'พีระชาติ' ชี้กลุ่มเรียกร้องลดดีเซล 10 บาท อย่าเอาแต่สะใจ แล้วโยนหนี้ให้คนอื่นรับผิดชอบ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 พีระชาติ อินตา อินฟลูเอนเซอร์ด้านความมั่นคง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าพี่น้องครับ…พูดกันตามตรง เรื่องนี้ผมไม่อยากหยิบมาพูดถึงเลยครับ เพราะในความรู้สึกผม มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรต้องเสียเวลามานั่งอธิบายกันถึงขนาดนี้ แต่เมื่อมีคนออกมายืนตะโกนเรียกร้องกันเสียงดัง จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมต้องหันมาสนใจ ผมก็คิดว่าถึงเวลาต้องพูดกันให้ชัดสักที
เพราะบางเรื่องมันไม่ได้ซับซ้อนจนคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ แต่มันซับซ้อนตรงที่คนเรียกร้องกลับมองเห็นเพียงสิ่งที่ตัวเองอยากได้ โดยไม่คิดให้รอบด้านว่า สิ่งที่กำลังตะโกนขอจากรัฐบาลนั้น ใครเป็นคนจ่าย และท้ายที่สุดภาระที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับใครบ้าง
ผมไม่ได้บอกว่าประชาชนไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้ราคาน้ำมันถูกลงครับ คนทำมาหากิน คนขับรถบรรทุก เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ล้วนมีสิทธิ์สะท้อนความเดือดร้อนของตัวเองทั้งนั้น แต่การเรียกร้องให้ลดราคาดีเซลลงลิตรละ 10 บาททันที มันไม่ใช่แค่พูดตัวเลขออกมาแล้วรัฐบาลจะเสกให้เกิดขึ้นได้เหมือนกดสวิตช์ไฟ
น้ำมันไม่ใช่สินค้าที่รัฐบาลจะสั่งให้ถูกลงตามใจใคร โดยไม่ต้องคิดถึงต้นทุนและผลกระทบที่ตามมา
ราคาน้ำมันหนึ่งลิตรมีทั้งต้นทุนเนื้อน้ำมัน ภาษี ค่าการตลาด และกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การจะลดราคาลงอย่างมีนัยสำคัญจึงต้อง
ตอบให้ได้ว่า จะลดจากส่วนไหน ใช้กลไกอะไร และเอาเงินที่ไหนมารองรับ
ถ้าลดด้วยการลดภาษี รายได้ของรัฐก็หายไป เงินที่ควรนำไปใช้กับบริการสาธารณะและภารกิจของประเทศก็มีต้นทุนค่าเสียโอกาส ถ้าลดด้วยการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน ภาระของกองทุนก็เพิ่มขึ้น และสุดท้ายต้องมีแผนจัดการหนี้หรือภาระทางการเงินนั้นให้ชัดเจน
พูดภาษาชาวบ้านก็คือ เงินไม่ได้งอกออกมาจากอากาศครับ!
ถ้ารัฐบาลต้องควักเงินมาช่วยลดราคาน้ำมันอย่างมหาศาล เงินก้อนนั้นก็ไม่ใช่เงินส่วนตัวของใคร แต่มันเกี่ยวข้องกับทรัพยากรของประเทศ และผลกระทบทางการคลังย่อมโยงไปถึงประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนที่เอารถเข้าร่วมขบวนประท้วง
คนที่ไม่ได้เข้าร่วมม็อบ คนที่นั่งทำงานอยู่ในโรงงาน คนที่เปิดร้านขายของ คนที่เสียภาษีตามหน้าที่ คนที่ไม่ได้ใช้รถดีเซลด้วยซ้ำ ก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า ทำไมข้อเรียกร้องของคนกลุ่มหนึ่งจึงต้องกลายเป็นภาระที่สังคมส่วนรวมต้องร่วมแบกรับ?
นี่แหละครับ คำถามที่ควรมีคนถามตั้งแต่ต้น!
แล้วลองดูข้อมูลจริง ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ราคาดีเซล B7 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 41.79 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร ซึ่งต่างกันถึง 8.29 บาทต่อลิตร โดยราคาดังกล่าวมีผลหลังการปรับวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกมีราคาถูกลง พร้อมกับปรับกลไกราคาน้ำมันในบางส่วนด้วย
ผมไม่ได้บอกว่ามาตรการเหล่านี้แก้ปัญหาค่าครองชีพได้หมดจด หรือประชาชนไม่เดือดร้อนอีกแล้วนะครับ เพราะความเดือดร้อนยังมีอยู่จริง แต่การพูดว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ทั้งที่มีมาตรการออกมาแล้ว ก็ไม่ใช่การพูดบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน
และที่สำคัญ การเรียกร้องให้ลดดีเซลลง 10 บาทแบบเหมารวม ต้องตอบด้วยว่า น้ำมันทุกชนิดจะลดเหมือนกันหรือไม่ รถทุกประเภทใช้เชื้อเพลิงชนิดเดียวกันได้หรือเปล่า แล้วถ้ารัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง จะเกิดผลกระทบต่อกองทุนและรายได้รัฐอย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจุกจิกครับ แต่มันคือหัวใจของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ!
ผมอยากถามตรง ๆ ว่า ถ้าคุณตะโกนเรียกร้องให้ลดราคาลง 10 บาท แล้วรัฐบาลถามกลับว่า “จะให้เอาเงินจากไหนมาชดเชย?” คุณมีคำตอบหรือไม่?
ถ้าคำตอบคือให้รัฐบาลจัดการ ก็ต้องถามต่อว่า จัดการอย่างไร? ลดภาษีตัวไหน? อุดหนุนกี่บาทต่อลิตร? ใช้เงินเท่าไรต่อวัน? ใช้ได้นานกี่เดือน? แล้วเมื่อเงินหมดจะทำอย่างไร?
หรือจะเอาแต่ตะโกนตัวเลข 10 บาท โดยไม่ต้องสนใจว่าหลังจากนั้นประเทศจะต้องรับภาระอะไรบ้าง?
การเรียกร้องที่มีเหตุผล ต้องมีข้อเสนอที่ทำได้จริง ไม่ใช่มีเพียงตัวเลขที่ฟังแล้วสะใจคนฟัง แต่ทิ้งโจทย์ทางเศรษฐกิจไว้ให้รัฐบาลแก้เพียงฝ่ายเดียว
อีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปควรคิด คือการเคลื่อนขบวนรถจำนวนมากจากภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพฯ ย่อมต้องมีผลกระทบด้านการจราจรและการใช้พื้นที่สาธารณะตามมา คนที่ต้องเดินทางไปทำงาน คนที่ขนส่งสินค้า คนที่มีธุระจำเป็น เขาไม่ได้เลือกเข้าร่วมการเคลื่อนไหวนี้ แต่ก็อาจต้องรับผลกระทบจากมัน
สิทธิในการชุมนุมเป็นสิทธิที่ประชาชนมี แต่สิทธินั้นก็มาพร้อมความรับผิดชอบต่อคนอื่นด้วยครับ
ผมจึงอยากให้พี่น้องลองคิดดูว่า การเรียกร้องครั้งนี้กำลังเสนอทางออกให้ประเทศ หรือกำลังทำให้สังคมต้องเสียเวลา เสียทรัพยากร และรับภาระ รับความฉิบหายเพิ่มขึ้น โดยที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรให้ยั่งยืน
ผมไม่ได้ต่อต้านประชาชนที่เดือดร้อน และไม่ได้บอกว่าราคาน้ำมันในวันนี้เหมาะสมแล้วทุกประการ แต่ผมต่อต้านการเรียกร้องที่ไม่คิดให้ครบทุกด้าน
เพราะประเทศไม่ใช่เวทีที่ใครอยากได้อะไรก็ขึ้นไปตะโกน แล้วโยนใบแจ้งหนี้ให้คนอื่นรับผิดชอบ
อยากให้ราคาน้ำมันลดลง ผมเข้าใจครับ
แต่ก่อนจะตะโกนให้ลด 10 บาท ช่วยตอบให้ได้ก่อนว่า เงินที่ต้องใช้มาจากไหน และใครจะเป็นคนแบกรับภาระนั้น
นี่ไม่ใช่การดูถูกประชาชนครับ แต่มันคือการเรียกร้องให้ทุกคนคิดอย่างมีเหตุผล
เพราะความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องจริง แต่การแก้ปัญหาด้วยข้อเรียกร้องที่ไม่คำนึงถึงต้นทุน ก็อาจสร้างความเดือดร้อนให้
ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งได้เช่นกัน
และถ้าคิดกันไม่ถึงจุดนี้ ผมก็ต้องพูดตรง ๆ ว่า…
เสียงตะโกนที่ดังที่สุด อาจไม่ใช่เสียงของคนที่เข้าใจปัญหามากที่สุดก็ได้ครับ!
และสุดท้ายผมอยากบอกว่าคนกลุ่มหนึ่งตะโกนเรียกร้องลดน้ำมัน 10 บาท แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้องกลับต้องเสี่ยงรับภาระหนี้กองทุน งบประมาณที่หายไป และผลกระทบต่อสวัสดิการสาธารณะ! ถ้ารัฐต้องอุดหนุนจนการคลังตึงตัว ใครจะรับกรรม? ก็คนเสียภาษีทั้งประเทศไงครับ!
เรียกร้องเอาสะใจตัวเอง แต่ผลกระทบจะตกกับคนที่ไม่ได้ร่วมม็อบแม้แต่คนเดียว นี่แหละความคิดที่ไม่เคยมองให้ไกลกว่าปลายจมูก!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

