เชิดสิงโตรออั่งเปา? อดีตนักกิจกรรม ฉะ พรรคประชาชน รวยสุดในสภา แต่ขอเงินบริจาคสู้ศึกซักฟอก

วันที่ 3 ตุลาคม 2569 จากกรณีที่พรรคประชาชนเปิดรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151
ล่าสุด พรนภา เอี่ยมสำอางค์ อดีตนักกิจกรรมการเมืองและนักเขียน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "Pornnapa Iamsamarng" ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เปิดบริจาคไม่ไว้วางใจ: หรือกระแสและทุนสำคัญกว่าเนื้อหา
ในการเมืองระบบรัฐสภา "การอภิปรายไม่ไว้วางใจ" คืออาวุธหนักที่สุดที่ฝ่ายค้านมีไว้เพื่อตรวจสอบ ทะลวงความทุจริต และกระชากหน้ากากรัฐบาลให้ประชาชนได้เห็น แต่เมื่อพรรคการเมืองฝ่ายค้านประกาศเปิด "รับบริจาคเงิน" จากประชาชนเพื่อนำมาเป็นทุนในการสู้ศึกอภิปรายตามมาตรา 151
ปรากฏการณ์นี้จึงทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ว่า ตกลงแล้วนี่คือการระดมสรรพกำลังเพื่อหา "หมัดน็อก" รัฐบาล หรือเป็นเพียงมหกรรมเรี่ยไรเงินเพื่อบริหาร "กระแส" และตุน "ทุน" ในสภาวะที่รู้ผลโหวตล่วงหน้าอยู่แล้วกันแน่?
ความจริงของ "ต้นทุน" ในสภา: ภาษีประชาชนจ่ายให้หมดแล้ว
ข้ออ้างที่ว่าพรรคฝ่ายค้านขับเคลื่อนด้วย "หัวใจ-หยาดเหงื่อ" และจำเป็นต้องใช้ทุนจากประชาชนเพื่อสู้กับระบอบกินรวบนั้น หากมองผ่านเลนส์แห่งความเป็นจริง จะพบว่าเป็นเพียง "วาทกรรมทางการเมือง" ที่ฟังดูปลุกใจ แต่กลวงเปล่าในแง่ของข้อเท็จจริง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจคืองานในหน้าที่ปกติของ สส. ซึ่งรัฐสภามีงบประมาณสนับสนุนครอบคลุมไว้หมดแล้ว สส. ทุกคนรับเงินเดือนหลักแสน มีงบประมาณจ้างผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการประจำตัว ซึ่งรวมๆ กันแล้วเป็นเม็ดเงินมหาศาลต่อปีเพื่อใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูล ไม่นับรวมค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าสถานที่ในสภาที่ล้วนมาจากภาษีประชาชน
เมื่อต้นทุนทุกอย่างรัฐจ่ายให้หมดแล้ว การที่พรรคการเมืองมาเรียกเก็บ "ค่าต๋ง" เพิ่มเติมจากประชาชนเพื่อไปทำหน้าที่ของตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและฟังไม่ขึ้นอย่างยิ่ง...
รวยที่สุดในสภา... แต่ทำไมยังต้องขอ?
ความย้อนแย้งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกางดูตัวเลข "เงินอุดหนุนพรรคการเมือง" ประจำปี 2569 จาก กกต. ข้อมูลประจักษ์ชัดว่า พรรคประชาชนได้รับเงินอุดหนุนสูงเป็นอันดับ 1 ทะลุ 96.7 ล้านบาท ทิ้งห่างพรรคอันดับ 2 อย่างรวมไทยสร้างชาติ (13.1 ล้านบาท) หรือเพื่อไทย (12.2 ล้านบาท) ชนิดที่ไม่เห็นฝุ่น
การที่พรรคมีเงินอุดหนุนจากภาษีในกระเป๋าเฉียดร้อยล้าน แต่ยังเลือกที่จะเปิดคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) ขอเงินบริจาครายย่อย สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า "เงิน" ไม่ใช่สิ่งที่พรรคขาดแคลน แต่แคมเปญนี้คือ "เครื่องมือทางการตลาดการเมือง" ที่จงใจใช้เพื่อสร้าง Engagement ดึงมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม รู้สึกเป็นเจ้าของ และพร้อมจะออกตัวปกป้องพรรคเมื่อถึงเวลา...
ได้ไม่คุ้มเสีย? ระเบิดเวลา "บัญชีม้า" และรอยแผลเก่าที่ยังไม่หาย
การเปิดช่องให้มวลชนโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงในยุคนี้ ไม่ต่างอะไรกับการเปิดประตูรับ "ระเบิดเวลา" ทางกฎหมาย หากมีผู้ไม่หวังดีจงใจใช้ "บัญชีม้า" โอนเงินสีเทาเข้ามาปะปน หรือระดมแชร์สลิปปลอมเพื่อป้ายสี โทษทัณฑ์ของการรับเงินผิดกฎหมายนั้นร้ายแรงถึงขั้น "ยุบพรรค"
ยิ่งเมื่อย้อนดูรอยแผลเก่าในช่วงต้นปี 2569 ที่พรรคเคยมีปัญหาความหละหลวมของระบบรักษาความปลอดภัย จนข้อมูลสมาชิกรั่วไหลและถูกกรมการปกครองระงับการเชื่อมต่อข้อมูลกับทะเบียนราษฎร (DOPA) ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามว่า ระบบหลังบ้านของพรรคในวันนี้มีศักยภาพพอที่จะทำ KYC คัดกรองความโปร่งใสของสลิปโอนเงินได้รัดกุมแค่ไหน?
แทนที่ทีมงาน สส. และแกนนำพรรคจะเอาเวลาอันมีค่าไปขุดคุ้ยหาข้อมูล ทำการบ้านเพื่อต้อนรัฐบาลให้จนมุม กลับต้องสูญเสียสรรพกำลังมหาศาลมานั่งตรวจสอบสลิปโอนเงินร้อยบาทพันบาท และทำบัญชีรายงาน กกต. เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกร้องเรียน นี่คือยุทธศาสตร์ที่ "ได้ไม่คุ้มเสีย" ในสมรภูมิที่ต้องการเนื้อหามากกว่ากระแส..
สู้ไม่ได้ในสภา ขอรับบริจาค "ติดปลายนวม"
หากประเมินกระดานการเมืองในปัจจุบัน ทุกคนทราบดีว่ารัฐบาลมีเสียงสนับสนุนในสภาที่แข็งแกร่งและมีแบ็กอัปแน่นหนา การโหวตล้มรัฐบาลในสภาเวลานี้แทบจะเป็นมิชชั่นอิมพอสซิเบิล ฝ่ายค้านเองก็ย่อมรู้อยู่เต็มอกว่า "นายกฯ ไม่แพ้โหวตแน่"
เมื่อเกมสภาถูกล็อกผลไว้แล้ว ยุทธศาสตร์จึงถูกบิดแกนจากการสู้ด้วย "เนื้อหา" มาเป็นการสู้ด้วย "กระแส" การเปิดรับบริจาคในช่วงเวลานี้จึงมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการใช้บรรยากาศความตึงเครียดของการอภิปรายมาเป็นเครื่องมือ "ตุนเสบียง" เข้าพรรค เพื่อเตรียมกระสุนไว้ใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า
หรือใช้ขับเคลื่อนแคมเปญกดดันนอกสภา เป็นการเช็กเรตติ้งมวลชนและหาเงิน "ติดปลายนวม" กลับบ้านในเกมที่รู้ตัวว่าต้องแพ้
เชิดสิงโตทางการเมือง: ตีกลองโหมโรงเพื่อรอรับ "อั่งเปา"?
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์การเปิดรับบริจาคเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ ชวนให้จินตนาการถึงภาพ "คณะเชิดสิงโต" ของเด็กๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่เน้นตีกลองโหมโรงเสียงดังกระหึ่ม เชิดสิงโตอย่างขึงขังดุดัน ทำทีท่าเหมือนเตรียมลงสนามปราบปีศาจร้าย ทั้งที่รู้ผลล่วงหน้าอยู่แล้วว่าอย่างไรก็ล้มรัฐบาลไม่ได้...
เป้าหมายของการจัดขบวนแห่ที่แท้จริง จึงอาจไม่ใช่การต้อนรัฐบาลให้จนมุม แต่เป็นการตระเวนไปตามหน้าฟีดโซเชียลเพื่อรอรับ "ซองอั่งเปา" จากมวลชนที่กำลังอินกับเทศกาล เปลี่ยนวาระการตรวจสอบระดับชาติที่สำคัญ ให้กลายเป็นเพียงอีเวนต์ทางการเมืองตามฤดูกาล
เพื่อเก็บเกี่ยวทุนและต่อยอดความนิยม มากกว่าการมุ่งหวังผลลัพธ์ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

