หนูการันตีรัฐบาลปึ้ก ลุ้นอย่ครบ4ปี เปิดทางดึงพรรคเพิ่ม

เพื่อไทยยันไม่แตกแถว
ฝ่ายค้านถอยไม่ยื่น152
คดีฮั้วสว.ส่อวุ่นอีกแล้ว
กกต.ยื่นตีความศาลฎีกา
นายกฯออกโรงการันตีเสถียรภาพรัฐบาลแน่นปึ้ก 70 เสียงเพื่อไทยกำลังสวย ยืนยันไม่มีการต่อรองแลกโหวต แต่ยังแบไต๋พร้อมเปิดประตูเพิ่มเสียงพรรคร่วม คุยลั่นอยู่ครบเทอม 4 ปี ด้านแกนนำ พท.“ยศชนัน-จุลพันธ์”ดาหน้าคอนเฟิร์มไม่มีแตกแถว ขณะที่ ครม.รับทราบเปิดศึกอภิปรายฯ 7-11 ธันวาฯ ด้าน ปชน.ยอมถอยไม่ยื่นแล้วมาตรา 152 ส่วน‘ปกรณ์-รุทธพล’อ้างยังไม่มีรายงานปมนิรโทษทักษิณ โยนอนุฯกลั่นกรองชงมาก่อน ย้ำชัดต้องยึดตามเงื่อนไขห้ามคดีทุจริต-ม.112 ขณะที่คดีฮั้วสว.ส่อวุ่น กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจศาลฏีกาสกัดตรวจคุณสมบัติวุฒิสภา
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ศูนย์ประชุมมณฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีร้องเพลง“ใช่เลย”ในงานเลี้ยงอาหารค่ำก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่โดยแปลงเนื้อร้องว่า“70กำลังดี”หมายความว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาเพิ่มแล้วใช่หรือไม่ว่าเวลามาพบปะสังสรรค์ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ทุกคนต้องมานอนค้างกัน มีเวลารับประทานอาหารร่วมกัน
นายกฯย้ำรบ.สามัคคีไม่มียื่นต่อรอง
“เราก็พยายามสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองให้ประชาชนรับทราบว่าข่าวที่บอกพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา มีการต่อรองยื่นคำขาดอะไรกันนั้นไม่มี วันนี้พวกเราโชคดีมากๆที่มีพรรคร่วมรัฐบาลที่ดีมีความรู้ความสามารถอย่างพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลสองพรรคที่ทำงานด้วยกันไม่มีใครบอกว่าเป็นผลงานของพรรคภูมิใจไทยหรือเพื่อไทยเท่านั้น เราพูดเสมอไม่ต้องนัดหมายหรือเตี๊ยมว่าต้องพูดนะว่าเป็นผลงานของรัฐบาล ตนว่าเป็นสามัญสำนึกของคณะรัฐมนตรีทุกคนที่บอกกับตัวเองเสมอว่านี่ไม่ใช่รัฐบาลของภูมิใจไทยหรือเพื่อไทย ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลงานรัฐบาลของประชาชน ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้เขามาบริหารราชการแผ่นดิน”นายกฯย้ำ
บรรยากาศในการพบปะกันมีการหยอกล้อแสดงมิตรภาพที่จริงใจต่อกัน ให้ทั้งคณะรัฐมนตรีจะมาเจอกันแบบนี้มีไม่มาก จะเกิดขึ้นได้เฉพาะช่วงที่เรามาประชุมนอกสถานที่ กว่าจะมีการประชุมนอกสถานที่ได้ก็2-3เดือนครั้ง ถือว่าสร้างความคุ้นเคยขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและความความสัมพันธ์ที่ดีอย่าไปคิดอะไรมากไปกว่านั้น
ยืนกรานไม่ปิดทางเลือกดึงพรรคเพิ่ม
เมื่อถามว่า 2 พรรคร่วมรัฐบาลอยู่กันดีสามัคคีกันดีแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องถามต่อไปอีกใช่หรือไม่ว่าจำเป็นต้องเติมพรรคอะไรเข้ามาอีก นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลทุกรัฐบาล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีเสถียรภาพ และสามารถใช้เสถียรภาพนั้น ขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อประเทศของเรา ซึ่งกลไกใดๆก็ตามที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น รัฐบาลก็ไม่ปิดทางเลือก ทั้งหลายทั้งปวงจะต้องเกิดจากความเข้าใจอันดีกับทุกฝ่าย เราไม่ทำเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง หรือทำไปเพื่อประโยชน์ของความมั่นคงของตำแหน่งนายกฯของตนเลย ตนเลยจุดนั้นไปแล้วแน่นอน สิ่งที่ตนจะทำคือและความร่วมมือของคณะรัฐมนตรีทุกท่านของพรรครัฐบาล ที่เป็นองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีเป้าหมายเดียวคือความผาสุกของบ้านเมืองความสงบความสันติความเจริญคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
‘ยศชนัน’ย้ำรบ.ต้องอยู่4ปีเพื่อดันปท.
เมื่อถามนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยว่าการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยจะฉลุยเลยใช่หรือไม่ นายยศชนัน ตอบว่า ตอนนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังไปได้ดีดังนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลตนคิดว่าเราต้องสื่อสารและชัดเจน เพราะในแต่ละกระทรวงเรื่องเสถียรภาพการทำงานทางราชการ การวางงบประมาณต่างๆในระยะยาว การที่ต่างชาติจะมองจากข้างนอกซึ่งเราเพิ่งผ่านการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิล์ดแบงค์ก็จะสมเกียรติประเทศไทย วันนี้เรามาอุดรธานีก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับพืชสวนโลก มีโครงการพัฒนาภาคอีสานในระยะยาว
“การที่จะเป็นไปในแนวทางเดียวเพื่อให้รัฐบาลอยู่ครบ4 ปี ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เราต้องรู้บริบทของประเทศการที่ประเทศจะก้าวไปข้างหน้า”นายยศชนัน ย้ำ
จุลพันธ์ย้ำพรรคร่วมสามัคคีแน่นปึ้ก
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม. สัญจรถึงบรรยากาศการร้องเพลงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในคืนงานเลี้ยงครม.เมื่อวันที่ 2พ.ย.ซึ่งบรรยากาศดูเหมือนจะมีความชื่นมื่นว่าเป็นช่วงพักผ่อนเพราะครม.ทำงานหนัก เมื่อมีโอกาสมาพบปะกันนอกสถานที่ ไปกินข้าวร้องเพลงกันบ้างถือว่ามีความกลมเกลียวกันดีเพราะเราเป็นรัฐบาลร่วมกันระยะเวลาเกินครึ่งปีได้พิสูจน์ถึงการเข้าขา การขับเคลื่อนนโยบายและเห็นแล้วว่าไปด้วยกันได้ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่เพิ่งมาพบปะกัน เรารู้จักกันมานาน ยืนยันว่าทั้ง2พรรค เป็นพรรคหลักในการขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลร่วมกัน และเรามีความสามัคคีกันดี
นายกฯไม่ส่งสัญญาณดึงพรรคร่วมเพิ่ม
เมื่อถามว่าการร้องเพลงระบุ 70 กำลังดี แปลว่าส่งสัญญาณไม่ต้องมีพรรคกล้าธรรม เข้ามาร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่าไม่อยากไปตีความลึกเกิน ขณะนี้เสถียรภาพรัฐบาลมีเพียงพออยู่แล้ว ส่วนเรื่องการตัดสินใจว่าจะมีพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่มหรือไม่ เป็นสิทธิ์ขาดของนายกฯว่าจะพิจารณาอย่างไร เราทำงานร่วมกันต้องเคารพการตัดสินใจกันและรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเรื่องของการรวมเสียง การขับเคลื่อนงานของรัฐเป็นอำนาจของ ครม. และนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ควรจะต้องแจ้งพรรคร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่หากจะดึงพรรคการเมืองใดเข้ามาร่วมรัฐบาลเพิ่ม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน เป็นเรื่องปกติที่ต้องคุยกันอยู่แล้ว ขอเรียนตามตรงว่าขณะนี้ไม่มีการส่งสัญญาณหรือการพูดคุยกัน ในช่วงที่ผ่านมาเราไม่เคยคุยกันเรื่ององค์ประกอบของการร่วมรัฐบาล มีแต่เรื่องการขับเคลื่อนปัญหาของประชาชน
ยันพท.มีวินัยไม่แตกแถวโหวตซักฟอก
เมื่อถามย้ำว่าที่ระบุว่าทำงานเข้าขากัน แสดงว่าในการโหวตพรรคเพื่อไทยจะเป็นเอกภาพในการสนับสนุนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า เป็นเอกภาพอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทย ไม่เคยมีเรื่องของการแตกแถว โดยหลักของการทำงานต้องฟังการอภิปรายและตนอยู่ในการประชุมครม.ทุกครั้ง รับทราบการอนุมัติโครงการ การขับเคลื่อนแนวนโยบาย เรารับทราบรับรู้ตลอดเวลา เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและเรื่องการทำงานทั้งนายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายสามารถตอบได้ทุกคน ส่วนการลงมติโดยมารยาททางการเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ต้องพร้อมให้การสนับสนุน พราะต้องเอาเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เป็นตัวตั้งเมื่อถามย้ำว่านายกฯมั่นใจเสียงของพรรคเพื่อไทยได้ใช่หรือไม่นายจุลพันธ์ย้ำว่าท่านไม่ได้สงสัยตั้งแต่ต้น
เมื่อถามย้ำว่าบางประเด็นเกิดขึ้นจากการตรวจสอบของสังคม พรรคเพื่อไทยจะพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจยกมือโหวตให้ทั้งหมดหรือไม่ นายจุลพันธะบุว่าคงต้องรับฟังการอธิบาย หากถามความเชื่อมั่นมีความเชื่อมั่นเต็มร้อยว่ารัฐมนตรีสามารถชี้แจงได้ ส่วนเสียงที่จะโหวตให้รัฐมนตรีแต่ละคนเท่ากันหรือไม่นั้น ตอนนี้เหตุยังไม่เกิด แต่เชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีวินัย
ครม.รับทราบมติวิป2ฝ่ายซักฟอก7-11ธ.ค.
ที่ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี นายเอกภพ เพียรวิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร)ว่าครม.มีมติการยืนยันวาระของสภาผู้แทนราษฎรโดยที่ครม.มีมติว่าการดำเนินการของครม.ให้ความสำคัญกับวาระของสภา โดยที่ข้อมูลจากสภาฯ และจากข้อมูลการดำเนินการที่ผ่านมาจะเห็นว่า ครม.ชุดนี้ ให้ความร่วมมือกับสภาฯด้วยการไปตอบกระทู้ และการร่วมมือในการตอบคำถาม การเข้าชี้แจงในคณะกรรมาธิการด้วยดี และมีปริมาณเข้าไปดำเนินการเป็นอย่างมาก และให้ครม.ยังคงให้ความร่วมมือกับสภาฯ อย่างต่อเนื่องแบบนี้ต่อไป
นายเอกภพแถลงอีกว่าในส่วนของการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ที่ประชุมครม.ก็มีการพูดถึงเรื่องของวันที่กำหนดข้อตกลงของวิปทั้ง2ฝ่ายแล้วก็คือในวันที่ 7- 11ธ.ค.ก็จะมีการเตรียมการของครม.ในการตอบข้อซักถาม พร้อมเก็บข้อมูลให้สำหรับพี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนรับทราบในการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย
นายกฯพร้อมรับฟังม็อบบุกทำเนียบ5พ.ย.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมต่อเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆที่นัดหมายระดมรถยนต์1,000คันเดินทางมาทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 5 พ.ย.นี้เพื่อยื่นหนังสือและสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนต่อคณะรัฐมนตรีว่าในภาพรวมได้เรียนผู้สื่อข่าวไปแล้วว่าในห้วงเวลานี้สัญญาณทางเศรษฐกิจและตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจทั้งหลายอยู่ในขาที่เรียกว่าขาขึ้นซึ่งตอบสนองที่เป็นประโยชน์ในเชิงบวกราคาสินค้าทางการเกษตรหลักๆทุกชนิดได้ปรับตัวและปรับราคาขึ้นมาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นประชากรจำนวนมากของประเทศไทยก็น่าจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่างๆทางการเกษตร
นายกฯย้ำว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงของประชาชนทุกฝ่ายอยู่แล้วจริงๆแล้วการชุมนุมการแสดงออกในรูปแบบต่างๆเพื่อจะส่งสารมาให้กับรัฐบาลว่ารัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างไรขอยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้พร้อมรับฟังถ้าเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลและเป็นประโยชน์ รัฐบาลพร้อมที่จะนำไปดำเนินการการชุมนุมเช่นนี้ก็ต้องถือว่าเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งของผู้ที่ต้องการให้รัฐบาลรับทราบ ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังและหาทางแก้ไขปัญหา
ปัดบล็อกเข้ากรุงฯสั่งจนท.ดูแลเต็มที่
นายกฯกล่าวอีกว่าส่วนการเตรียมความพร้อมรับมืออำนวยความสะดวก กับผู้ชุมนุมต่างๆซึ่งมีข่าวออกไปว่าใครสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ บล็อกไม่ให้เขาเดินทางมาอันนี้ไม่จริงนะครับ แต่อาจจะมีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ขนส่งอะไรทั้งหลาย ต้องให้การอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ อย่าให้เกิดสภาวะในลักษณะที่เป็นการกดดันและต้องถือว่าผู้ชุมนุมหรือผู้ที่ต้องการมาแสดงออกถือเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่เขามีอยู่และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องให้การดูแลอำนวยความสะดวกกับพวกเขา แต่ขอให้ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญภายใต้กฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้อื่นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือของประชาชนทั่วไป ถ้าทุกอย่างมาด้วยเหตุผล ด้วยความตั้งใจที่อยากจะสื่อสารให้รัฐบาลได้รับฟังปัญหาและไปดำเนินการหาทาง แก้ไขปัญหาเหล่านั้น รัฐบาลยืนยันว่ามีความพร้อม
‘ปกรณ์’ยังไม่มีรายงานคณะกลั่นกรอง
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวถึงกรณีการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีการรายงานถึงกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ยื่นขอนิรโทษกรรมหรือไม่ว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเพราะในการทำงานของคณะกรรมการชุดใหญ่ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกลั่นกรองเรื่องที่มีการยื่นคำร้องเข้ามาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่หากมีมติอย่างไรก็จะส่งมาให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา เบื้องต้นทั้งคำร้องหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดใหญ่สามารถเห็นต่างกับคณะอนุกรรมการได้อยู่ที่ว่าชุดใหญ่จะมีมีมติอย่างไร
ย้ำชัดห้ามคดีทุจริต-ม.112ดูมิติกม.
เมื่อถามว่าเงื่อนไขคดีมาตรา 112 ถือว่านอกเกณฑ์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับคดีมาตรา 112 มีการเขียนไว้ชัดเจนในกฎหมายว่าเรื่องคดีทุจริตและคดีมาตรา 112 จะไม่อยู่ในเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ดังกล่าวเมื่อถามว่าการที่มีชื่อนายทักษิณจะทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่มี ตนก็ตรงไปตรงมา ตนไม่มีอะไรและไม่มีใครมาสั่งหรือบอกอะไรทั้งนั้น ตนก็เจอจากข่าวแค่นี้เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นประเด็นทางการเมืองต่อหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องมิติทางการเมืองตนไม่ทราบ ตนดูมิติทางกฎหมาย แต่ไม่น่าจะมี เพราะทุกคนก็จับตามองพวกตนอยู่เหมือนกัน ใครจะไปกล้าทำผิดกฎหมาย
ปัดตอบ‘ทักษิณ’เข้าเกณฑ์หรือไม่
เมื่อถามว่าหากนายทักษิณรู้แล้วว่าไม่เข้าเกณฑ์ แต่ยังยื่นเข้ามาจะมีผลหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิ์ที่จะยื่นได้ ไม่ได้มีโทษ ใครคิดว่าเข้าเงื่อนไขก็ยื่นมาได้เหมือนกัน เราก็วินิจฉัยไปตามนั้นเมื่อถามว่าหลังจากยื่นคำร้องแล้วจะใช้เวลาพิจารณานานแค่ไหน นายปกรณ์กล่าวว่าต้องเข้าคณะอนุกรรมการกลั่นกรองหากมีมติก็ต้องดูว่ามีเหตุผลอย่างไรก่อนจะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่
เมื่อถามว่าการที่นายทักษิณให้เหตุผลว่าคดีของตัวเองเกิดจากผลพวงการรัฐประหารแบบนี้ถือว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่าตนไม่กล้าพูดตอนนี้ เพราะยังไม่เห็นเอกสาร เป็นกระแสข่าวที่ได้ยินมาอยู่แล้ว แต่ยังไม่เห็น ตนจึงยังไม่กล้าพูดและกล้าให้ความเห็น
‘รุทธพล’ไม่ได้รับรายงาน‘แม้ว’ขอนิรโทษ
เวลา 08.20 น.ที่มณฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวถึงกรณีการยื่นนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องมาถึงหรือยังว่าส่วนตัวเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ เรื่องนี้ต้องผ่านคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานและคณะกรรมการชุดใหญ่ก็ยังไม่ได้รับเรื่องตรงนี้มาคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เสริมสร้างสังคมสันติสุข
ส่วนปลัดกระทรวงยุติธรรมได้รายงานนอกรอบหรือไม่ว่านายทักษิณเข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรมหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่ายังไม่มีรายงานมาและยังไม่มีการรายงานเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่ ถ้าจะมีคงเป็นการรายงานเข้าที่ประชุมชุดใหญ่เลยทีเดียว
ปัดไม่ได้ยินกระแสกดดันแลกโหวต
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวนายทักษิณกดดันคณะกรรมการเพื่อแลกเสียงโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่าไม่น่าจะใช่ ไม่น่าจะเกี่ยว เพราะรายละเอียดสาระกฎหมายค่อนข้างชัดเจน และกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องทุจริต และความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 ไม่เข้าเงื่อนไขอยู่แล้วเมื่อถามย้ำว่ามีกระแสกดดันลักษณะดังกล่าวเข้าถึงหูหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่าไม่มี ซึ่งเรื่องตอนนี้ยังไม่เข้ามาที่คณะกรรมการชุดใหญ่
เชื่อคกก.อนุฯยึดเงื่อนไขตามกม.
เมื่อถามว่านายทักษิณอ้างว่าคดีเกิดมาจากผลพวงการรัฐประหารจะเข้าเงื่อนไขหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่าตนคิดว่าต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ซึ่งเขาต้องยึดในสาระของกฎหมายของพ.ร.บ.สันติสุขมากกว่าเมื่อถามว่าฟันธงได้เลยหรือไม่ว่านายทักษิณไม่เข้าเงื่อนไขการนิรโทษกรรม พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เท่าที่ดูรายละเอียดต้องให้คณะอนุกรรมการดูก่อนว่ามีเงื่อนไขอะไรอย่างไรและให้เขาพิจารณาก่อนจะส่งมาที่คณะกรรมการชุดใหญ่ ตรงนี้จะชัดเจนกว่าพร้อมระบุว่า หากคณะกรรมการพิจารณาไม่เข้าเงื่อนไข นายทักษิณก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้อง แต่เราต้องพิจารณาไปตามกฎหมาย
วิปฝ่ายค้านขอโฟกัสศึกซักฟอกม.151
ช่วงบ่าย นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่าในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านวันนี้ พรรคฝ่ายค้านเราเห็นตรงกันว่าหมุดหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานของฝ่ายค้านในช่วงเวลานี้ คือการเดินหน้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งเป็นวาระที่เราตั้งใจจะใช้อย่างเต็มที่เพื่อแสดงให้เห็นว่าหลายปัญหาที่ประชาชนพบเจอ - ทั้งด้านเศรษฐกิจปากท้อง คุณภาพชีวิต และโอกาสในการเติบโตทางหน้าที่การงาน - ล้วนมีต้นตอมาจากพฤติกรรมของรัฐบาล ที่พยายามกินรวบอำนาจ พัวพันกับสารพัดการโกง และล้มเหลวในการคาดการณ์และแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
“ณ เวลานี้ทางเรามีความพร้อมแล้ว ทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูลหลักฐานและการจัดสรรเวลาระหว่างผู้อภิปราย แต่ในเมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ(ม.151)ถูกขยับไปเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคม เราจะใช้เวลา 1 เดือนที่เหลืออยู่ ในการจับตาและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของรัฐบาลที่อาจไปซ้ำเติมปัญหาเดิม แทรกแซง-ปกปิดหลักฐาน หรือก่อปัญหาใหม่ที่เพิ่มความไม่น่าไว้วางใจ”นายพริษฐ์ระบุ
มติวิปฝ่ายค้านไม่เปิดอภิปรายม.152
ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า แม้การเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา152เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ฝ่ายค้าน ยังมีสิทธิในการเสนอเพิ่มเติมจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แต่วันนี้ ทางฝ่ายค้านเรามีข้อสรุปตรงกันว่าเราจะยังไม่มีแผนที่จะดำเนินการตามกลไกดังกล่าว อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทางเรายังคงมีโควต้าตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอญัตติดังกล่าวได้ 1 ครั้ง ก่อนจะปิดสมัยประชุมในช่วงสิ้นปี
ชงผลักดัน 4 ข้อเสนองานสภาช่วงพย.
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า ในส่วนของการทำงานในสภาตลอดเดือนพฤศจิกายน ทางเราตั้งใจจะใช้กลไกต่างๆเพื่อตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเรามีข้อเสนอดังต่อไปนี้ 1. ผลักดันญัตติของผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่เสนอให้เปิดอภิปรายในที่ประชุมสภา เพื่อให้ สส. เสนอข้อคิดเห็นก่อนการจัดทำงบประมาณ 2571 เพื่อให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ได้สัดส่วนกับปัญหาของประเทศและวิกฤตพลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์-ภัยพิบัติที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับกระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Pre-Budget Consultation) ที่รัฐบาลเองกำลังดำเนินการกับภาคส่วนต่างๆในช่วงเวลาเดียวกัน 2. ผลักดันกฎหมายที่ยังค้างอยู่ในระเบียบวาระประชุมสภาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกฎหมายที่เสนอโดย สส. รวมถึง สส. จากพรรคฝ่ายค้าน (เช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อเปิดเผยข้อมูลรัฐให้โปร่งใส / กฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ไขปัญหาสารพิษ-มาตรฐานโรงงาน / กฎหมายกระจายอำนาจเพื่อปลดล็อกท้องถิ่นในการดูแลประชาชน)
3. เปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ ที่ค้างพิจารณามาแล้วหลายเดือน (เช่น การแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างนานขึ้นและในรูปแบบที่สะดวกต่อการตรวจสอบ / การแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มสิทธิประชาชนในการตรวจสอบ-ถอดถอนองค์กรอิสระให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน) 4. เพิ่มวันประชุมสภา เพื่อชดเชยวันประชุมที่ถูกเลื่อนเพราะเหตุการณ์น้ำท่วมหรือเหตุอื่นๆ และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงในที่ประชุมสภานัดแรกว่าจะมีการกำหนดวันประชุมสภาเพิ่มเติมในอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ต่อเดือน
“ทางเราหวังว่าทุกภาคส่วนจะร่วมกันผลักดัน 4 ข้อเสนอดังกล่าว เพื่อใช้กลไกสภาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในการแก้ไขปัญหาประชาชน” นายพริษฐ์ ระบุ
มติวิปฝ่ายค้านไม่ยื่นเปิดอภิปรายม.152
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปฝ่ายค้านโพสต์ข้อความระบุว่า มติวิปฝ่ายค้าน ไม่ยื่นเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ขอโฟกัส อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตาม มาตรา 151
ปธ.วิปค้านซัดโสภณปิดกั้นตรวจสอบ’
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง35คณะ ซึ่งเหมือนเป็นการปิดทางอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ว่า แนวทางที่ออกมาเกี่ยวกับงานดำเนินการของคณะกรรมาธิการชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในความพยายามในการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯโดยเฉพาะของฝ่ายค้านการที่จะกำหนดให้ดำเนินการทุกอย่างของคณะกรรมาธิการ ต้องมีมติที่ประชุมรองรับไม่เพียงแต่ขัดต่อแนวปฏิบัติที่ผ่านมา รวมถึงไม่เพียงแต่จะทำให้การทำงานของคณะกรรมาธิการมีความคล่องตัวน้อยลงแต่ไปเปิดช่องสส.ของรัฐบาล ที่เป็นเสียงข้างมากในทุกคณะอยู่แล้วตามข้อบังคับ สามารถปิดกั้นการตรวจสอบเรื่องต่างๆที่คณะกรรมาธิการจะดำเนินการได้
หวั่นกลายเป็นสาขาย่อยรัฐบาล
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า หากไม่มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว ตนเกรงว่าทุกคนจะจดจำว่าภายใต้การนำของนายโสภณ กำลังถูกแปลงสภาพให้เป็นสาขาย่อยของรัฐบาล และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คงจะถูกทำลายลงและกำลังจะเข้าสู่สภาวะที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด เข้าข่ายความพยายามที่สีน้ำเงินจะกินรวบทุกสถาบันทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เตรียมยื่นหนังสือบี้ปธ.สภาฯทบทวน
นายพริษฐ์ยืนยันว่าตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในวิปฝ่ายค้านถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ฝ่ายค้านคงมีการทำหนังสือยื่นให้ประธานสภาฯทบทวนคำสั่งดังกล่าว อย่างเป็นทางการ ยื่นให้กับประธานสภาฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ออกมา ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ และทางสส. พรรคประชาชนได้มีการยื่นญัตติไปแล้ว เมื่อปลายเดือนต.ค. เพื่อให้ที่ประชุมสภาฯ เสนอแนะแนวทาง ในการปรับปรุงการทำหน้าที่ของประธานและรองประธานสภาฯ สืบเนื่องจากกรณีก่อนหน้านี้ แต่เมื่อมาถึงวันนี้คงต้องรวมคำสั่งของประธานสภาฯ ไปด้วย
‘อภิสิทธิ์’อัด‘ปธ.สภา’ทำลายระบบ
ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซอยงามดูพลี เขตสาทร กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนฯออกระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง35คณะว่าส่วนตัว เห็นว่า กรรมาธิการคณะของตนก็พยายามในการทำให้การกำหนดระเบียบวาระ การเชิญการประชุม การจะเชิญหน่วยงานไหนเข้ามาให้ข้อมูลนั้นก็จะพยายามให้ทุกคนในคณะกรรมาธิการได้มีส่วนร่วม แต่การไประบุว่าจะต้องเป็นมติในทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันจะเป็นปัญหาในกรณีที่เรามีรัฐบาลหรือสส.ในฝ่ายรัฐบาลที่เกิดจะไม่ยอมรับการตรวจสอบขึ้นมา เพราะกรรมาธิการทุกคณะหรือเกือบทุกคณะสส.รัฐบาลเป็นเสียงข้างมากอยู่ในนั้นอยู่แล้ว
“สมมุติจากนี้สส.ฝ่ายรัฐบาลไม่อยากให้มีการตรวจสอบเรื่องนั้น เรื่องนี้ กรรมาธิการก็พิจารณาไม่ได้ก็คงไม่ใช่วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีกลไกเหล่านี้อยู่ ใจผม หลักคือหาความพอดี ถ้าเกรงกลัวว่าประธานคณะกรรมาธิการจะทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่ต้องขอมติก็ได้แต่ให้มาแจ้งที่ประชุมก็ได้ แจ้งแล้วอาจจะมีการทักท้วงหรือมีอะไรก็สามารถพูดคุยกันได้ แต่ถ้าไปตีกรอบเอาไว้แบบนี้ ถ้าถามว่ารัฐบาลไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยการตรวจสอบหรือการทำงานของสภาก็ทำต่อไม่ได้ ถือว่าผิดเจตนารมณ์ของกลไก”นายอภิสิทธิ์ ย้ำ
จวกรัฐบาลไม่ควรกลัวถูกตรวจสอบ
เมื่อถามว่าขณะนี้มีความกังวลว่าการออกระเบียบดังกล่าวเป็นการมัดมือ มัดเท้าการตรวจสอบของภาคฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าจริงๆตอนนี้ที่น่ากังวลมากกว่าคือความพยายามในการแก้ไขข้อบังคับสภา พูดง่ายๆ คือต่อไปนี้ทุกอย่างจะถูกกำหนด ในการทำงานของสภาทั้งหมด แม้กระทั่งจำนวนประธานกรรมาธิการก็อาจจะกลายเป็นฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด ถ้ามีการแก้ข้อบังคับตามที่มีการเสนอของ สส.พรรคภูมิใจไทยจริงๆก็แก้ปัญหากันได้มาโดยตลอด การทำงานในระบบสภาต้องอาศัยประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองและการยอมรับบทบาทของกันและกัน รัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากในสภารวมถึงเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆแต่หลักของการตรวจสอบคือต้องเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยตรวจสอบได้ ซึ่งกรรมาธิการแต่ละชุดตามข้อบังคับข้อกำหนดเอาไว้อยู่แล้วว่าพิจารณาเรื่องใดได้ เรื่องใดไม่ได้ อำนาจที่จะใช้ได้ตามกฎหมายก็มีกรอบอยู่ดังนั้นไม่ควรมีข้อกังวลอะไร
“ดังนั้นจึงต้องฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าได้ กลัวการตรวจสอบ ถ้าสิ่งที่ท่านทำอยู่ ถูกต้องโปร่งใสก็ไม่มีอะไรต้องกลัวเรื่องการตรวจสอบ ตรงกันข้าม ถ้าการตรวจสอบทำให้ท่านสามารถแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำนั้นมีเหตุมีผล มันดีอยู่แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเอง แล้วถ้าการตรวจสอบโดยฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อย ทำเหลวไหลฝ่ายค้านก็เสียหายเอง ตอนนั้นขอให้กลไกได้ทำงานไม่อย่างนั้นก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย”นายอภิสิทธิ์กล่าว
กกต.ส่งศาลรธน.ตีความอำนาจศาลฎีกา
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)แจ้งว่า คณะกรรมการกกต. มีการประชุมเพื่อพิจารณาคืบหน้ากรณีการส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีฮั้วสว. ที่ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติส่งศาลฎีกาดำเนินคดีอาญา ผู้ที่เกี่ยวข้อง 77 คน โดยเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 26 คนโดยที่ประชุมกกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อขอให้วินิจฉัยใน 2 ประเด็น ดังนี้1.เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.25612.กรณีที่ กกต.ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง (ตามมาตรา60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561) ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. นั้นเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้อีก
ทั้งนี้ ต้นเหตุและข้อเท็จจริงของปัญหาปรากฏว่ามีผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือกรวม 5 ราย ประกอบด้วย นายบัลลังค์ ศรีมงคล นางวรรษมนต์ คุณแสน นางแดง กองมา นายสมพาน พละศักดิ์, นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ พร้อมกันนี้ขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของกกต.จากกรณีศาลฎีการับคำร้องทั้ง3คดีไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้ทำคำคัดค้านกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน
ทั้งนี้ กกต.มองว่าการที่ศาลฎีกาเปิดรับคำร้องในลักษณะนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงมาตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เป็นที่สุดไปแล้ว จึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับขอบ เขตหน้าที่และอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

