PetCare : ค่ารักษาสัตว์แพงขึ้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรเตรียมตัวอย่างไร

มีคนถามอยู่ตลอดว่า“ทำไมค่ารักษาสัตว์เลี้ยงแพงขึ้น?” เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากอาจสงสัย โดยเฉพาะเมื่อสุนัขหรือแมวเจ็บป่วยกะทันหัน ต้องตรวจเลือด เอกซเรย์ อัลตราซาวด์ นอนโรงพยาบาล หรือเข้ารับการรักษาในห้อง ICU แล้วพบว่าค่าใช้จ่ายอาจสูงตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลายหมื่นบาท หรือในบางโรคอาจสูงกว่านั้น
ในมุมเจ้าของสัตว์ ความกังวลดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะค่าใช้จ่ายด้านสัตวแพทย์มักเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และแตกต่างจากระบบการรักษาพยาบาลของคนไทยที่ประชาชนจำนวนมากมีระบบประกันสุขภาพภาครัฐช่วยรองรับ
แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาสัตว์ในประเทศไทยไม่ได้เกิดจาก “การขึ้นราคา” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของวงการสัตวแพทย์ในช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมาอย่างมาก จากเดิมที่โรงพยาบาลสัตว์อาจมีเพียงห้องตรวจ ห้องผ่าตัด เอกซเรย์ และห้องพักสัตว์ ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์หลายแห่งมี ICU, เครื่องช่วยหายใจ, ultrasound, echocardiography, CT scan, MRI, endoscopy, arthroscopy, ห้องปฏิบัติการตรวจเลือดภายในโรงพยาบาล รวมถึงทีมสัตวแพทย์ที่ทำงานเฉพาะด้านมากขึ้น
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ วงการแพทย์สัตว์เลี้ยงกำลังเข้าใกล้การแพทย์ของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้นทุนของการรักษาเพิ่มขึ้นตามความสามารถในการรักษา
ในขณะที่ คนไทยรักสัตว์มากขึ้น และคาดหวังการรักษามากขึ้น จึงเกิดปรากฏการณ์ Pet Humanization หรือการมองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดสัตว์เลี้ยงไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ของไทยมีแนวโน้มเพิ่มเงินในวงธุรกิจนี้ถึง 8,450 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 17 % จากปีก่อน โดย Pet Humanization เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าของยินดีใช้จ่ายเพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้หมายความเพียงว่าเจ้าของ “ยอมจ่ายแพงขึ้น” เท่านั้น สิ่งที่เปลี่ยนมากกว่าคือ ความคาดหวังต่อการรักษา
เมื่อก่อน สุนัขหรือแมวที่เป็นมะเร็ง โรคหัวใจรุนแรง ไตวาย หรือได้รับอุบัติเหตุหนัก อาจมีทางเลือกในการรักษาค่อนข้างจำกัด ปัจจุบันเจ้าของอาจถามถึง chemotherapy, cardiac intervention, dialysis, mechanical ventilation, CT, MRI, minimally invasive surgery หรือการส่งต่อสัตวแพทย์เฉพาะทาง
เมื่อทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะว่า
1.เครื่องมือแพทย์ยุคใหม่มีต้นทุนสูง หนึ่งในต้นทุนที่ประชาชนอาจมองไม่เห็นคือ “เครื่องมือ”เครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล เครื่อง ultrasound ระดับสูง เครื่องตรวจหัวใจ เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ endoscope, CT หรือ MRI ไม่ได้มีเฉพาะราคาซื้อเครื่องเท่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายจาก การบำรุงรักษาและสอบเทียบเครื่อง สัญญาบริการรายปี software และระบบจัดเก็บภาพ อะไหล่ วัสดุสิ้นเปลือง บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรม ระบบไฟฟ้าและสถานที่เฉพาะ การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีศูนย์ภาพวินิจฉัยและรังสีรักษา รวมทั้งระบบการตรวจวินิจฉัยสมัยใหม่หลายประเภท
สะท้อนว่าการวงการสัตวแพทย์ในประเทศไทยได้พัฒนาไปไกลกว่าการตรวจร่างกายและเอกซเรย์พื้นฐานแล้วและเครื่องมือจำนวนหนึ่งยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนได้รับผลกระทบจากค่าเงิน ค่าขนส่ง และค่าบริการจากผู้แทนจำหน่ายด้วย
2.ยาสัตว์บางชนิดต้องนำเข้า และตลาดสัตว์มีขนาดเล็กกว่าตลาดคน อีกต้นทุนสำคัญคือยา ยาสัตว์ไม่ได้สามารถนำเข้ามาจำหน่ายได้โดยเสรี แต่ต้องผ่านระบบการขึ้นทะเบียนและกำกับดูแลตามกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดให้ยาสัตว์ต้องขึ้นทะเบียนตำรับ โดยต้องมีข้อมูลด้าน คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย และการนำเข้ายาต้องผ่านกระบวนการอนุญาตที่เกี่ยวข้อง สำหรับยาสัตว์เฉพาะทางบางชนิด โดยเฉพาะยาที่ประเทศไทยใช้ในปริมาณไม่มาก ต้นทุนต่อหน่วยจึงอาจสูงกว่ายาที่ผลิตเป็นจำนวนมากสำหรับมนุษย์ ยาบางกลุ่ม เช่น ยาหัวใจบางชนิด ยามะเร็ง ยาสลบ ยารักษาโรคเฉพาะทาง ยาชีววัตถุ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อาจต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ราคาขึ้นอยู่กับทั้งราคาต้นทาง ค่าเงิน ค่าขนส่ง ระบบ cold chain และต้นทุนการจัดจำหน่าย จึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “ยาเม็ดเดียวกัน ทำไมโรงพยาบาลหนึ่งขายราคาไม่เท่ากัน” เพราะต้นทุนของยาและระบบจัดหาของแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีระบบกำกับยาสัตว์ค่อนข้างชัดเจน ยาที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องมีเลขทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สิ่งนี้มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของสัตว์ แต่ในเวลาเดียวกัน การขึ้นทะเบียน การนำเข้า และการควบคุมคุณภาพล้วนเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่เกิดขึ้นก่อนยาจะมาถึงมือสัตวแพทย์
3.การรักษาสมัยใหม่ต้องใช้ “คน” มากขึ้น ค่ารักษาในโรงพยาบาลสัตว์ไม่ได้เป็นค่าของสัตวแพทย์เพียงคนเดียวสัตว์ที่นอนโรงพยาบาลอาจต้องได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์ พยาบาลสัตว์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่รังสี เจ้าหน้าที่เวชระเบียน และบุคลากรอื่น ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง สัตว์ป่วย ICU หนึ่งรายอาจต้องได้รับการประเมินสัญญาณชีพซ้ำ ๆ ให้ยา สารน้ำ ออกซิเจน ตรวจระดับน้ำตาล ปริมาณปัสสาวะ ความดันเลือด ECG หรือ blood gas หลายครั้งต่อวัน ในบางรายจำเป็นต้องมีบุคลากรเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดแทบตลอดเวลาดังนั้นสิ่งที่เจ้าของจ่ายจึงไม่ใช่เพียง “ค่าห้องคืนละเท่าไร” แต่รวมถึงค่าแรงและเวลาของทีมที่ทำหน้าที่รักษาสัตว์ตลอดช่วงเวลานั้นด้วย ต้นทุนแรงงานของประเทศไทยเองก็เพิ่มขึ้น ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ตามอัตราที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และจังหวัดอื่นมีอัตราแตกต่างกันตามพื้นที่
แต่โรงพยาบาลสัตว์ไม่ได้ใช้เฉพาะแรงงานขั้นต่ำ เพราะยังต้องใช้บุคลากรวิชาชีพและบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง
4.ความรู้ทางสัตวแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อีกต้นทุนหนึ่งที่มองไม่เห็นคือ “ความรู้”สัตวแพทย์ในปัจจุบันไม่ได้เรียนจบแล้วใช้ความรู้ชุดเดิมตลอดชีวิตการทำงาน มาตรฐานการรักษาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง fluid therapy, CPR, sepsis, antimicrobial stewardship, pain management, anesthesia, oncology, cardiology, neurology หรือ critical care
สัตวแพทย์จำนวนหนึ่งต้องศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตร อนุมัติบัตรเฉพาะทาง residency หรือเข้าอบรมและประชุมวิชาการอย่างต่อเนื่อง
ความรู้ดังกล่าวทำให้สัตว์ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำขึ้น แต่ก็หมายความว่าโรงพยาบาลต้องลงทุนกับการพัฒนาคนเช่นเดียวกับการลงทุนในเครื่องมือ ในอดีตสุนัขหายใจลำบากอาจได้รับการเอกซเรย์และให้ยา วันนี้ผู้ป่วยรายเดียวกันอาจได้รับ point-of-care ultrasound, echocardiography, blood gas, cardiac biomarker, oxygen therapy หรือ mechanical ventilation ขึ้นอยู่กับอาการ ไม่ใช่เพราะสัตวแพทย์ต้องการ “ตรวจให้มากขึ้น” แต่เพราะ วันนี้เรามีความสามารถที่จะหาคำตอบได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน
5.ทำไมบางครั้ง “ค่าตรวจ” ถึงสูงกว่าค่ายา เจ้าของบางคนอาจรู้สึกว่า สัตว์ยังไม่ได้รับยาอะไรมาก แต่ทำไมค่าใช้จ่ายจึงสูงแล้ว เหตุผลคือการแพทย์สมัยใหม่พยายามตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า“สัตว์เป็นอะไร?”มากกว่าการให้ยาทดลองแล้วรอดู ตัวอย่างเช่น สุนัขอาเจียนหนึ่งตัวอาจเกิดจากอาหารไม่ย่อย ลำไส้อักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ไตวาย ตับผิดปกติ ภาวะ Addison's disease สิ่งแปลกปลอมอุดตัน หรือโรคอื่นอีกมากมาย การตรวจเลือด เอกซเรย์ หรือ ultrasound จึงไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่แยกขาดจากการรักษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่า ควรรักษาอะไร และควรหลีกเลี่ยงอะไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกตัวจำเป็นต้องตรวจทุกอย่างสัตวแพทย์ควรสามารถอธิบายให้เจ้าของทราบได้ว่า การตรวจใด จำเป็น การตรวจใดควรทำ และการตรวจใดสามารถรอได้ เจ้าของเองก็มีสิทธิถามคำถามเหล่านี้ได้เต็มที่
6.สิ่งสำคัญคือ “ค่ารักษาแพง” กับ “ค่ารักษาไม่สมเหตุผล” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันการรักษาที่มีราคาแพงไม่ได้หมายความว่าเป็นการรักษาที่ไม่เหมาะสม ในขณะเดียวกัน การมีเครื่องมือทันสมัยก็ไม่ได้หมายความว่าควรใช้เครื่องมือทุกชนิดกับผู้ป่วยทุกตัว หัวใจของการแพทย์ที่ดีจึงต้องอยู่ที่ Value-based Veterinary Care คือเลือกการตรวจและรักษาที่ให้ประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย และเป้าหมายของครอบครัวบางครั้งการตรวจ 1 รายการที่ตอบคำถามสำคัญได้ อาจมีคุณค่ามากกว่าการตรวจ 5 รายการที่ไม่ได้เปลี่ยนแนวทางการรักษา การสื่อสารเรื่อง “ทางเลือก” จึงสำคัญมาก เช่น แผน A เป็นการวินิจฉัยและรักษาเต็มรูปแบบ แผน B ลดรายการตรวจบางอย่างแต่ยังรักษาความปลอดภัยของผู้ป่วย หรือ แผน C เป็นการรักษาประคับประคอง หากเจ้าของไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายของแผนอื่นได้ แล้วเจ้าของสัตว์ควรเตรียมตัวอย่างไร? สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดอาจไม่ใช่การเตรียมเงินก้อนใหญ่สำหรับวันที่สัตว์ป่วยหนัก แต่คือการลดโอกาสที่จะไปถึงวันนั้น การฉีดวัคซีน การป้องกันพยาธิ การควบคุมน้ำหนัก การดูแลฟัน การให้อาหารที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพตามวัย และการพาสัตว์มาพบสัตวแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีความผิดปกติ ล้วนช่วยลดความรุนแรงของโรคบางชนิดได้แนวคิด Preventive Care จึงมีความสำคัญไม่เฉพาะต่อสุขภาพ แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วย จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพสัตว์ที่ดีไม่ใช่แค่การมีอาหาร น้ำ ที่พักที่ดี แต่รวมถึงเมื่อเขาเจ็บป่วยเราให้การดูแลเขาได้มากน้อยแค่ไหน ป้องกันดีกว่ารักษาครับ
น.สพ.นนทษิต ชุติณาณวัฒน์
หน่วยกิจการพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

