รายงานพิเศษ : ‘MIDL WEEK 2026’หาดใหญ่ ย้อนมองปัญหาสื่อสารช่วงน้ำท่วม

‘ข้อมูลข่าวสารลวงในสถานการณ์ภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภาวะวิกฤตทางสังคมก็ตาม จริงๆ พวกเรานี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่างเราก็เจออยู่อย่างต่อเนื่อง แต่พอมาถึงในยุคนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มันก็ค่อนข้างมีความซับซ้อนมากขึ้น และผมก็เชื่อแน่ว่าตอนนี้ทุกคนก็อาจกำลังตกอยู่ในภาวะของการปวดหัวที่จะแยกแยะว่าข้อมูลข่าวสารไหนจริง ข้อมูลข่าวสารไหนเป็นสิ่งที่ล่อลวงให้เราสนใจ’
ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) กล่าวในการบรรยายหัวข้อ ‘AI เปลี่ยนภูมิทัศน์ข่าวลวงอย่างไรในสถานการณ์ภัยพิบัติ’ ที่โรงแรมและศูนย์การค้าลีการ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานสัปดาห์เท่าทันสื่อ ‘MIDL WEEK 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘พลังพลเมืองเท่าทันสื่อ ร่วมสื่อสารเมืองในภาวะวิกฤต’ ระหว่างวันที่ 24–25 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ซึ่งต้องบอกว่า ณ ปัจจุบัน ผู้คนรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เกือบ 100% แต่เมื่อย้อนกลับไปดูเมื่อ 1 ปีก่อน ช่วงที่เกิดมหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 พบการแชร์ภาพที่สร้างหรือดัดแปลงโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยความเชื่อว่าเป็นภาพจริงจำนวนมาก แม้กระทั่งเพจเฟซบุ๊กของหน่วยงานภาครัฐบางหน่วยก็ยังแชร์ด้วย หรือบ้างก็ทำภาพ AI ขึ้นมาเองและถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม
เช่น ภาพงูเหลือมคาบลูกแมว หรือภาพสุนัขคาบลูกแมวมาส่งให้กับทีมกู้ภัยที่กำลังพายเรือให้ความช่วยเหลือประชาชน อาจารย์ภีรกาญจน์ เล่าว่า พบคนที่แชร์แล้วให้มุมมองว่าสังคมก็หดหู่อยู่แล้วจากน้ำท่วมพอได้เห็นภาพเหล่านี้ก็ใจฟูขึ้นมาบ้าง ดังนั้นแม้จะรู้ว่าปลอมแต่แชร์สักหน่อยก็ดี หรือภาพเจ้าหน้าที่จากภาพจริงที่ใส่เสื้อชูชีพนั่งเรือยางไปแจกถุงยังชีพก็ใช้ AI ตกแต่งเป็นภาพสวมเสื้อเกราะและสะพายปืนไปด้วย ซึ่งภายหลังได้ออกมาขอโทษที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
‘ผมมีข้อสรุป 1.ตอนนี้โปรแกรมที่เราใช้ในการตรวจก็ยังไม่มีความเสถียร ยังไม่เก่งพอที่จะบอกได้ว่าภาพเหล่านั้นมันจริงหรือไม่จริง 2.ผมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำ เราเคยได้ยินเรื่องคนที่จ่ายเงินให้ AI เราจะได้มันสมองจาก AI ที่เยอะกว่าการที่เราใช้ AI ฟรี ฉะนั้นมันสมองที่เราได้มาในการตรวจ ถ้าเราใช้ฟรีแน่นอนเราก็อาจได้แค่เด็กประถมหรือเด็กอนุบาลมาบอกว่าอันนี้จริงหรือไม่จริง มันอาจมีความผิดพลาดสูง แต่ถ้าจ่ายเงินเราอาจได้ AI ที่เหมือนเด็กจบ ป.ตรี ป.โท หรือ ป.เอก ที่เก่งขึ้นมาใช้ในการตรวจ’ อาจารย์ภีรกาญจน์ ระบุ
นักวิชาการท่านนี้ ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่น่าคิดว่า ‘หากต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ใช้ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของภาพหรือคลิปวิดีโอ ชาวบ้านหรือประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจะยอมจ่ายหรือไม่?’ โดยเฉพาะในสถานการณ์จริงที่ผู้คนกำลังมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์ การแชร์ภาพเหล่านี้ด้วยความตื่นตระหนกดูจะทำได้ง่ายกว่าการตั้งสติแล้วตรวจสอบ บทบาทสำคัญจึงไปอยู่ที่ภาคส่วนอื่นๆ เช่น ภาควิชาการหรือภาคประชาสังคม ในการเตือนสติว่าภาพใดจริงหรือปลอม
ในงานนี้ยังมีทีมงานของภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นภาคประชาสังคมที่ทำงานตรวจสอบข่าวลวงบนโลกออนไลน์ นำตัวอย่างภาพและคลิปวิดีโอที่สร้างหรือตกแต่งด้วย AI ซึ่งเกี่ยวกับน้ำท่วมหาดใหญ่มานำเสนอด้วย เช่น คลิปวิดีโอผู้ช่วยนักการเมืองท่านหนึ่งใช้ AI สร้างให้ดูเหมือนลุยน้ำลึกถึงอกและถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม , คลิปตัดต่อระหว่างรถไฟวิ่งผ่านน้ำท่วมซึ่งสร้างด้วย AI กับคลิปน้ำท่วมจริงบริเวณหน้า รพ.หาดใหญ่ จนดูเหมือนเป็นเหตุการณ์เดียวกัน , ภาพขบวนรถไฟขนเรือยางลงใต้ ซึ่งพบว่าใช้ AI สร้างขึ้น เป็นต้น
จากโลกออนไลน์ที่ต้องตระหนักถึงข้อมูลข่าวสารซึ่งท่วมท้นว่าอะไรจริง – ลวง สู่การเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติในโลกจริง ชโลม เกตุจินดา สภาองค์กรของผู้บริโภค จังหวัดสงขลา บรรยายหัวข้อ ‘ข้อมูลผิดในยามภัย ใครได้รับผลกระทบ?: สิทธิผู้บริโภคและบทเรียนจากพื้นที่’ กล่าวว่า หาเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปี 2568 หากมีการเตือนภัยอย่างทันท่วงที ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอาจน้อยลงกว่านี้
นอกจากนั้นในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมสูง สัญญาณอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ยังถูกตัด ทำให้ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนในพื้นที่ ข้อมูลสื่อสารก็มาจากการบอกเล่าต่อๆ กัน อย่างกรณีของ ‘เขต 8’ กลายเป็นเสียงร่ำลือในฐานะดินแดนแห่งความรุนแรง หรือการใช้ชีวิตประจำวันก็ยากลำบาก ราคาสินค้าอุปโภค - บริโภคแพงขึ้น รวมถึงประเด็นอ่อนไหวต่อการปั่นกระแสความเกลียดชัง อย่างการนำอาหารไปมอบให้ผู้ประสบภัยที่เป็นชาวมุสลิมแล้วมีคำถามว่าเป็นอาหารฮาลายหรือไม่
‘ตอนหาดใหญ่ท่วมคราวที่แล้ว Base Station (สถานีฐานเชื่อมต่อสัญญาณ) ดับหมด ไม่มีสายสื่อสาร ไม่มีสัญญาณเลย อินเตอร์เน็ตล่าช้ามาก อย่างที่เราได้ดูข่าว ช่วงต้นจะเห็นว่าคนกรุงเทพฯ อยากจะรู้ว่าพ่อแม่ตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง โทรหาไม่ได้ บางครั้งโทรศัพท์พอใช้การได้ 1 – 2 วันแบตหมด ติดต่อไม่ได้ก็เป็นห่วงอีก ไม่รู้จะสื่อสารกันอย่างไร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น’ ชโลม กล่าว
ผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค จังหวัดสงขลา เน้นย้ำถึงการมีจุดศูนย์กลางของการสื่อสารเพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง อาทิ จุดฝากรถยนต์เมื่อต้องนำรถไปจอดหนีน้ำท่วม เป็นศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารต่างๆ การมีโครงสร้างพื้นฐานสำรอง เช่น ดาวเทียม โทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสารคลื่นความถี่ที่อนุญาตให้ประชาชนใช้งานได้ (CB 245 MHz) ที่มีแล้วก็ต้องฝึกใช้ให้เป็นโดยเฉพาะคนที่มีบทบาทเป็นแกนนำชุมชน อาทิ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ประธานกลุ่มออกกำลังกาย เป็นต้น
รายงาน ‘เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม’ เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ระบุน้ำท่วมหาดใหญ่ช่วงวันที่ 21 – 28 พ.ย. 2569 ประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยยิ่งได้รับผลกระทบหนัก ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นในช่วงปลายปีอันถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว และมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ อยากให้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ การเตือนภัยและการป้องกันน้ำท่วม
หมายเหตุ : สำหรับงานสัปดาห์เท่าทันสื่อ ‘MIDL WEEK 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘พลังพลเมืองเท่าทันสื่อ ร่วมสื่อสารเมืองในภาวะวิกฤต’ 24 – 25 ต.ค. 2569 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) เทศบาลนครหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และเครือข่ายอีกหลายองค์กร เพื่อส่งเสริมให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมพัฒนาการสื่อสารที่ตอบโจทย์สถานการณ์จริงเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยถอดบทเรียนจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

