นายก อบต.แม่สามแลบ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ! วอนตั้ง Safety Zone 10 กม. สกักทัพเมียนมาบอมบ์ชายแดน

นายก อบต.แม่สามแลบ ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ! วอนรัฐบาลไทยดัน Safety Zone ชายแดน 10 กม. สกัดทัพอากาศเมียนมาทิ้งบอมบ์ ทำชาวบ้านขวัญผวา-การค้าสาละวินอัมพาต
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ตนได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้เร่งแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในฝั่งประเทศเมียนมา หลังกองทัพเมียนมายังคงปฏิบัติการทางทหารและโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องโดยไม่เลือกเป้าหมาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนไทยตามแนวชายแดน ทั้งในพื้นที่ตรงข้ามจังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายพงษ์พิพัฒน์ ระบุว่า อยากขอให้รัฐบาลไทยเร่งประสานกับกองทัพเมียนมาเพื่อยุติการโจมตีทางอากาศบริเวณชายแดนทุกรูปแบบในทันที พร้อมเสนอให้มีการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) และระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) ในรัศมี 10 กิโลเมตรตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งการกำหนดเขตดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบต่อชุมชนชายแดน ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน และแก้ปัญหาผู้พลัดถิ่นโดยไม่กระทบต่อภารกิจทางการทหารและความมั่นคงของชาติ โดยขอให้รัฐบาลไทยใช้กรอบความร่วมมือพหุภาคีของอาเซียนผ่านฉันทามติ 5 ข้อ และผู้แทนพิเศษ (Special Envoy) เข้าไปหารือกับทางการเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรม

นายก อบต.แม่สามแลบ กล่าวเพิ่มเติมถึงความเดือดร้อนในพื้นที่ว่า นับตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่กองทัพอากาศเมียนมาได้นำเครื่องบินเข้าโจมตีบ้านเรือนราษฎรกะเหรี่ยง (KNU) ที่หมู่บ้านราท่า ตรงข้ามพื้นที่ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนทำให้บ้านเรือน รถยนต์ และเรือยนต์หางยาวเสียหายยับเยิน ส่งผลให้การค้าขายชายแดนริมแม่น้ำสาละวินต้องยุติลงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากราษฎรกะเหรี่ยงไม่กล้าล่องเรือมาซื้อสินค้าที่ตลาดบ้านแม่สามแลบเพราะเกรงว่าจะถูกเครื่องบินโจมตี ขณะเดียวกันชาวบ้านฝั่งไทยที่ทำอาชีพประมงและค้าขายก็ไม่กล้าออกเรือเช่นกัน

ซ้ำร้ายล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 กองทัพอากาศเมียนมาได้เปิดฉากโจมตีค่ายซอเลท่า ยิ่งซ้ำเติมให้ราษฎรทั้งสองฝั่งตกอยู่ในความหวาดกลัวหนักกว่าเดิม จนเรือทุกลำต้องจอดนิ่งสนิทอยู่ที่ท่าเรือ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของคนไทยริมแม่น้ำสาละวินโดยตรง โดยที่ยังไร้วี่แววมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากทางรัฐบาลไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

