อ่านอนาคต 5 ปีข้างหน้า เมื่อเทคโนโลยีใหม่กำลังกำหนดเกมโลก

โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI, บล็อกเชน และหุ่นยนต์ ไม่ได้พัฒนาแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่กำลัง “หลอมรวม” เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมทั้งระบบการเงิน การผลิต และตลาดแรงงานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บจก.บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า ในอนาคตทุกสิ่งที่สามารถแปลงเป็นโทเคนได้ จะถูกแปลงเป็นโทเคน บริการทางการเงินจะอยู่ในระบบไร้ศูนย์กลาง และเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น โดยบทบาทของ AI จะเปลี่ยนจาก “เครื่องมือ” ไปสู่ “ตัวแทน” ที่สามารถตัดสินใจและทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง โดยมีแนวโน้มว่าปริมาณธุรกรรมจาก AI agents จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจแซงหน้าธุรกรรมโดยมนุษย์ในอนาคตอันใกล้
AI เปรียบเสมือน computing operating system ขณะที่บล็อกเชนทำหน้าที่เป็น economic operating system ซึ่งจะช่วยให้การแลกเปลี่ยนมูลค่าเกิดขึ้นได้แบบทันที ไร้พรมแดน และไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีในกลุ่มอุตสาหกรรม 4.0 เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, 3D printing และ Internet of Things (IoT) จะทำงานเป็นระบบนิเวศเดียวกัน โดยมีบล็อกเชนเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระบบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 จะเสริมซึ่งกันและกันเพื่อปลดล็อกศักยภาพและความสามารถใหม่ๆ ในอีกห้าปีข้างหน้า” จิรายุส กล่าว
ด้าน Sahdev Phawa รองประธานกรรมการ Vision Lab บริษัทด้าน robotics และ vision language models ชี้ให้เห็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นั่นคือการที่ AI กำลังจะก้าวออกจากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพอย่างรวดเร็ว ผ่านเทคโนโลยี vision language models พัฒนาไปสู่การเข้าใจภาพและวิดีโอในระดับสูง
เขาระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์คือ การที่ “สมอง” ของ AI จะถูกถ่ายโอนสู่ฮาร์ดแวร์ ทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเฉพาะงานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
“การเปลี่ยนผ่านจาก AI ในโลกข้อความ ไปสู่ AI ที่สามารถทำงานในโลกจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม” เขากล่าว พร้อมคาดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 2–3 ปีนี้” รองประธานฯ Vision Lab กล่าว
ด้าน Dr.Brett A. Saraniti, Clinical Professor of Managerial Economics and Decision Sciences จาก Kellogg School of Management ได้อธิบายถึง “ทฤษฎีเกม” ในฐานะเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยแนวคิดนี้ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยคาดการณ์พฤติกรรมของคู่แข่ง และเลือกแนวทางที่เหมาะสมในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน
ในบริบทธุรกิจ ทฤษฎีเกมถูกนำมาใช้เพื่อวางกลยุทธ์ โดยเฉพาะในการแข่งขันด้านนวัตกรรมซึ่งจังหวะเวลา และการเลือกใช้กลยุทธ์ มีผลต่อความสำเร็จ นอกจากนี้ Dr. Brett ยังได้กล่าวถึง “ทฤษฎีเกมเชิงวิวัฒนาการ” ที่ช่วยอธิบายพฤติกรรมของตลาดในการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่ต้องสร้างฐานผู้ใช้งาน ไปจนถึงช่วงที่แพลตฟอร์มต่างๆ แข่งขันกันเพื่อขยายอิทธิพลในตลาด
มุมมองดังกล่าวถูกสะท้อนในเวที Sasin Innovation Turbo Talk เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนวัตกรรม การเติบโต และภาวะผู้นำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของธุรกิจในโลกยุคใหม่ จัดขึ้นโดยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ตามให้ทัน” เทคโนโลยี แต่คือการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไป ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กรอบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่

