นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม'หวาน- เค็ม- เมา-ควัน' เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs
20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:50 น.

นักวิชาการหนุน Health Taxes คุมเข้ม'หวาน- เค็ม- เมา-ควัน' เพิ่มรายได้รัฐ ลดป่วยNCDs
ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก "หวาน เค็ม เมา ควัน :
กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง" (Commercial Determinants of
Health: CDoH) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิซ คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี ในเวที Tax Price Matters ภาษีและราคากับการลดการบริโภคสินค้าเสี่ยงสุขภาพ มีการตั้งโจทย์ให้เรื่องการจัดเก็บภาษีของภาครัฐในสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่คาดการณ์กันว่า
จะเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว
รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ คณะพัฒนา การเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ กล่าวถึงสถานการณ์การสูบบุหรี่ในไทยว่า นำมาซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เช่น หัวใจ, มะเร็ง, หลอดเลือดสมอง, เบาหวาน สร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจมหาศาลในแต่ละปี
"ข้อมูลด้านสุขภาพ ปี ค.ศ.2021 พบว่า 9.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 17.4%ของประชา กร 15 ปีขึ้นไป คือจำนวนผู้สูบบุหรี่ที่เสี่ยงต่อโรค NCDs ขณะเดียวกันภาษียาสูบที่รัฐเก็บได้ก็สร้างรายได้มหาศาลให้กับภาครัฐเฉพาะในปี ค.ศ.2021 รายรับจากภาษีสรรพสามิตยาสูบ อยู่ที่ 64,200ล้านบาท"
และจากการทำแบบจำลองนโยบาย (Policy Scenarios)ของ รศ.ดร.ศรัณย์
ยังพบว่า การขึ้นภาษีตามปริมาณเป็น 35 บาท/ซอง เป็นแนวทางแบบ Win-Win ที่ช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
(238,224 คน) ลดการเสียชีวิตได้ 59,056 คน และเพิ่มรายได้จากภาษีบุหรี่แก่รัฐอีก 25.46%
รศ.ดร.ศรัณย์ กล่าวถึงการขึ้นภาษีบุหรี่ส่งผลให้ผู้สูบเยาวชนลดลงถึง 24.44% และผู้สูบวัยผู้ใหญ่ลดลงเหลือราว 9.5 ล้านคน
ช่วยรักษาชีวิตคนไทยจากโรคที่ป้องกันได้กว่า 59,056 คน
"แม้ปริมาณบุหรี่เถื่อนจะยังคงสูงและไม่ลดลงมากนัก แต่ภาครัฐควรใช้มาตรการปราบปรามเข้มงวดควบคู่กันไปแทนการ ระงับขึ้นภาษี"รศ.ดร.ศรัณย์ ระบุ
1 ใน 25 คนไทยตาย มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์
ศ.ดร.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงความชุกของนักดื่มไทยว่า อยู่ในอัตราที่สูง 35.2% สถิติปีพ.ศ.2569 ที่จะออกมาตัวเลขอาจจะเท่าเดิมหรือลดลงไม่มาก
และหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยอยู่อันดับ 3 รองจากเวียดนามและลาว
"ข้อมูลปัจจุบัน 1 ใน 25 ของคนไทยที่เสียชีวิตมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ หมายความว่า ปีสุขภาวะที่สูญเสียไป 1 ใน 15 ปีสุขภาวะที่สูญเสียไปเชื่อมโยงกับแอลกอฮอล์"
ศ.ดร.พลเทพ ระบุว่า ปัจจุบันไทยใช้เพียงนโยบายภาษี แต่ยังไม่มีนโยบายราคา ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเพิ่มภาษีอาจไม่ช่วยลดการบริโภค หากภาคเอกชนยอมแบกรับต้นทุนโดยไม่ขึ้นราคา
ในขณะที่นโยบายราคาจะส่งผลถึงผู้ซื้อโดยตรง ดังนั้น มาตรการภาษีเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด
ด้าน รศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด สถาบัน วิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเห็นเรื่องของ "ราคา" ว่า คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อขอของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริโภคเครื่องดื่มหวานมากที่สุดเนื่องจากมีกำลังซื้อสูง การกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มหวานจึงจำเป็นต้องนำปัจจัยด้าน
รายได้มาพิจารณาร่วมด้วย
แนะขนมขบเคี้ยว ควรจัดเก็บภาษีความเค็มมากสุด
ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า
ความเค็มเป็นสินค้าตัวเดียวที่ยังไม่มีการเก็บภาษี จึงต้องศึกษาว่านโยบายของภาครัฐ เน้นรายได้ หรือการเก็บภาษีเป็นแค่การส่งสัญญาณให้เห็นว่าสินค้านี้อันตรายในมุมมองภาครัฐ
จากงานศึกษา'เจาะลึกความยืดหยุ่นอุปสงค์ต่อราคาในสินค้าที่มีโซเดียมสูง
ขนมขบเคี้ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส' พบว่า
1.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเก็บภาษีจะสร้างภาระทางการเงินโดยตรงแก่ผู้มีรายได้น้อยที่มีความจำเป็นต้องบริโภค ข้อดีคือหากราคาขึ้นผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปหาข้าวและแป้ง ซึ่งดีต่อสุขภาพ
2.ขนมขบเคี้ยว เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพเหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บภาษี
และ 3.เครื่องปรุงรส พบว่า การขึ้นภาษีไม่ช่วยลดปริมาณการใช้มากนัก แต่จะดึง
เงินออกจากกระเป้าผู้บริโภคทันที หากเก็บภาษีเครื่องปรุงรส
ดังนั้นจากข้อมูลดังกล่าวขนมขบเคี้ยว จึงน่าสนใจในการจัดเก็บภาษีมากที่สุด
โดยขนมคบเคี้ยวในประเทศ แบ่งเป็น 6 หมวด แต่หมวดที่เห็นชัดเจนพบว่า 'ยิ่งถูก ยิ่งเต็ม' แปลว่า ขนมที่ราคา 5 บาท
10 บาท 15 บาท ผู้บริโภคกินโซเดียมเต็มๆ และสินค้ากลุ่มนี้คนที่ซื้อ ก็คือ 'เด็ก' นั่นเอง
ทั้งนี้ ผศ.ดร.ปภัศร ได้เสนอนโยบาย "ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า"(Progressive Sodium Tax) โดยกำหนดเพดานปริมาณโซเดียมขั้นต่ำ (Threshold)เพื่อไม่ให้กระทบสินค้าทั่วไป ร่วมกับการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า(Progressive Rate) ที่เพิ่มขึ้นตามความเค็มเพื่อกดดันให้ผู้ผลิตลดโซเดียม พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับสูตร
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าราคาต่ำ
ภาษียาสูบ รายได้ลดลง
ด้านนายณัฐพล สุภาดุลย์ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายด้านภาษีและราคาของไทยว่า ภาษีสรรพสามิตสุรามีการจัดรายได้ที่มีเสถียรภาพ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,0000 ล้านบาทต่อปื ขณะที่ภาษีสรรพสามิตยาสูบ ผลการจัดเก็บภาษีรายได้มีแนวโน้มลดลงจาก 68,548 ล้านในปี พ.ศ.2561 เหลือเพียง
47,489 ล้านในปี พ.ศ.2568 รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
นายณัฐพล แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากนโยบายภาษีบุหรี่ โดยชี้ว่าแม้มองในมิติสุขภาพจะดูดี แต่จำนวนผู้สูบกลับไม่ไม่ได้ลดลงจริง สะท้อนว่าผู้บริโภคอาจหันไปพึ่งพาสินค้านอกระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด
หลายประเทศมีภาษี Health Taxes
ดร.สุชีรา บรรลือสินธุ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ (Health Taxes)เป็นหนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพ มีวิจัยมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ การเพิ่มภาษีจะส่งผลเรื่องราคาลดการเข้าถึง ลดการเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ในภาพใหญ่ระดับประเทศ ก็จะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลและยังเป็นอีกแรงกระตุ้นให้ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลหรือดีกรีของแอลกอฮอล์อล์ลง นอกจากนี้ถ้ามีการออกแบบภาษีที่เหมาะสมก็จะ
เพิ่มรายได้ภาครัฐไปด้วย ก็นับเป็นนโยบายที่ Win - Win
พร้อมกับยกตัวอย่าง ประเทศฝรั่งเศส
ใช้การเพิ่มอัตราภาษีเพิ่มราคาบุหรี่ ส่งผลให้อัตราการสูบบหรี่ และอัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดของเพศชายลดลง
และสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นกอบเป็นกำ, ประเทศฟิลิปปินส์ การเก็บภาษีเพื่อสุขภาพ ทำให้งบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าในช่วงปี ค.ศ.2020 -2024 เช่นเดียวกับประเทศลิทัวเนีย การเพิ่มอัตราภาษีอย่างมีนัยสำคัญในปี ค.ศ.2017
ส่งผลให้อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรลดลง
ทั้งนี้ ในงานประชุมวิชาการสุขภาพครั้งที่ 24 ยังมีการเสวนาหัวข้อ Health Tax and Commercial Determinants of Health โดย ดร.โอลิเวีย นีเวรัส (Dr.Olivia Nieveras) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส องค์การอนามัยโลก (WHO)
ประจำประเทศไทย ระบุถึง ภาษีเพื่อสุขภาพ เช่นกันว่า ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะลดการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และลดการเข้าถึงสินค้าเหล่านั้น ซึ่งนอกจากส่งผลดีต่อสุขภาพประชาชนแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้ภาครัฐและนำไปพัฒนาด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย
"เป็นที่มา ของโครงการรณรงค์ระดับโลกที่ชื่อว่า '3 by 35'ขององค์การอนามัยโลก เพื่อที่จะเรียกร้องให้ประเทศต่างๆเพิ่มราคาขายปลีกสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 3 ชนิด (บุหรี่, สุรา,เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล) ให้ขึ้นไปอย่างน้อย 50% ภายในปี ค.ศ.2035 โดยใช้กลไกทางภาษี ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มอัตราภาษีหรือว่าเป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บต่างๆตามบริบทของประเทศนั้นๆ"
สุดท้าย ดร.เอดูอาร์โด บันซอน (Dr.Eduardo Banzon) ผู้อำนวยการทีมปฏิบัติการด้านสุขภาพ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ มองว่า ภาษีสุขภาพจะช่วยประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขและการเงิ
นการคลังไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างในประเทศฟิลิปปินส์มีการจัดสรรรายได้ที่เกิดจากการเก็บภาษีเพื่อสุขภาพไปใช้สนับสนุนโครงการด้านสุขภาพและโครงการระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของฟิลิปปินส์ และยังช่วยสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ
การสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ ลดลงจาก 29.7% ในปี ค.ศ.ศ.ศ.2009 เหลือ 23.8%
ในปี ค.ศ.2015 และลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 19.5% ภายในปี ค.ศ.2021 ขณะที่เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล (SSSB) พบว่ายอดขายในร้านค้าแบบดั้งเดิม (sani-san stores) ลดลง 8.7%เมื่อเทียบกับปีก่อน
ดร.เอดูอาร์โด เน้นย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า ภาษีสุขภาพจะเกิดประโยชน์สูงที่สุดถ้าได้รับการออกแบบในเชิงโครงสร้างอัตราภาษี และการจัดเก็บที่เหมาะสม ดังนั้น จึงเป็นทิศทางให้กับแต่ละประเทศสามารถนำไปพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เข่าลั่น เข่าหลวม สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาด เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมในอนาคต
นายแพทย์รัฐูภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อไหล่

