ปปง. แจงปมกระเป๋าแบรนด์เนม บุ๋ม ปนัดดา ส่อของปลอม ชี้ หากตรวจพบต้องเผาทำลาย พร้อมเร่งตรวจสอบเส้นเงินคนใกล้ชิด

ปปง. แจงปมกระเป๋าแบรนด์เนม บุ๋ม ปนัดดา ส่อปลอม ชี้ หากตรวจพบถือเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ ต้องเผาทำลาย ย้ำปัจจุบันทรัพย์สินยังอยู่ในความรับผิดชอบของ บก.ปอศ. พร้อมเร่งตรวจสอบธุรกรรมการเงิน-การครอบครองทรัพย์สินของคนใกล้ชิด บุ๋ม-ก๊อต-มูลนิธิองค์กรทำดี เหตุกฎหมาย ปปง. ถือเป็น ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์
เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ผู้ประกาศข่าวสาวชื่อดังอย่าง “ต๊ะ นารากร ติยายน” ได้โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กตนเอง สรุปว่า “กระเป๋าแบรนด์เนมที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการเผยแพร่ภาพถ่ายกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนหนึ่งจากกระเป๋าแบรนด์ เนม 32 ใบ มูลค่ารวมประมาณ 3 ล้านบาท ของน.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ซึ่งได้มาจากการยึดและอายัดตรวจค้น โดยนำมาโชว์ตอนแถลงข่าว ว่า ล้วนเป็นของปลอมทั้งนั้น ถามว่าของจริงไปอยู่ที่ไหน หรือถูกเอาไปซ่อนหรือไม่” ขณะที่ “พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์“ หรือหมอของขวัญ ก็ได้ออกมาโพสต์ถึงกระเป๋าแบรนด์ของ น.ส.ปนัดดา ว่าเป็นของปลอมเช่นกันนั้น
นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. และในฐานะโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยขั้นตอนการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการตรวจยึด และอายัดไว้ชั่วคราวโดยพนักงานสอบสวน ก่อนส่งต่อสำนวนรายการทรัพย์สินให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามกฎหมาย ปปง. โดยเฉพาะการตรวจสอบและประเมินมูลค่าของทรัพย์สินก่อนขายทอดตลาดเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด มาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย
รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนได้มีการตรวจยึดทรัพย์สินในคดีมาแล้วนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะมีการทำสรุปสำนวนรายการทรัพย์สินเพื่อแจ้งต่อสำนักงาน ปปง. ว่ามีทรัพย์สินรายการใดบ้างที่ตรวจยึดมา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินจำพวกกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับ นาฬิกาหรู ที่ดิน หรือรถยนต์ เพราะในการตรวจยึด พนักงานสอบสวนจะไม่รู้ในทันทีว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของแท้หรือไม่แท้ แต่รู้เพียงว่ามีลักษณะคล้ายเป็นของแบรนด์เนม จึงต้องยึดมาไว้ตรวจสอบก่อน และเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของ ปปง. ที่จะมีมาตรการทางทรัพย์สินก่อนขายทอดตลาด โดยเฉพาะการตรวจสอบทรัพย์สินและประเมินมูลค่า ซึ่ง ปปง.จะมีการทำหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญให้มาร่วมตรวจสอบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของจริงหรือของปลอมเพื่อประเมิน มูลค่า และจะได้นำไปขายทอดตลาดก่อนนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหายในคดี
ดังนั้น หากผู้เชี่ยวชาญได้มาตรวจสอบและประเมินมูลค่าทรัพย์สินแล้วพบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของปลอม หรือ ปปง.เรียกว่า “ทรัพย์นอกพาณิชย์” ตามระเบียบแล้วเราจะไม่ส่งต่อให้ศาล ส่วนจะต้องนำไปเผาทำลายหรือส่งกลับคืน ก็จะต้องมีการหารือกับพนักงานสอบสวนด้วย แต่โดยหลักการแล้ว หากเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ก็จะต้องเผาทำลายโดยหน่วยงานเกี่ยวข้อง เหมือนกับของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
รองเลขาธิการ ปปง. เผยว่า ในการตรวจสอบ และประเมินมูลค่าทรัพย์สิน สำนักงาน ปปง.จะมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบตั้งแต่ชั้นยึดอายัดทรัพย์สินว่าเป็นทรัพย์สินของแท้หรือของปลอม ก่อนจะนำรายการทรัพย์เข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณา แต่หากตรวจสอบทรัพย์สินว่าเป็นของปลอม เราก็จะไม่ส่งรายการทรัพย์สินเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายของ ปปง.
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้สำนักงาน ปปง. ยังไม่ได้รับรายการสำนวนทรัพย์สินที่พนักงานสอบสวนตำรวจ บก.ปอศ. ได้ตรวจยึดมาจากคดีดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากคณะพนักงานสอบสวนตำรวจก็จะใช้ดุลพิจารณาว่าอาจมีทรัพย์ใดที่จะให้เป็นของกลางในคดีอาญาหรือไม่ ส่วนถ้าหากมีทรัพย์สินรายการใดที่พนักงานสอบสวนตำรวจจะนำส่งให้กับทาง ปปง. ใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ก็จะมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่องต่อไป
รองเลขาธิการ ปปง. เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าทรัพย์สินกระเป๋าแบรนด์เนมที่พนักงานสอบสวนตำรวจได้ยึดมานั้นเป็นของปลอม แต่เจ้าตัวอาจเคยถือของจริงและนำไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นตัวเงินก่อนแล้วนั้น ปกติทาง ปปง. สามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้อยู่แล้ว เพราะมันมีร่องรอยอยู่ อย่างเช่น อาจมีการนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อหรือไม่ เป็นต้น พร้อมยอมรับว่า ในคดีจำพวกฉ้อโกงประชาชน หรือหลอกลงทุนต่างๆ หรือเว็บพนันฯ แผนประทุษกรรมในคดีเหล่านี้มักมีการฟอกเงินผ่านการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เพื่อเป็นการแปลงสภาพของทรัพย์ที่ได้มา เสมือนว่าได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย
รองเลขาธิการ ปปง. เผยด้วยว่า สำหรับทรัพย์สินที่มีผลต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องทรัพย์สินจะถูกยักย้าย จำหน่าย จ่ายโอนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่ถ้าเป็นเงินหรือธุรกรรมทางการเงินนั้น ส่วนใหญ่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดย้อนหลังว่าธุรกรรมทางการเงินนั้น ปลายทางที่รับโอนไป รู้หรือไม่ว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง เช่น หากบุคคลรู้ว่าเป็นเงินที่รับโอนมาจากบัญชีมูลนิธิฯแล้วนำเงินนั้นไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย จะอ้างว่าไม่รู้ ก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะตรวจสอบเรื่องการฟอกเงินของกฎหมาย ปปง. เราจะต้องพิสูจน์เจตนาว่าเป็นการรับทรัพย์สินนั้นไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ หากรู้ ก็ส่อเข้าข่ายมีความผิดอาญาฐานฟอกเงินได้
รองเลขาธิการ ปปง. เผยอีกว่า สำหรับกระบวนการที่พนักงานสอบสวนตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลนั้น จะพบว่าดูในเรื่องธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มคนแถวที่สอง และกลุ่มคนแถวที่สาม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาหลักในคดี ซึ่งในภาษาของ ปปง. เราจะเรียกว่า ”ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์“ เพราะส่วนใหญ่แล้วตามกฎหมายของ ปปง. และในคดีส่วนใหญ่ที่เราเคยทำ จะพบว่าทรัพย์สินที่เป็นของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ มักจะมีความเชื่อมโยงสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับกับการกระทำความผิด ดังนั้น หน้าที่หลักของผู้เกี่ยว ข้องสัมพันธ์ก็จะต้องมาพิสูจน์ให้ได้ว่าได้รับทรัพย์สินหรือเงินนั้นมาได้อย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีโครงการก่อสร้างรายการต่างๆ ที่มีการใช้เงินภายในบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดี จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายก่อสร้าง แล้วหากท้ายสุดทรัพย์สินเหล่านั้นหรือสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นถูกยึดและอายัดไว้ กรณีเป็นช่างรับเหมาก่อสร้าง ที่ยังคงได้เงินค่างวดงานไม่ครบ จะสามารถขอความเป็นธรรมอย่างไรได้หรือไม่นั้น รองเลขาธิการ ปปง. ชี้แจงว่า เรื่องนี้จะต้องไปดูในรายละเอียดก่อนว่าเป็นไปตามที่ผู้เสียสิทธิ์มีส่วนได้เสียตามมีการกล่าวอ้างหรือไม่ แต่โดยหลักการแล้วหากสิ่งก่อสร้างนั้นถูกยึดและอายัดไว้ตรวจสอบชั่วคราว ก็จะต้องชะลอการก่อสร้างออกไปก่อน ซึ่งหลักการสำคัญ คือ มันต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในสิ่งก่อสร้างหรือรับเงินจากบัญชีมูลนิธินั้น รู้หรือไม่ว่าเป็นเงินที่เกี่ยวกับการกระทำผิด แต่ท้ายสุดแล้วกฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองคนสุจริต ถ้าหากคุณสุจริต คุณก็มีโอกาสได้รับการคุ้มครองอยู่แล้วจากทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ได้มีการยึดอายัดมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

