ฉาวโฉ่! แวดวงสามนิ้ว อดีตนักโทษม.112คนดัง คุกคามทางเพศเหยื่อ หลอกไปทำงานบังคับขืนใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดกรณีอื้อฉาวในแวดวงนักเคลื่อนไหวฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย โดยมี "เหยื่อการคุกคามทางเพศ" ออกมาแฉผ่านเพจ socialgaze เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอตกเป็นเหยื่อของนักกิจการรุ่นอาวุโสมากประสบการณ์อย่างละเอียด
ทั้งนี้ ในเพจ ใช้ชื่อเหยื่อว่า "คุณ A" โดยคุณ A เล่าเหตุการณ์ให้กับผู้สัมภาษณ์ ระบุว่า "รู้จักคนคนนี้จากในม็อบ ตอนไปทำกิจกรรมทางการเมือง เขาเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นเก่าที่เป็นที่รู้จักดีในแวดวงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้นำแรงงาน เคยติดคุกคดีทางการเมืองจนพ้นโทษออกมา เป็นคนที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็นไอดอล
เขาเข้ามาทักทายและขอเบอร์โทร ถามหลายเรื่อง เรียนที่ไหน ทำงานอะไร เก่งด้านไหน ทำไมสนใจงาน จากนั้นไม่กี่วันก็โทรมาบอกว่ามีงานแปลจะให้ทำ พึ่งมาทราบทีหลังว่าเขาเป็นใครจากเพื่อน ๆ อีกที เขามักสร้างความประทับใจด้วยการเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง เล่าอดีตทั้งช่วงเคลื่อนไหวแต่ก่อนและตอนอยู่ในคุก ทำให้นับถือเขามาก พูดเก่ง มีความสามารถ มีอุดมการณ์สูงส่ง แต่ถูกระบบอยุติธรรมรังแก ทำให้ชีวิตรัดทน ยิ่งได้ฟังเรื่องราว ยิ่งรู้สึกสงสาร
จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าหามากขึ้นด้วยการไปรับไปส่งถึงบ้านตลอด ทำตัวเป็นที่ปรึกษาทั้งเรื่องงานเคลื่อนไหวและความรัก โทรชวนไปงานเสวนาบ่อย ๆ จบด้วยการพาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมเสมอ กินเสร็จก็ไปส่งที่บ้านตลอด เมื่อถามว่าทำไมมาส่งบ่อย เพราะรู้สึกเกรงใจ เขาก็จะตอบว่า ทำแบบนี้กับทุกคน แล้วบอกว่าตัวคุณ A เป็นคนสำคัญกับขบวน ต้องดูแลเอาใจใส่อยู่แล้ว แล้วเขาก็เริ่มเรียกคุณ A ว่า “ที่รัก” ทำให้คุณ A เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ยังไม่ได้ปรึกษาใคร
พอไปส่งบ้านเสร็จ ไม่กี่วันจะมีข้อความว่า “คิดถึง” “เมื่อไหร่จะได้เจอกัน” ติดต่อกันหลายเดือนในช่วงปี 67 คุณ A ก็รู้สึกแปลกมากขึ้น บางครั้งมักใช้คำหยอด เช่น ระวังหลงรักวัตถุโบราณคนนี้ก็แล้วกัน คุณ A ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ขำใส่ หรือตอบประมาณว่า เดี๋ยวก็เจอจะคิดถึงทำไม ก็คิดไปว่า เพราะอยู่ในคุกนานเลยเหงาหรือเปล่า เขาเคยเล่าทรอม่าจากคุกหลายครั้ง ทำให้มีพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากคนปกติ เขาเริ่มสอนการทำม็อบ พาไปแจ้งการชุมนุม แจกจ่ายงานที่ได้ค่าตอบแทนให้พาไปรู้จักคนนู้นคนนี้ในวงการ ได้เจอเขาแทบทุกวัน ทำให้เริ่มสนิทกันช่วงนี้ เขาไปไหนก็จะชวนติดสอยห้อยท้ายไปด้วยตลอด
ซึ่งทีแรกคุณ A ก็โอเคเพราะไม่ได้เสียเงินอะไร แถมได้ประสบการณ์เพิ่ม ไม่ได้คิดอะไรในทางไม่ดีกับเขา เพราะเขาก็มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และดูเหมือนจะทำอะไรเพื่อประโยชน์ของขบวนการ อุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่สำคัญคือคุณ A คิดว่าตัวคุณ A เด็กกว่าอีกฝ่ายมาก อายุเป็นลูกได้ แถมเขาชอบให้กำลังใจ คอยชมเสมอ มีพลังบวก เป็นช่วงที่นับถือแบบสนิทใจ เป็นอาจารย์เป็นเพื่อนคุยได้ดี มีความรู้และตัว
คุณ A ก็คอยทำงานเคลื่อนไหวให้อีกฝ่ายหมด ถ้าเขาขอให้ทำอะไร บางงานไม่ได้เงินก็ทำ เพราะคุณ A ก็พยายามคิดบวกว่าถือเป็นการก้าวจากคอมฟอร์ตโซน ถือว่าได้ลองผิดลองถูก เช่น จับไมค์ปราศรัย ทำกราฟฟิค เขียนแถลงการณ์ทำป้าย มีหลายคนที่เห็นคุณ A เริ่มสนิทกับอีกฝ่ายก็เข้ามาเตือน ในทำนองว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้รีบบอกนะ” หรือ “คนนั้นชอบสัมผัสตัวคนอื่นนะ ระวังไว้”
ซึ่งคุณ A ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในความรู้สึกอับอายของคุณ A ที่มีคนมาเตือนแล้วไม่ฟัง ทำให้คุณ A ไม่กล้าบอกใคร “ทำไมยังทำพลาดอีก ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้” อะไรทำนองนั้น แต่หลังจากที่คุณ A ได้คำเตือนมา ตัวคุณ A ก็ได้ตักเตือนอีกฝ่ายในรถระหว่างที่ไปส่งตัวคุณ A ว่า ได้ทราบข้อกังวลจากคนที่ถูกกระทำ ขอให้เขาระวังการปฏิบัติตัว อย่าสัมผัสตัวใครโดยไม่มีคอนเซ็น เขาก็เงียบ ดูเหมือนจะรับฟังและก็เปลี่ยนเรื่องไป
วันหนึ่งช่วงเดือนมิถุนายน 2567 คุณ A ได้เดินทางกับเขาสองคนในระยะทางที่ไกลมากที่สุดครั้งแรก ณ จังหวัดแห่งหนึ่ง โดยขอให้เป็นไกด์พาเพื่อนที่เป็นผู้นำแรงงานต่างประเทศไปเที่ยว งานนี้ได้เงิน ตกลงกันว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง อีกฝ่ายจะเป็นคนขับรถ พอมาถึงกันดึก เพื่อนต่างชาติสองคนนอนในห้องของตัวเอง ส่วนคุณ A ต้องนอนกับเขาในห้องนั่งเล่นสองคน โดยที่มีที่นอนติดกัน ตัวคุณ A ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่แจ้งว่ามีอีกคนจะมา หรือขอห้องเพิ่ม ตัวคุณ A ก็เริ่มกังวล เลยทำงานแปลจนดึกถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง เพื่อให้เขาหลับก่อน
แต่พอตกดึกคุณ A ก็รับรู้ได้ว่ามีขามาพาดหรือมือมาลูบบนร่างกาย พยายามคิดในแง่ดีสุด ๆ ว่า เขาคงคิดถึงหมอนข้าง ตื่นเช้ามาเขาไม่ได้ถามไถ่อะไร ก็ทำตัวเป็นปกติจนตัวคุณ A คิดว่าเขาอาจจะละเมอ วันต่อมา ช่วงเย็น ๆ หลังเพื่อนต่างชาติหลับ คุณ A ออกไปเดินเล่นริมทะเล พอกลับมานอนก็เจอแบบนี้อีก ตื่นเช้ามาด้วยความเงียบและไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณ A สลัดความคิดต่าง ๆ ทิ้งแล้วก็ทำหน้าที่จนเสร็จ สองสามวันนั้นเขาก็ชมคุณ A ใหญ่โต ว่าเป็นคนที่พึ่งพาได้เก่งสุด ๆ ถ้าไม่ได้คุณ A เขาคงแย่ พอกลับมาบ้านอีกฝ่ายก็ดึกอีกแล้ว เขาบอกว่าไปส่งไม่ได้เพราะรู้สึกเหนื่อยมาก ตัวคุณ A ก็น้อมรับ ไปส่งพรุ่งนี้ก็ได้ เพื่อนต่างชาติสองคนไปนอนบนห้องชั้นสาม เขานอนชั้นสองด้านซ้าย คุณ A เข้าไปนอนและหลับก่อน
จากนั้นเขาได้เข้ามาในห้องคุณ A คุณ A ถามว่า “เข้ามาทำไม” เขาเงียบ คุณ A รู้สึกแปลกสุดขีด งงและสงสัยว่ามานอนด้วยกันทำไม ในบ้านก็มีห้องตั้งเยอะ และใช่ มันเกิดเหตุการณ์สอดใส่ขึ้นในคืนนั้น โดยที่เขาพึมพำกับตัวเองตลอดว่า เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ตัวคุณ A ไม่อยากทำ แต่เขาบังคับให้ทำ คุณ A เองก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ด้วยความกลัว ความงง ผิดหวัง ผสมปนเป ได้แต่อดทนและคิดซะว่า เดี๋ยวมันก็จบ ๆ ไป
พอรุ่งขึ้น เขาก็ไปส่งคุณ A ที่บ้าน มีความเงียบเกิดขึ้น ตัวคุณ A รอให้เขาเอ่ยปากอธิบาย ก็ไม่มีคำอธิบายอะไร คุณ A เลยถามเองว่า “เมื่อคืนทำไมถึงทำแบบนั้น” “มันคืออะไร” เขาตอบกลับมานิ่ง ๆ ว่า “เรื่องอะไรเหรอ จำไม่ได้” คุณ A ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบแบบนี้ ผิดหวังและโกรธ แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ เมื่อถึงที่บ้าน คุณ A ได้ปิดประตูรถอย่างแรง แสดงความไม่พอใจ
หลังจากนั้น คุณ A คิดทบทวน และคิดถึงการปรึกษาเพื่อน บอกเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่ความคิดหยุดอยู่ตรงนั้น เพราะไม่กล้าเล่า รู้สึกอายจริง ๆ ที่พลาดโดนกระทำ แถมนึกไปนึกมา ต้องเจอคำถามมากมาย เลยตกผลึกว่าไม่บอกใครดีกว่า ทำตัวปกติเหมือนเดิม ช่วงนั้นคุณ A ทะเลาะกับแฟนเก่าด้วยสภาพจิตใจย่ำแย่ฝันร้ายบ่อย ๆ
หลังจากนั้นผ่านพ้นไป ไม่เคยมีคำขอโทษ ไม่มีแม้แต่การพูดคุยเรื่องนี้เกิดขึ้นทั้งนั้น ผ่านไปหลายเดือน มีอีกครั้งที่ไปเชียงใหม่ เขาเป็นคนอาสาพาไปดูสถานที่จัดงานเอง โดยบอกว่าช่วงนี้ จนอยากรับงาน และจะคิดราคาถูก ๆ หว่านล้อมต่าง ๆ นานา คุณ A ก็ตกลงคิดว่ามันคงไม่เกิดอะไรแล้ว แต่พอตกกลางคืน คุณ A ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน โดยเขาบอกว่าประหยัด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกแย่ รู้สึกเกลียดตัวเอง อยากหายไปจากตรงนั้น คุณ A ขอร้องว่าไม่อยากทำหลายรอบ แต่เขาไม่ฟัง และทำเหมือนเดิม
พอจบงานกลับกรุงเทพ คุณ A โอนเงินให้เขาหมื่นกว่าบาท พอได้เงิน เขาบ่นคุณ A เรื่องเงินว่าได้น้อย ไม่พอค่าห้อง ค่าน้ำมันเลย ทำให้คุณ A รู้สึกผิด หลายคำพูดรู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้ให้หาเงินเข้ากระเป๋าเขา ช่วงเวลานี้ภาพจำที่เลิศเลอเริ่มพังทลาย เริ่มรู้สึกต่อต้าน
มีครั้งหนึ่ง ช่วงแรก ๆ เขาได้ไปเจอพ่อแม่คุณ A พ่อคุณ A ฝากเขาให้ดูแลคุณ A ด้วย ก็พูดคุยไถ่ถามไปต่าง ๆ นานา มาจนเรื่องอายุของคุณ A แม่คุณ A ก็บอกว่าคุณ A อายุเท่านี้ พอเขาทราบอายุคุณ A ก็พูดว่า “ดีใจจังที่บรรลุนิติภาวะแล้ว นึกว่าไม่ถึง 20” พอคุณ A ได้ฟัง ในใจคือรู้สึกแย่ แต่เก็บคำถามไว้
จากนั้นก็มีการพึ่งพาที่ทับซ้อนกัน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและงานเคลื่อนไหว ต้องพึ่งพาอยู่เสมอ ๆ เรื่องประสบการณ์ความรู้ พึ่งพิงเรื่องเงิน บ้าน และรถ เนื่องจากพ่อคุณ A ป่วย แถมต้องช่วยหาเงินให้เพื่อคงความเสถียรทางอารมณ์ของเขา เลยหนีไปไหนไม่ได้เพราะเป็นผู้มีบุญคุณ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณ A ไม่กล้าเล่าออกไป แต่มันไปปะทุในรูปแบบอื่น
เวลาที่คุณ A นึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาไม่ว่าจะขณะเดินทาง กินข้าว อ่านข่าว คุณ A จะถามเขาว่า ทำแบบนั้นกับคุณ A ทำไม จำได้ไหม มันคือข่มขืนใช่ไหม มีเหยื่อแบบคุณ A อีกกี่คน สุดท้ายจะจบลงเสมอด้วยการทะเลาะเบาะแว้งทุกทีและไม่มีคำอธิบาย เขาก็จะตอบแบบปัด ๆ เปลี่ยนเรื่องว่า “จะชวนทะเลาะทำไม” “ต้องการอะไรบอกมา” “เรื่องมันนานแล้ว จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไมอีก” ทำให้คุณ A ยิ่งหงุดหงิด ทำไมเขาคุยไม่รู้เรื่อง พอนาน ๆ เข้า คุณ A เริ่มโวยวายหนักขึ้น มีอารมณ์รุนแรง ทำร้ายตัวเอง เขาก็บอกว่า คุณ A ทำให้อีกฝ่ายอยากตายเหมือนกัน
คุณ A เคยรู้สึกอยากบอกให้ทุกคนทราบ แต่ก็หยุดลงด้วยการที่คิดว่า การเปิดเผยเรื่องนี้ ก็คือการทำร้ายตัวเองด้วยเหมือนกัน คุณ A ก็จะโดนโจมตี เพราะไม่มีหลักฐาน ส่วนเขาคงจะรอด ไม่มีการสำนึกผิดใด ๆ มีหน้ามีตาในสังคมต่อไป มีแต่คุณ Aที่ต้องแบกรับความอับอายมากกว่าเดิมในการพูดเรื่องนี้ แล้วคุณ A จะพูดทำไม ไม่พูดดีกว่า ซึ่งในปีหลัง ๆ ทะเลาะกันบ่อย อีกฝ่ายก็เริ่มจับแพทเทิร์นของคุณ A ได้ เลยปล่อยให้คุณ A ขู่ไป เพราะเขารู้ดีว่าคุณ A ก็ไม่บอกใครอยู่ดี แต่ความรุนแรงเริ่มเพิ่มมากขึ้น จะมีบางคำถามที่คุณ A รู้ว่าไม่สามารถถามได้ ถ้าถามออกไปอีกฝ่ายจะโมโหทันที
มีครั้งนึงที่มีการทะเลาะกันรุนแรงมาก ทั้งเรื่องเก่า ๆ และประเด็นเรื่องการใช้อำนาจของเขา มีการใช้คำพูดรุนแรงมากขึ้น มีการใช้กำลังบีบแขน เขาเคยง้างมือจะตบ แต่ก็หยุดแล้วบอกว่า “ล้อเล่น ไม่ทำหรอก” คุณ A ถูกจับกดเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เขาบอกว่าทำไปเพื่อให้คุณ A สงบสติอารมณ์ คุณ A ตอบโต้ด้วยการดึงยื้อเพื่อให้หลุดการกดล็อกตัว มีเตะเป้า เหตุการณ์นั้นทำให้คุณ A แว่นหัก และเขาโทษว่า คุณ A ทำแว่นหักเอง บอกว่าตัวเขาก็ถูกกระทำเหมือนกัน บอกว่าคุณ A ก็ตีเขาเหมือนกันนะ เป็นเหตุการณ์ที่คุณ A บอกว่าคุณ A ร้องไห้หนักมาก คุณ A ไม่เคยโดนแบบนี้ คุณ A เชื่อว่ามันคือการทำร้ายร่างกาย
คุณ A บอกว่าเขามักพูดลดทอนได้เก่งเสมอ เช่น ชอบบอกว่า “พูดเรื่องนั้นไม่ได้งานต้องมาก่อน” “อย่าทะเลาะทำให้งานเสีย” “ไหวไหมเนี่ย เป็นแบบนี้ทำงานไหวเหรอ” “ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้” “ป่วยหรือเปล่า เดี๋ยวจะพาไปหาหมอ” “ทะเลาะกันทำไมบ่อย ๆ อยู่กับคนอื่นไม่เคยทะเลาะแบบนี้ พอเถอะนะเสียสุขภาพจิตทำให้อยากตาย”
ตัวคุณ A ก็พยายามลืมจุดเริ่มต้นเรื่องราวในอดีต แต่รู้สึกได้ว่ามันอยู่ข้างหลังเสมอ สุดท้ายตัวคุณ A ก็ถูกทำให้กลายเป็นคนที่ชอบทะเลาะ ป่วยจิต พูดไม่ดีชอบรื้อฟื้นเรื่องเก่า คือถูกทำให้รู้สึกว่าตัวคุณ A ไม่มีอะไรดีทั้งนั้น คุณ A รู้สึกว่าแบกอะไรไว้หลายอย่าง เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว แล้วภาพจำที่เพื่อน ๆ คุณ A เห็นว่า ดูสนิทกันดี ว่าเขามีคุณูปการกับขบวนแรงงาน ทำให้คุณ A เชื่อว่าการซัพพอร์ตเขาคือการสนับสนุนขบวนการด้วย ทุกคนมักมองเขาเป็นคนดีไม่เคยมีเรื่องราวกับใคร ตัวคุณ Aก็ไม่อยากทำลายภาพนั้น ไม่อยากทำให้ขบวนการเสียหาย พยายามทำตัวให้ปกติเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น แต่คุณ A ก็ทรมานกับการโทษตัวเองซ้ำ ๆ คิดไปว่า ถ้าตัวคุณ A กล้าบอกคนอื่นในวันแรก ๆ คงจบแล้ว คงไม่เกิดเรื่องซับซ้อนแบบนี้ ถ้าไม่ลบหลักฐาน ถ้าไม่ ๆๆๆ เวลาเห็นคนชื่นชมคนคนนี้ก็อยากจะอ้วก และสงสัยว่ามีเหยื่อจากการแสวงผลประโยชน์ทางเพศจากคนคนนี้อีกกี่คน"
ทั้งนี้ หลังจากบทสัมภาษณ์เผยแพร่ออกมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงนักกิจกรรมฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างมาก จนเกิดกระแสการแอนตี้นักกิจกรรมคนดังกล่าวด้วย
สำหรับนักกิจกรรมอาวุโสดังกล่าว มีรายงานว่าเคยเป็นเอนจีโอสายแรงงานชื่อดัง เคยทำนิตยสารเสื้อแดง จนกระทั่งต้องโทษจำคุกคดี ม.112 หลายปีจนพ้นโทษ ทำใหมีภาพเป็นฮีโร่ ได้รับการยอมรับนับถือจากนักกิจกรรมรุ่นใหม่จำนวนมากด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

