เอ็ดดี้ ชี้ ซาบีดา พลิกโฉมกระทรวงวัฒนธรรม เซ็นความร่วมมือไทย-นิวซีแลนด์ ชี้บทพิสูจน์จริงอยู่ที่ Action Plan

เอ็ดดี้ ชี้ ซาบีดา พลิกโฉมกระทรวงวัฒนธรรม เซ็นความร่วมมือไทย-นิวซีแลนด์ ชี้บทพิสูจน์จริงอยู่ที่ Action Plan
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คุณซาบีดากำลังพยายามเปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรมจาก “กระทรวงจัดงานประเพณี” ไปเป็นเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรมหรือไม่?
เพราะวัฒนธรรมกำลังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ”
เอกสารที่คุณซาบีดาลงนามกับนิวซีแลนด์ครั้งนี้เรียกว่า “ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม” (Agreement on Cultural Cooperation) ไม่ใช่ MOU โดยตรง และ ครม. เพิ่งเห็นชอบเมื่อ 18 สิงหาคม 2569
นี่ไม่ใช่แค่กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทั่วไป แต่เป็น “ข้อตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรกระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์” มีกรอบถึง 5 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ที่สำคัญกว่านั้น เอกสารนี้ไม่ได้จบที่พิธีลงนาม แต่กำหนดให้สองฝ่ายไปทำ Action Plan ต่อ เพื่อเปลี่ยนกรอบใหญ่ให้เป็นโครงการจริง เช่น การแลกเปลี่ยนบุคลากร ความร่วมมือพิพิธภัณฑ์และ ประโยชน์สำคัญที่สุดคือ มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจาก “อยากทำอะไรก็ค่อยติดต่อกันเป็นครั้ง ๆ” ให้กลายเป็น “มีกรอบรัฐบาลต่อรัฐบาลรองรับ” พอมีกรอบแล้ว พิพิธภัณฑ์ หน่วยงานศิลปะ ผู้สร้างภาพยนตร์ ศิลปิน นักวิชาการ หรือองค์กรวัฒนธรรมของสองประเทศสามารถทำโครงการร่วมกันได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องเริ่มเจรจาทางราชการใหม่จากศูนย์ทุกครั้ง
จากขอบเขตในเอกสารนี้ช่วยเปิดประตูไว้กว้างมาก ทั้งศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ดังนั้นผลที่เป็นรูปธรรมอาจออกมาในลักษณะ เช่น นิทรรศการไทยในนิวซีแลนด์ การแลกเปลี่ยนศิลปินและผู้เชี่ยวชาญ ความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์ การทำหนังหรือคอนเทนต์ร่วมกัน การศึกษาและอนุรักษ์มรดก ตลอดจนการเปิดตลาดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย
จุดที่ผมคิดว่าสำคัญในทางการเมืองระหว่างประเทศยิ่งกว่านั้น คือมันไม่ได้เกิดอย่างโดดเดี่ยว แต่เข้าไปอยู่ใน “เสาที่สาม” ของ Strategic Partnership ไทย–นิวซีแลนด์ คือ Culture and People-to-People Connections ขณะที่อีกสามเสาคือ การเมืองและความมั่นคง, เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาค/พหุภาคี
ความหมายจึงต่างจากการส่งคณะนาฏศิลป์ไปแสดงต่างประเทศมาก เพราะวัฒนธรรมกำลังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ”
ในทางเศรษฐกิจ ข้อตกลงนี้ก็มีโอกาสสร้างประโยชน์ได้ ถ้าคุณซาบีดาใช้คำว่า “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” อย่างจริงจัง เช่น ภาพยนตร์ แฟชั่น ดีไซน์ ดนตรี ศิลปะ งานหัตถกรรม อาหาร เทศกาล และคอนเทนต์ดิจิทัล วัฒนธรรมจึงไม่ได้มีแต่เรื่อง Soft Power หรือภาพลักษณ์ แต่สามารถเชื่อมไปถึงรายได้ การจ้างงาน นักท่องเที่ยว และตลาดใหม่ได้
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ความสัมพันธ์ระดับประชาชน” รัฐบาลระบุเองว่าเป้าหมายของข้อตกลงคือทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศใกล้ชิดขึ้น และสร้างฐานสำหรับความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์ในอนาคต ซึ่งในทางการทูตเรียกว่า people-to-people diplomacy เป็นส่วนที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความทนทานกว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
แต่ผมอยากวางเบรกไว้นิดหน่อยว่า
“มีข้อตกลง” ≠ “เกิดผลงานแล้ว”
ข้อตกลงคือการสร้าง “รางรถไฟ” แต่รถจะวิ่งหรือไม่ ยังต้องดู Action Plan ที่ตามมา ดูว่ามีโครงการอะไร มีงบประมาณเท่าไร มีหน่วยงานรับผิดชอบใคร มี KPI หรือไม่ และสุดท้ายมีศิลปิน ผู้ประกอบการ หรือประชาชนไทยได้ประโยชน์จริงกี่คน
ดังนั้น ถ้าจะประเมินผลงานของคุณซาบีดา ผมจะให้เครดิตเธอว่า “สามารถผลักดันความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย–นิวซีแลนด์ที่ค้างการเจรจามาหลายปีให้เข้าสู่กรอบอย่างเป็นทางการ ในจังหวะที่สองประเทศยกระดับสู่ Strategic Partnership” ซึ่งถือว่าสำคัญ เพราะฝ่ายไทยเริ่มผลักดันความตกลงด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่ปี 2564 แล้ว
แต่บทพิสูจน์จริงของคุณซาบีดาจะเริ่ม “หลังเซ็น” ถ้าอีก 1–2 ปีเราพบว่าเกิดโครงการร่วมด้านภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ ศิลปิน หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และทำให้คนไทยหรือธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดนิวซีแลนด์ได้จริง เมื่อนั้นเราจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็น “ผลงานเชิงนโยบาย” ไม่ใช่เพียง “ผลงานเชิงการทูต”
ถ้ามองในกรอบอ่านเกมอำนาจ ผมว่าประเด็นที่น่าสนใจมากคือ คุณซาบีดากำลังพยายามเปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรมจาก “กระทรวงจัดงานประเพณี” ไปเป็นเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy หรือไม่?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

