โต้ปมสีน้ำเงินกินรวบ อนุทินแจงยิบ ย้ำ3อำนาจแยกกันชัด มีผลงานพร้อมสู้ซักฟอก

โต้ปมสีน้ำเงินกินรวบ
อนุทินแจงยิบ
ย้ำ3อำนาจแยกกันชัด
มีผลงานพร้อมสู้ซักฟอก
ควง‘จ๋า’แอ่วเหนือระรื่น
คปท.รุดช่วยกำนันมะโน
ม็อบจ่อคอหอยทำเนียบ
นายกฯอนุทิน เคลียร์ปม“น้ำเงินกินรวบ”ยันรัฐบาลไม่คุมสว.ยัน3อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับศึกซักฟอกทุกเมื่อ ลั่นเสียงข้างมาก ช่วยไม่ได้ มีแต่ผลงาน-ข้อเท็จจริงที่เซฟรัฐบาล ก่อนควงภริยา บินแอ่วเหนือระรื่น ด้านม็อบกำนันมะโนพักค้างคืนบางสะพานน้อย จ.ประจวบฯ แล้วเคลื่อนขบวนมุ่งหน้ากรุงเทพฯ ประชาชนต้อนรับให้กำลังใจอบอุ่นตลอดเส้นทาง ด้าน คปท.เตรียมพื้นที่รองรับ มวลชน 3 กลุ่มพร้อมร่วมสมทบจ่อคอหอยทำเนียบรัฐบาล
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 พ.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน”ถึงกระแสวิจารณ์ทางการเมืองเรื่องน้ำเงินกินรวบ ว่า เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบมาใช้โจมตีรัฐบาลโดยยืนยันว่าไม่สามารถควบคุมสมาชิกวุฒิสภา หรือสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติได้
นายอนุทินกล่าวว่าสว.เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ทั้ง 2 ฝ่าย มีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญแยกจากกัน รัฐบาลไม่มีอำนาจไปสั่งให้ สว.สนับสนุนกฎหมายบุคคลหรือการตัดสินใจใดตามความต้องการของฝ่ายบริหาร
นายกรัฐมนตรียังได้ตั้งคำถามกลับว่าหากรัฐบาลควบคุม สว.ได้จริง เหตุใดจึงยังมี สว.หลายคนออกมาวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงวิจารณ์ประธานวุฒิสภา พร้อมย้ำว่า การรู้จักบุคคลทางการเมืองจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าสามารถสั่งการหรือกำหนดจุดยืนของบุคคลเหล่านั้นได้
“รัฐบาลผมมองสว.ก็คือ เป็นอำนาจหนึ่งของอธิปไตย แล้วก็อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ที่จะมากำหนดทิศทาง หรือผมจะไปบอกสว.ว่าช่วยออกกฎหมายนี้ กฎหมายนั้น ช่วยสนับสนุนคนนั้นคนนี้ ผมยังไม่เคยเห็นว่าผมทำได้แม้แต่ครั้งเดียว” นายอนุทินกล่าว
รับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสส.ฝ่ายรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาในการผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ ขณะที่ตัวเขาเองพูดคุยกับสส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านและพร้อมรับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ดูว่าใครเป็นผู้เสนอ
พร้อมยกตัวอย่างกรณีสส.พรรคประชาชนเสนอให้เปลี่ยนเสื้อกั๊กวินรถจักรยานยนต์ในจังหวัดชลบุรีกลับเป็นสีส้มเนื่องจากสะท้อนแสงและปลอดภัยกว่าสีน้ำเงินโดยเมื่อได้รับข้อมูลก็สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขทันที พร้อมย้ำว่าเรื่องความปลอดภัย ไม่ควรถูกนำไปผูกกับสีทางการเมือง
นอกจากนี้ยังยกกรณีข้อเสนอจากสส.พรรคประชาชนเรื่องการผลักดันสนุ้กเกอร์และบิลเลียดให้ได้รับการยอมรับในฐานะกีฬา ลดข้อจำกัดที่ผูกอยู่กับกฎหมายการพนันซึ่งรัฐบาลพร้อมพิจารณาสนับสนุน หากเนื้อหากฎหมายครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักกีฬาไทย
รัฐบาลพร้อมเข้ารับศึกซักฟอก
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และไม่ได้เป็นฝ่ายดึงเวลา โดยก่อนหน้านี้ได้จัดตารางให้รัฐมนตรีทุกคนเว้นภารกิจระหว่างวันที่26-30 ต.ค. เพื่ออยู่รับการอภิปราย แต่การกำหนดวันยังติดปัญหาการหารือเรื่องเวลาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
โดยการอภิปราย ควรให้ความสำคัญกับสาระ หลักฐานและข้อเท็จจริง มากกว่าการช่วงชิงเวลา หากมีหลักฐานว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีกระทำผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศจริง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ต้องนำข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้มาแสดงต่อประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐมนตรีทุกคนต้องพร้อมชี้แจง ไม่ใช่เฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกระบุชื่อในญัตติ เพราะหากมีการพาดพิงถึงงานในความรับผิดชอบ ก็มีหน้าที่ต้องตอบคำถามต่อสภา และการชี้แจงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับฟัง แต่เป็นการตอบต่อประชาชนทั้งประเทศ
มีผลงานข้อเท็จจริงที่เซฟรบ.
“ผมไม่เคยเชื่อว่าเสียงข้างมากจะช่วยอะไรรัฐบาลได้ ผมได้แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้รับทราบว่าข้อเท็จจริง แล้วก็ผลงานของพวกท่านเท่านั้นแหละ ที่จะเซฟตัวพวกท่านได้ เซฟรัฐบาลได้”นายอนุทินกล่าว พร้อมย้ำว่าการอภิปรายควรอยู่บนหลักฐาน เหตุผล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ใช้เวทีสภาเป็นพื้นที่ระบายความโกรธ หรือความขัดแย้งทางการเมือง
นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า การตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ ชี้แจงให้ชัด ทำงานให้มีผลงานและให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า ใครมีเหตุผลมากกว่ากันในสนามการเมือง
‘อนุทิน’ควงภริยาแอ่วเชียงใหม่
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก มุมสบายๆ ในวันหยุด ด้วยการโพสต์ภาพคู่กับภริยา “จ๋า-ธนนนท์ ชาญวีรกูล”
โดยบรรยากาศในภาพนายอนุทินได้นั่งรับประทานอาหารเหนือเช็คอินที่ร้าน “เฮือนเพ็ญ” ซึ่งร้านอาหารเหนือชื่อดังระดับตำนานของเมืองเชียงใหม่พร้อมระบุแคปชั่นเป็นภาษาถิ่นเหนือสุดน่ารักว่า “ของกิ๋นบ้านเฮา เลือกเอ๋าเต๊อะนาย #ร้านเฮือนเพ็ญ #เจียงใหม่เจ้า”
‘อุบลรัตน์’งัดเอกสารซัด‘ไอซ์-โตโต้’
จากกรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ รักชนก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและนายปิยรัฐ จงเทพ (โตโต้) สส.พรรคประชาชน รองเลขาธิการพรรค ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำคลิปน.ส.อุบลรัตน์ เถาว์น้อย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดที่มาของเธอและกล่าวหาว่าบิดเบือนข้อมูล
ล่าสุด น.ส.อุบลรัตน์ เถาว์น้อย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Ubonrat Thaonoi - อุบลรัตน์ เถาว์น้อย โพสต์ งัดเอกสารซัด ไอซ์ รักชนก และ ปิยรัฐ จงเทพที่กล่าวหานายกฯไม่สนแจงกมธ. ด้วยข้อความว่า“มากันดึกซะด้วยย..ทั้งคู่เลยคำพูดมากมาย ความหมายก็คือ กล่าวหาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งก็คือนายกฯ ละเลยที่จะสั่งการให้อธิบดีกรมกรมการปกครอง เข้าไปชี้แจงต่อกรรมาธิการกฎหมายฯโดยอ้าง มาตรา 13 แห่งพ.ร.บ.คำสั่งเรียก
ใจความสำคัญของมาตรานี้คือ“ถ้านายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผู้ใดไม่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดส่งเอกสารหรือมาแถลงข้อเท็จจริง หรือมาแสดงความเห็น ตามหนังสือเรียกของกรรมาธิการ ให้ประธานกรรมาธิการมีหนังสือส่งไปถึงประธานสภา ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา เพื่อแจ้งนายกฯ หรือ รัฐมนตรีผู้นั้นให้มาชี้แจงหรือแถลงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร” (เดี๋ยวแนบให้อ่าน) จากไทม์ไลน์ที่นำเสนอไป มันก็ชัดเจนอยู่แล้วรึเปล่าคะ ? หรือท่านสับสนอะไร?
30 ก.ย. 2569มีหนังสือส่งมาจาก กรรมาธิการกฎหมาย ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สั่งอธิบดีกรมการปกครอง ไปชี้แจง 1 ต.ค.2569 รักษาราชการแทน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็แจ้งเรื่องไปที่อธิบดีกรมการปกครองทันที อันนี้คือละเลยหรอ? ส่วนอธิบดีกรมการปกครอง แม้ตัวท่านไม่ได้ไป เพราะติดราชการเรื่องน้ำท่วมที่ต่างจังหวัดแต่ก็ส่ง TOR การสอบบรรจุ ข้าราชการท้องถิ่นตามที่กรรมาธิการร้องขอไปให้แล้วซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทำได้นะคะ
ฟาดกลับจุกๆปมปชน.ขอบริจาค
ส่วนประเด็นที่อ้างว่ามีกรรมาธิการลาออกหนึ่งคน ทำให้กรรมาธิการเหลือ 14 คน ในความจริงก็คือสภาผู้แทนราษฎร เค้ามีมติแต่งตั้งกรรมาธิการเพิ่มกลับไปอีกคนหนึ่งแล้ว ตั้งแต่เช้าวันเดียวกันค่ะเรื่องนี้ถือว่าเคลียร์นะคะ..
น.ส.อุบลรัตน์ระบุว่าส่วนเรื่องที่ยังไม่เคลียร์ คือเรื่องที่พรรคส้มเปิดรับเงินบริจาค ใช้ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งที่เป็นงานของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญเงินเดือนสส.ก็มี ไหนจะผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญรอบตัวรวมๆ ตั้ง 8 คน มีเงินเดือนนะคะไหนจะเงินอุดหนุนพรรคการเมือง ซึ่งพรรคส้มได้เยอะที่สุด แล้วทำไมยังต้องมาขอรับบริจาค รบกวนประชาชน
‘พริษฐ์’ย้ำคดีฮั้วสว.ไม่จบง่ายๆแน่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการเอาผิดผู้ที่ร่วมอยู่ในขบวนการโกงสว.ว่าหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เสียงข้างมากมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียงแค่ 77 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ตนได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าคดีโกงสว.จะจบลงเพียงแค่นั้นไม่ได้เพราะมติดังกล่าวขัดต่อทั้งหลักการ หลักกฎหมายและพยานหลักฐาน อีกทั้งยังเป็นมติที่จงใจ“มองไม่เห็นช้างทั้ง 3 ตัว”ได้แก่ ความเป็นขบวนการจัดตั้งขนาดใหญ่,ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยและบรรทัดฐานและมาตรฐานที่กกต.เคยใช้ดำเนินการในอดีต
นายพริษฐ์ระบุว่าคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าคดีโกง สว. จะไม่จบลงง่ายๆ สำหรับบุคคลอีก 2 กลุ่ม นอกเหนือจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 77 คนแรกที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องได้แก่
ชี้คำวินิจฉัยปธ.ศาลอุทธรณ์เปิดฟ้องได้
กลุ่มที่ 1 คือ ‘กกต. สีน้ำเงิน’โดยพริษฐ์ชี้ว่าก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการดำเนินคดีเอาผิดกับกกต.ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จะถูกจำกัดให้ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น ซึ่งนำมาสู่ความกังวลว่า ในเมื่อทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. ต่างมีที่มาจากการเห็นชอบของสว. สีน้ำเงินชุดเดียวกัน ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบ กกต. อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ล่าสุด ไม่เพียงแต่รับรองสิทธิของผู้เสียหายในการยื่นฟ้อง กกต. ตรงไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ศาลได้ให้นิยามคำว่า“ผู้เสียหาย” จากการโกง สว.ว่าครอบคลุมถึง “ประชาชนคนไทยทุกคน”ที่ถูกพรากอำนาจอธิปไตยไป ซึ่งหมายความว่าจากเดิมที่คาดกันว่าผู้ที่จะมีสิทธิฟ้อง กกต. ต่อศาลโดยตรงได้ มีเพียง สว. สำรอง หรือผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปทุกคนก็มีสถานะเป็นผู้เสียหายและสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต. ได้ด้วยตนเอง
ดังนั้นทันทีที่ กกต.เปิดเผยคำวินิจฉัยฉบับเต็มเกี่ยวกับมติเมื่อวันที่ 4กันยายนอย่างเป็นทางการ ซึ่งตามกรอบกฎหมายจะต้องเผยแพร่ภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ พฤติการณ์การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ก็จะปรากฏต่อสาธารณะอย่างชัดเจน และคำวินิจฉัยฉบับนี้จะเป็นเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญที่ประชาชนสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ต่อไป
เชื่อไม่ถูกตัดตอนเอาผิดแค่ 77คน
ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ“นักการเมืองสีน้ำเงินที่อยู่เบื้องหลัง”นายพริษฐ์กล่าวว่าเมื่อกกต.ยื่นคำร้องสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77คนไปยังศาลฎีกาซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่จัดทำคำวินิจฉัยเสร็จ ( หรือภายในวันที่ 12 มกราคม 2570) ศาลฎีกาจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ในการสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งหากกระบวนการไต่สวนของศาลปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่า มีผู้กระทำความผิดคนอื่นร่วมขบวนการด้วย เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งระดับนายกรัฐมนตรี,รัฐมนตรี,สส.หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองกกต.ย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็น “ความปรากฏ” และต้องมีมติสั่งฟ้องกลุ่มบุคคลระดับแกนนำดังกล่าวเพิ่มเติมไปยังศาลฎีกา
นายพริษฐ์ย้ำว่าหากในห้วงเวลานั้นกกต.กำลังเผชิญหน้ากับการถูกประชาชนฟ้องร้องต่อศาลคดีทุจริตฯในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกกต.ก็คงต้องคิดให้รอบคอบและหนักหน่วง หากจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซ้ำสองเพื่อตัดตอนคดี “อาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกตัดตอนให้เหลือการเอาผิดแค่ 77 คน” นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย
‘ศิริโชค’กระทุ้งกกต.ดิ้นหลังชนฝา
นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า กกต. ดิ้นหลังชนฝา หรือการดิ้นเฮือกสุดท้ายของระบอบสีน้ำเงิน? คดีฮั้วเลือก สว. ไม่ได้มีเพียงสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากที่ถูกกล่าวหา แต่ยังมีชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกขนานนามว่า “ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย” และถูกมองว่าเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงในพรรค รวมถึงรัฐมนตรีและแกนนำพรรคอีกหลายคน
ชื่อเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งถูกโยงเข้ามาภายหลัง แต่ปรากฏอยู่ในสำนวนไต่สวนร่วมของ กกต. และ DSI ซึ่งเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ผลของคดีอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่เก้าอี้ สว. แต่อาจสั่นสะเทือนไปถึงแกนนำระบอบสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย และรัฐบาลทั้งคณะ หากพบเหตุยุบพรรคตามกฎหมาย
ชี้ระบอบน้ำเงินดิ้นเฮือกสุดท้าย
นายศิริโชคระบุว่าแต่เมื่อสำนวนมาถึงกกต.ชุดใหญ่ กลับมีมติไม่ส่งฟ้องนายอนุทิน นายเนวิน และแกนนำพรรคหลายคน พร้อมยืนยันว่าคำวินิจฉัยของตนเป็นที่สุด! คดีที่อาจสะเทือนถึงรัฐบาล จึงมาถึงจุดที่ต้องถามว่า มติของ กกต. จะเป็นคำตอบสุดท้ายจริงหรือ?วันนี้กลุ่มสว.สำรองได้นำข้อโต้แย้งเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้ว หากศาลมีอำนาจตรวจสอบและพบว่ามติไม่ชอบด้วยกฎหมายก็อาจเปิดทางให้ข้อกล่าวหาที่ถูกยกไปกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
“และหากพิสูจน์ได้ว่ากรรมการ กกต. คนใดจงใจใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา จากผู้มีอำนาจชี้ชะตาคดี ก็อาจกลายเป็นผู้ต้องเผชิญคดีอาญาเสียเอง นี่อาจไม่ใช่เพียงการดิ้นของกกต. แต่เป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของระบอบสีน้ำเงิน เพราะหากคดีนี้เดินหน้าจนพิสูจน์ความผิดของแกนนำและนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทยได้ ก็อาจหมายถึงจุดสิ้นสุดของระบอบสีน้ำเงินที่ครองอำนาจอยู่ในวันนี้ กกต. อาจปิดสำนวนได้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปิดประตูศาลฎีกาได้ ตราบใดที่ประตูศาลยังเปิดอยู่ ความหวังของประชาชนก็ยังไม่สิ้นสุด ศาลฎีกา ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน และความหวังสุดท้ายของประเทศ!”นายศิริโชคระบุ
“กำนันมะโน”มุ่งหน้ากทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวของคาราวานม็อบรถบรรทุกของกำนันมะโน เมื่อเวลา 06.00 น. ที่บริเวณหมู่1ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม อดีตรอง ผกก.ป.สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนร่วมต้อนรับคณะกำนันมะโนซึ่งเดินทางมาหยุดพักค้างคืนในพื้นที่ หลังเคลื่อนขบวนคาราวานจากภาคใต้ขึ้นสู่ภาคกลางโดยมีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจุดพักระหว่างทางก่อนเดินทางต่อเข้าสู่กรุงเทพมหานคร
บรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างเป็นกันเองมีประชาชนและแฟนคลับเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจและส่งคำอวยพรให้คณะเดินทางต่ออย่างปลอดภัยพร้อมแสดงความหวังว่าการเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อประชาชนจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้
พ.ต.อ.เอกราชกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกระดับตั้งแต่ผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับการ รองผู้บังคับการผู้กำกับตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับคณะตลอดช่วงที่พักในพื้นที่บางสะพานน้อย พร้อมกล่าวถึงการทำงานเพื่อส่วนรวมว่า“การทำเพื่อประชาชน คือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่”
บางสะพานฟังปราศรัยแน่น
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ขบวนคาราวานกำนันมะโนออกเดินทางจากสหกรณ์ CO-OP อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีมุ่งหน้าขึ้นสู่ภาคกลาง โดยมีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นจุดพักระหว่างทาง ขบวนเดินทางถึงวัดเขาโพธิ์ทอง ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อยซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ศูนย์ทางหลวงเขาโพธิ์ทอง บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 48-49เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น.
ทันทีที่เดินทางถึงพื้นที่ กำนันมะโน ได้เปิดเวทีปราศรัยบนรถบรรทุก 6 ล้อ ที่ติดตั้งเครื่องเสียงท่ามกลางประชาชนที่ทยอยเข้าร่วมรับฟังโดยมีผู้ร่วมกิจกรรมภายในบริเวณวัดกว่า 500 คนและรถยนต์ที่จอดอยู่ในพื้นที่กว่า 80 คัน ทั้งนี้ ก่อนขึ้นเวทีกำนันมะโนได้เข้าพบเจ้าอาวาสวัดเขาโพธิ์ทองเพื่อกราบเรียนถึงการเข้าพื้นที่และแจ้งวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร
แวะบ้านธรรมรัตน์ปชช.แห่ต้อนรับ
ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ที่วัดเขาโพธิ์ทอง คณะกำนันมะโนได้พักค้างคืนในพื้นที่บางสะพานน้อย ก่อนออกเดินทางต่อในช่วงเช้าวันที่ 7 พฤศจิกายนโดยมี พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ และประชาชนร่วมให้การต้อนรับและดูแลความปลอดภัย
จากนั้น คณะได้เดินทางผ่านพื้นที่ บ้านธรรมรัตน์ซึ่งมีประชาชนและกลุ่ม F4 บ้านธรรมรัตน์ออกมาต้อนรับ พบปะพูดคุยและให้กำลังใจกำนันมะโนพร้อมทีมงานอย่างเป็นกันเอง สำหรับบ้านธรรมรัตน์ ถือเป็นพื้นที่ที่เคยมีเหตุการณ์เผชิญหน้ากับรัฐบาลหลายครั้งในอดีต การเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว จึงเป็นอีกช่วงหนึ่งที่คณะได้พบปะกับประชาชนซึ่งออกมาร่วมแสดงกำลังใจและส่งคำอวยพรให้เดินทางต่อโดยสวัสดิภาพ
การเดินทางผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนี้ นอกจากเป็นจุดพักระหว่างเส้นทางระยะไกลแล้วยังเป็นช่วงเวลาที่คณะกำนันมะโนได้พบปะประชาชนในพื้นที่บางสะพานน้อยท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับและการให้กำลังใจ ก่อนมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครตามกำหนดการของคณะ
คปท.เตรียมพื้นที่รับม็อบบุกทำเนียบ
เมื่อเวลา 10.20 น. มีรายงานว่าฝ่ายสน.นางเลิ้ง และฝ่ายสส.บช.น.พร้อมด้วยทีมงานเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.)บ้านพระอาทิตย์ร่วมลงพื้นที่สำรวจจุดจัดกิจกรรมของนายมะโน เครือแก้ว หรือกำนันมะโน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569
จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่ากลุ่มผู้ประสานงานในกรุงเทพฯได้รับการติดต่อจากกลุ่มกำนันมะโนให้ช่วยจัดเตรียมสถานที่โดยในวันดังกล่าวจะมีรถบรรทุก 6 ล้อ ติดตั้งเครื่องขยายเสียงเดินทางเข้าพื้นที่ประมาณ 09.00 น.พร้อมกับมวลชนจากจังหวัดจันทบุรีซึ่งจะเดินทางมาด้วยรถโดยสาร 2 คันทั้งนี้ มวลชนจากจังหวัดจันทบุรีจะเดินทางมาร่วมกิจกรรมโดยไม่พักค้างคืนและมีกำหนดเดินทางกลับในช่วงเย็น ส่วนรถโดยสารภายหลังส่งมวลชนแล้วมีข้อแนะนำให้ไปจอดรอที่ถนนกำแพงเพชร 7 บริเวณด้านหลังโรงพยาบาลรามาธิบดี
สำหรับขบวนของกำนันมะโน เครือแก้ว เมื่อเดินทางเข้าสู่พื้นที่ทำเนียบรัฐบาลจะใช้รถเครื่องเสียงเป็นจุดหลักในการดำเนินกิจกรรมโดยกำหนดจุดจอดรถไว้บริเวณหัวมุมถนนพระราม 5 ข้างศาลกรมหลวงชุมพร หรือบริเวณเวทีเดิมของกลุ่ม คปท.เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว
มวลชน3กลุ่มพร้อมร่วมสมทบ
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่เตรียมเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือและเรียกร้องข้อเสนอตามวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่มโดยเบื้องต้น มีกลุ่มผู้ชุมนุมแจ้งความประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 3 กลุ่ม ภายหลังจากกลุ่มของนายมะโน เครือแก้ว หรือ กำนันมะโน เข้าปักหลักพักค้างในพื้นที่แล้ว
สำหรับอีกหนึ่งกลุ่มที่เตรียมเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมช่วงเช้าวันที่ 9 พ.ย.2569 คือเครือข่ายคัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีกำหนดรวมตัวเดินทางตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2569 เวลา 20.09 น. บริเวณด้านหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)จันทบุรี วังโตนดโดยมีนางวรรณา บุญจันทร์ เป็นแกนนำ ก่อนเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันถัดไป
ขณะที่กลุ่มรักษ์จันท์ นำโดยนายพชรดนัย ใจเที่ยง นัดหมายเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 เช่นกันโดยกลุ่มดังกล่าวจะเดินทางไป-กลับภายในวันเดียว ไม่มีการพักค้างแรม
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับกลุ่มของกำนันมะโน เครือแก้ว ซึ่งปักหลักพักค้างอยู่ในพื้นที่ก่อนหน้านี้ ทำให้ในวันจันทร์ที่ 9พฤศจิกายน 2569 มีผู้ชุมนุมแจ้งความประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมและเตรียมยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลรวมเบื้องต้น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีข้อเรียกร้องและวัตถุประสงค์ในการเคลื่อนไหวแตกต่างกัน
สถานการณ์รอบทำเนียบยังปกติ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน(นปผ.)ที่มีนายมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นแกนนำประกาศเดินทางเข้าใช้พื้นที่ชุมนุมบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 8 พ.ย. นี้
บรรยากาศภายหลังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ออกประกาศห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 2569 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 20 พ.ย. 2569 เวลา 24.00 น. และแจ้งปิดการจราจรถนนพิษณุโลก ตั้งแต่เที่ยงคืนนี้เป็นต้นไป
เบื้องต้นพบว่าขณะนี้การจราจรในช่วงบ่ายรอบทำเนียบรัฐบาลยังคงเป็นไปตามปกติโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการปิดถนน ไม่มีการตั้งจุดตรวจรวมถึงยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาลแต่อย่างใด ขณะที่ประชาชนและรถยนต์ยังสามารถสัญจรผ่านพื้นที่ได้ตามปกติ
กลุ่มแรกมารอม็อบกำนันมะโน
ขณะเดียวกันพบว่ามีกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งที่ใช้ชื่อ “กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกินรวบ (ต.ร.ก.)”ได้เดินทางเข้ามาบริเวณป้ายรถเมล์ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลเป็นกลุ่มแรก ซึ่งจะปักหลักค้างคืนที่ป้ายรถเมล์นี้เพื่อรอกลุ่มผู้ชุมนุมของกำนันมะโน ที่จะเดินทางถึงในวันที่ 8 พ.ย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

