"ณัฐ วงศ์พานิช" นั่งประธาน TRA สมัย 2 ประกาศศึกดันไทยสู่ "สวรรค์นักช้อป" ภูมิภาค

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและภาคค้าปลีกไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ว่ากำลังเข้าสู่ภาวะ “ฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม” (Uneven Recovery) โดยตลาดค้าปลีกยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะแตะระดับราว 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางบริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุมมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเร่งบริหารต้นทุน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายเล็ก และปรับตัวรับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง

นายณัฐ วงศ์พานิช กล่าวภายหลังจาก คณะกรรมการสมาคมฯ มีมติไว้วางใจให้ ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยต่อเนื่องเป็นวาระที่ 2 ว่า แม้จะมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวในลักษณะ K-shaped หรือแยกทิศทางออกเป็นสองขาอย่างชัดเจน โดย “ขาบน” เป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้แรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน ขณะที่ “ขาล่าง” ซึ่งได้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เพราะเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว ปัญหาหนี้เสีย และแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ทั้งนี้ ปัจจุบันเอสเอ็มอีกว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย และเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก หากกลุ่มนี้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน กำลังซื้อในประเทศ และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
สัญญาณที่น่าจับตาคือ แม้ผู้บริโภค “ยังซื้อ” แต่กลับ “ใช้จ่ายต่อบิลลดลง” สะท้อนว่ากำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ โดยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนกรกฎาคม ซึ่งสมาคมฯ จัดทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังยืนเหนือระดับกลางที่ 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังเฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่ายอดขายในไตรมาส 3–4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะแม้ความถี่ในการจับจ่าย (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมากนัก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending per bill) กลับปรับตัวลดลง สะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อเฉพาะเท่าที่จำเป็นมากขึ้น ยอดขายที่ได้แรงหนุนจากมาตรการรัฐจึงยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็น ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าราคาสูงต่อชิ้นยังเผชิญแรงกดดัน ซ้ำเติมด้วยข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาขาย แม้ต้นทุนดำเนินธุรกิจจะยังอยู่ระดับสูง
ในเชิงตัวเลข สมาคมฯ อ้างอิงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 จากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่กรอบ 1.6–2.0% ขณะที่มูลค่าตลาดค้าปลีกคาดเติบโตราว 3.0% จากฐาน 4.25 ล้านล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 127,500 ล้านบาท ดันมูลค่าตลาดรวมสู่ระดับ 4.38 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) โดยการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงบางกลุ่ม อาศัยแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายปลายปี ซึ่งหมวดสินค้าจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงามยังเติบโตได้ดี สวนทางกับเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้ามูลค่าสูงที่ยังถูกกดจากพฤติกรรมใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
สำหรับปี 2570 สมาคมฯ ประเมิน GDP ไทยจะอยู่ที่ราว 1.8% (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยมีแรงกดดันจากการส่งออกที่คาดว่าจะโตช้าลงหลังขยายตัวสูงมากในปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง ส่วนตลาดค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโต 3.0–3.5% หรือมีมูลค่าประมาณ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) โดยปัจจัยบวกมาจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel ตลอดจนการนำ AI และ Big Data มาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงหลักยังคงเป็นหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการรุกตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ซับซ้อน สมาคมฯ ประกาศเดินหน้ายกระดับภาคค้าปลีกผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก เริ่มจาก A – Advancing Inclusive & Fair Growth หรือการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยมุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เอสเอ็มอี เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย เชื่อมโยงผู้ค้าปลีกกับซัพพลายเออร์รายย่อยให้เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ สนับสนุนการรับรอง Made in Thailand (MiT) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและขยายตลาด พร้อมผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ออนไลน์ และแพลตฟอร์มต่างประเทศ ทั้งด้านภาษี มาตรฐานสินค้า และความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงการตรวจเข้มสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน และแก้ปัญหาธุรกิจนอมินีในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังเสนอยกระดับไทยสู่ Shopping Destination ผ่านการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขายให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท การทบทวนลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และลักชัวรีบางประเภทที่ยังเก็บภาษีสูงราว 20–30% ตลอดจนการนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวศักยภาพสูงอย่างภูเก็ต
เสาที่สอง C – Capability Building for Future-Ready Retail เป็นการเสริมขีดความสามารถของค้าปลีกไทย โดยสมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มอุตสาหกรรม ผลักดันการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค (Ease of Doing Business) สนับสนุนการนำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และ Omnichannel มาลดต้นทุน พร้อมเร่งพัฒนาทักษะแรงงานทั้งการ Upskill และ Reskill ทั้งยังเสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพควบคู่กับค่าแรงขั้นต่ำ และส่งเสริมการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมงและการจ้างผู้สูงอายุ ขณะที่เสาสุดท้าย T – Together for Sustainable Growth มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย และภาคประชาสังคม การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิก และการส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังชี้ให้ผู้ประกอบการเตรียมรับมือกับ 4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีก เริ่มจากแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะ “แบ่งขั้ว” ชัดเจนขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ส่วนตลาดแมสจะเน้นความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) ทำให้ตลาดระดับกลางกลายเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุด แบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายและระดับราคาให้ชัด ประการต่อมาคือ หน้าร้านจะเปลี่ยนบทบาทจากจุดซื้อขาย (Transaction Point) ไปสู่แพลตฟอร์มสร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) ที่วัดผลจากการมีส่วนร่วมและความภักดีต่อแบรนด์ ไม่ใช่ยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว ประการที่สาม ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างใกล้ชิดตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าในประเทศ (Local Sourcing) ไปจนถึงการบริหารโลจิสติกส์และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ และประการสุดท้าย AI กับข้อมูลลูกค้าจะพลิกเกมจากการ “สื่อสารแบบกว้าง” สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล” โดยมี Retail Media เป็นเครื่องมือเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ
นายณัฐ ย้ำทิ้งท้ายว่า การเติบโตของค้าปลีกไทยจากนี้จะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค สร้างการจ้างงาน และอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยกลยุทธ์ TRA “ACT” จะเป็นกรอบการทำงานที่สมาคมฯ ใช้เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในฐานะหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


