ธนกร แนะ SME D Bank ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงยอดสินเชื่อที่ปล่อย แต่ต้องวัดความเข้มแข็งของผู้ประกอบการที่ได้รับความช่วยเหลือด้วย

“ธนกร“ แนะ “SME D Bank“ ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงยอดสินเชื่อที่ปล่อย แต่ต้องวัดความเข้มแข็งของผู้ประกอบการที่ได้รับความช่วยเหลือด้วย ชี้สนับสนุน SMEs ต้องเหมาะกับแต่ละกิจการ แจงธุรกิจเริ่มต้นต้องการเงินทุน ธุรกิจที่มั่นคงแล้วต้องการเพิ่มผลิตภาพ ส่วนธุรกิจที่พร้อมเติบโตต้องการเทคโนโลยีและตลาดใหม่ เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน
5 พฤศจิกายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายรายงานประจำปี 2568 ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ว่า ในช่วงปลายปี 2568 ตนมีโอกาสกำกับดูแลธนาคารในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม และได้เห็นการทำงานช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs อย่างใกล้ชิด ขอชื่นชมคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน SME D Bank ที่ทุ่มเททำงานและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง จนธนาคารมียอดเบิกจ่ายสินเชื่อกว่า 79,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการ 7,817 ราย ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL อยู่ที่ร้อยละ 7.90 และมีกำไรสุทธิ 261 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อชะลอตัว ต้นทุนสูง และภาคธุรกิจยังมีภาระหนี้ อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนเงินทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือการช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้ เพิ่มผลิตภาพ และแข่งขันได้มากขึ้น เพราะ SME D Bank เป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาที่ต้องสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางการเงินของธนาคาร เพื่อสนับสนุน SMEs ไทยอย่างต่อเนื่อง
นายธนกร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 3.31 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6.6 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.8 ของ GDP แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดยเฉพาะกิจการรายเล็กที่ขาดหลักประกันหรือประวัติทางการเงิน ทั้งนี้ แม้สินเชื่อจะช่วยเพิ่มโอกาสอยู่รอด แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้ สะท้อนว่า เงินทุนช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด แต่การเติบโตต้องอาศัยเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และโอกาสทางการตลาดควบคู่กัน ดังนั้น การสนับสนุน SMEs ต้องเหมาะกับแต่ละกิจการ ธุรกิจเริ่มต้นต้องการเงินทุน ธุรกิจที่มั่นคงแล้วต้องการเพิ่มผลิตภาพ ส่วนธุรกิจที่พร้อมเติบโตต้องการเทคโนโลยีและตลาดใหม่ การช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหาของแต่ละธุรกิจจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเพิ่มวงเงินสินเชื่อ
นายธนกร กล่าวอีกว่า การช่วยเหลือ SMEs ให้ได้ผล ต้องดูแลทั้งเงินทุน การพัฒนาธุรกิจ และแก้หนี้ควบคู่กัน เมื่อปลายปี 2568 ตนได้ร่วมกับ SME D Bank เปิดศูนย์ “ฝ่าฟัน ดัน SMEs” 96 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด “3 เติม” คือ 1.เติมทุน ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 3 คงที่ 3 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นาน 10 ปี 2.เติมความรู้ ผ่านการพัฒนาทักษะและแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยยกระดับการบริหารธุรกิจ เทคโนโลยี และช่องทางการตลาด และ 3.เติมโอกาส ด้วยมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ทั้งลดค่างวด ลดเงินต้น และลดดอกเบี้ยค้างชำระ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีปัญหาหนี้สามารถฟื้นฟูกิจการได้ โดยหัวใจสำคัญคือ การช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหาของแต่ละกิจการ เพราะธุรกิจที่ขาดสภาพคล่อง ย่อมต้องการความช่วยเหลือต่างจากธุรกิจที่มีหนี้สะสมหรือกำลังขยายกิจการ ตนจึงอยากเห็น SME D Bank พัฒนาแนวทางนี้ต่อไป โดยเชื่อมโยงการให้สินเชื่อ กับการพัฒนาผู้ประกอบการของกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ SMEs สร้างรายได้และแข่งขันได้จริง
“ขอฝากรัฐบาลและ SME D Bank ให้ดำเนินการ 3 เรื่องคือ 1.เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลรายได้และธุรกรรมทางธุรกิจประกอบการพิจารณา เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกัน 2.วัดผลจากความเข้มแข็งของธุรกิจ ติดตามว่าผู้ประกอบการมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ สามารถรักษาการจ้างงานและดำเนินธุรกิจต่อไปได้เพียงใด และ 3.ป้องกันหนี้เสียตั้งแต่ต้นทาง โดยติดตามความเสี่ยงและปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะกับศักยภาพลูกหนี้ เพื่อช่วยให้กิจการฟื้นตัวและรักษาความมั่นคงของธนาคาร ทั้งนี้ ขอฝากท่าน รมว.อุตสาหกรรทคนปัจจุบันสานต่อ เติมเงิน เติมทุน เติมโอกาสต่อไปด้วย ผมอยากเห็น SME D Bank ไม่เพียงช่วยให้ SMEs เข้าถึงเงินทุน แต่ช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของธนาคารไม่ได้วัดเพียงยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป แต่ต้องวัดจากความเข้มแข็งของผู้ประกอบการที่ได้รับความช่วยเหลือด้วย“ นายธนกร กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

