ไม่ควรมองข้าม! อย่าทนคำว่า'ยังไหว' หมอเจดเผย 7 อาการอันตรายจากหัวใจ ที่คนไทยชอบคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก

ไม่ควรมองข้าม! อย่าทนคำว่า'ยังไหว' หมอเจดเผย 7 อาการอันตรายจากหัวใจ ที่คนไทยชอบคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก”
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ในหัวข้อ 7 สัญญาณอันตรายจากหัวใจ ที่คนไทยชอบคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก”
โรคหัวใจบางครั้งไม่ได้เริ่มจากอาการเจ็บหน้าอกแรง ๆ ครับ
หลายคนมีอาการมาก่อนเป็นเดือนหรือเป็นปี แต่เราเอาไปโยนให้เรื่องอื่นหมด เหนื่อย ก็คิดว่านอนน้อย แน่นหน้าอก ก็คิดว่ากรดไหลย้อน ปวดไหล่ ก็คิดว่าออฟฟิศซินโดรม หน้ามืด ก็คิดว่าน้ำตาลตก ใจสั่น ก็คิดว่าเครียด
ผมอยากให้ลองเช็ก 7 ข้อนี้ครับ เพราะบางอาการดูธรรมดามาก แต่ถ้ามัน “เปลี่ยนไปจากเดิม” เราไม่ควรมองข้าม
1. เหนื่อยง่ายขึ้น ทั้งที่ทำเท่าเดิม
อันนี้เจอบ่อยมากครับเมื่อก่อนขึ้นบันไดสองชั้นได้สบาย ตอนนี้ชั้นเดียวก็ต้องหยุดพัก เมื่อก่อนเดินห้างได้เป็นชั่วโมง ตอนนี้เดินนิดเดียวก็หมดแรง หลายคนคิดว่าแก่ขึ้น นอนน้อย หรือไม่ฟิต ก็เป็นไปได้ครับ แต่ถ้าความสามารถในการออกแรงลดลงจากเดิมชัดเจน โดยเฉพาะในคนที่มีไขมันสูง เบาหวาน ความดัน หรือสูบบุหรี่ ต้องคิดถึงหัวใจด้วยครับ
2. แน่นหน้าอก แต่คิดว่าเป็นกรดไหลย้อน
อาการหัวใจไม่ได้ต้องเจ็บจี๊ดครับบางคนแค่รู้สึกแน่น หนัก อึดอัด หรือเหมือนมีอะไรมาทับถ้าอาการเกิดตอนเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกแรง แล้วพอพักดีขึ้น ต้องระวังครับบางคนกินยากรดไหลย้อนอยู่เป็นเดือน ทั้งที่จริงปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่กระเพาะอย่างเดียว
3. หอบง่าย แต่คิดว่าเพราะไม่ออกกำลังกาย
บางคนไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลยครับแต่เริ่มรู้สึกว่า“ทำไมเดินนิดเดียวก็หอบ?”ถ้าเมื่อก่อนทำได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้เหมือนเดิม อย่าตอบแทนร่างกายตัวเองเร็วเกินไปว่าไม่ฟิตเพราะหัวใจที่ได้รับเลือดไม่พอ ก็ทำให้เราเหนื่อยและหอบเวลาออกแรงได้ครับ
4. ปวดไหล่ ปวดแขน ปวดคอ แต่คิดว่าออฟฟิศซินโดรม
อันนี้ก็พลาดกันเยอะครับอาการจากหัวใจสามารถร้าวไปที่แขน ไหล่ คอ กราม หรือหลังได้แน่นอนว่าส่วนใหญ่ปวดไหล่ก็เป็นกล้ามเนื้อจริงแต่ถ้าปวดตอนออกแรง และมาพร้อมแน่นหน้าอก หอบ เหงื่อออก หรือพักแล้วดีขึ้น อย่าเพิ่งจบแค่การนวดครับ
5. เหงื่อแตก คลื่นไส้ หน้ามืด แต่คิดว่าอาหารไม่ย่อย
หัวใจขาดเลือดไม่ได้ส่งสัญญาณมาแบบเดียวครับบางคนมีเหงื่อออกมาก ตัวเย็น คลื่นไส้ หน้ามืด หรืออ่อนแรงผิดปกติโดยเฉพาะถ้าเกิดพร้อมแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่ออก ต้องคิดถึงหัวใจไว้ด้วยอย่ารอว่าเดี๋ยวกินยาลดกรดแล้วคงหายครับ
6. เพลียตลอด แต่คิดว่าเพราะงานเยอะ
เพลียมีหลายสาเหตุครับแต่มันมีเพลียอีกแบบหนึ่ง คือเพลียที่ “ไม่เหมือนเดิม”ตื่นมาก็ไม่มีแรงทำอะไรนิดเดียวก็หมดกิจกรรมเดิมเริ่มหนักขึ้นพักแล้วก็ยังไม่ดีขึ้นถ้ามีแบบนี้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะร่วมกับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ควรหาสาเหตุครับอย่าโทษงานอย่างเดียว
7. ใจสั่น วูบ เป็นลม แต่คิดว่าเครียด
ใจสั่นอาจเกิดจากความเครียด คาเฟอีน หรือพักผ่อนน้อยได้ครับแต่ถ้ามีอาการวูบ หน้ามืด หรือเป็นลมโดยไม่มีเหตุชัดเจน โดยเฉพาะตอนออกแรง หรือมีแน่นหน้าอกและหอบร่วมด้วย อันนี้ไม่ควรรอครับเพราะบางครั้งปัญหาหัวใจสามารถรบกวนจังหวะการเต้นของหัวใจได้และสิ่งที่ผมอยากย้ำมากที่สุดคือ
ไม่ต้องรอให้ครบ 7 ข้อครับ
ถ้าร่างกายเรา “เปลี่ยนไปจากเดิม” ให้สนใจมัน คนไทยจำนวนมากเก่งมากเรื่องอดทน เหนื่อยก็ทน แน่นก็ทน ปวดก็ทน หอบก็ทน เพลียก็ทน จนบางครั้งร่างกายส่งสัญญาณมาหลายรอบแล้ว แต่เราไม่เคยฟังเลย
ผมอยากให้เราเปลี่ยนจาก “ยังไหวอยู่” มาเป็น “ลองเช็กไว้ก่อนดีกว่า”
โดยเฉพาะถ้าอายุเริ่มมากขึ้น มี LDL สูง เบาหวาน ความดัน สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
อย่ารอให้มีอาการหนักแล้วค่อยดูแลครับ
เริ่มง่าย ๆ จากรู้ตัวเลขของตัวเองก่อน
รู้ความดัน
รู้น้ำตาล
รู้ค่า LDL
รู้ค่า Triglyceride
รู้รอบเอว
รู้ว่าตัวเองออกกำลังกายพอไหม
รู้ว่านอนพอหรือเปล่า
เพราะโรคหัวใจหลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
มันค่อย ๆ สะสมมาจากสิ่งที่เราปล่อยผ่านทีละนิด
ดูแลวันนี้ ยังทันครับ
และถ้ามีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หน้ามืด หรือปวดร้าวไปแขน กราม หรือหลัง โดยเฉพาะถ้าอาการรุนแรง เกิดตอนพัก หรือพักแล้วไม่ดีขึ้น ควรไปโรงพยาบาลทันที
ประโยคที่ผมอยากฝากไว้คือ
“อย่ารอให้หัวใจพัง แล้วค่อยเริ่มดูแลหัวใจ”
หมอเจด...เจตนาดี

