีความสามารถ ตอนนี้เราได้รับความเสียหายส่วนหนึ่ง จึงเรียกเขามาเตือน
ต่อข้อถามถึงกรณีมีคนเมียนมา หนีภัยการสู้รบเข้ามาฝั่งไทย นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นหลักมนุษยธรรม เมื่อสถานการณ์สงบเรียบร้อย เราก็มีแผนการ ไม่ใช่การผลักดัน เพื่อให้เขาได้กลับประเทศ แต่ส่วนใหญ่คนเมียนมา ก็เดินทางกลับเอง ส่วนคนที่พยายามอยู่ต่อ เราก็ต้องผลักดันออกไปตามกฎหมาย สำหรับกรณีมีกระแสข่าวว่าทหารเมียนมา ข่มขู่ทำลายคลังสินค้าไทย หากส่งสินค้าไปให้กะเหรี่ยง KNU นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ยิน และยังไม่มีข่าวที่ได้รับการยืนยัน
วันเดียวกัน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมช่องทางการค้าพื้นที่ อ.แม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก ภายหลังสถานการณ์สู้รบในฝั่งเมียนมา ส่งผลให้มีกระสุนข้ามมาตกฝั่งไทย สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน และสถานที่ต่างๆ
น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า กองกำลังนเรศวร และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้แจ้งด่านศุลกากรแม่สอด ขอระงับการผ่อนผันการนำเข้า–ส่งออกสินค้า ผ่านช่องทางอื่น นอกจากทางอนุมัติ ตั้งแต่บริเวณทิศใต้สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1 พื้นที่ อ.แม่สอด รวมถึง อ.พบพระ เป็นระยะเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม-5 พฤศจิกายน 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อควบคุมสถานการณ์ชายแดน ป้องกันการลำเลียงสิ่งของที่อาจนำไปสนับสนุนการสู้รบของกองกำลังฝ่ายต่างๆ ในฝั่งเมียนมา และลดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นการระงับการผ่อนผันเฉพาะช่องทางและพื้นที่ตามประกาศ ไม่ได้หมายถึงการปิดด่านชายแดนทั้งหมด หรือระงับการค้าระหว่างไทย-เมียนมา ทุกช่องทาง โดยการนำเข้า ส่งออกสินค้าผ่านช่องทางที่ได้รับอนุมัติ ยังเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนด ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบสถานะช่องทางขนส่ง และเงื่อนไขของสินค้าแต่ละประเภทกับด่านศุลกากรแม่สอด ก่อนดำเนินการ
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลกำชับ ผวจ.ตาก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแม่สอด 1 ราย ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่ได้ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือแล้ว
สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องเดินทาง หรือขนส่งสินค้าผ่านพื้นที่ชายแดน ขอให้ติดตามประกาศจากจังหวัดตาก กองกำลังนเรศวร และด่านศุลกากรแม่สอด อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมาตรการกำหนดระยะเวลาถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย จึงควรตรวจสอบสถานะของช่องทางก่อนเดินทางหรือขนส่งสินค้า และไม่ควรสรุปว่าทุกช่องทางจะกลับมาใช้ได้โดยอัตโนมัติเมื่อครบกำหนด
ด้านนายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายก อบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ได้ประณามกองทัพเมียนมา ต่อเหตุการณ์โจมตีทางอากาศตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและความมั่นคงชายแดน และเรียกร้องรัฐบาลไทย ประสานให้กองทัพเมียนมา ยุติการโจมตีดังกล่าว และขอให้ร่วมกำหนด Safty Zone พื้นที่ความปลอดภัยตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยเร็ว
“ตลาดในแม่สามแลบ เงียบเหงา ซบเซาอย่างหนัก เพราะชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้าในพื้นที่ ไม่กล้าส่งสินค้าทางเรือ และชาวบ้านฝั่งเมียนมา ไม่กล้าเข้าออกและมาซื้อข้าวของเลย เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะมีการโจมตีอีกหรือไม่ ทำให้ชาวบ้าน ชุมชนชายแดน เกิดความหวาดกลัว และกังวลว่าจะมีการโจมตีทางอากาศอีก อย่างไรก็ตาม ในหมู่บ้านแม่สามแลบ มีงานทอดกฐิน ชาวบ้านต่างพากันอธิษฐานขอพรพระให้คุ้มครองชาวบ้านให้ปลอดภัยจากอันตรายใดๆ” นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าว
ขณะที่หน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู) กองร้อยทหารราบที่ 1431 ผนึกกำลังคณะครูโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก เนื่องจากเป็นวันเปิดภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2569 เพื่อให้การเดินทางไปกลับโรงเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สร้างความอุ่นใจแก่ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน นอกจากนี้ยังชี้แจงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนในปัจจุบัน พร้อมแนะนำแนวทางการปฏิบัติตน และการเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุกระสุน ตกข้ามมาฝั่งไทย เพื่อให้นักเรียน และคณะครู มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
ว่าที่ ร.ต.ธวัชชัย แสงแปลง ผอ.โรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ระบุว่า โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบตามปกติ โดยวันเดียวกันนี้ถือเป็นวันแรกของภาคเรียนที่ 2 มีนักเรียนเดินทางมาเรียน และร่วมกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติ โดยมีทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ฝ่ายปกครอง และบุคลากรของโรงเรียนร่วมดูแลความปลอดภัย ซึ่งทางโรงเรียนเตรียมหลุมหลบภัย และแผนเผชิญเหตุไว้พร้อม หากเกิดการสู้รบรุนแรง ครูและนักเรียน สามารถเข้าหลุมหลบภัยของโรงเรียนได้ทันที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

