ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ‘แก้วตา’ ฟาดปม ‘สมบัติ’

ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายผู้หญิง และความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ‘แก้วตา’ ฟาดปม ‘สมบัติ’
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณี ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pornnapa lamsamarn” ได้ออกมาโพสต์เรื่องของตัวเองเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งอ้างว่าเคยโดนเหตุการณ์แบบนี้คล้ายๆกัน กับ "คนดัง"ในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้โพสต์ข้อความให้ชวนคิดว่า “คุณสมยศพูดแล้ว คุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?” (‘สาวกิจกรรม‘เปิดแชต สมบัติ เคลียร์ปมละเมิด โต้ไม่ได้ปลุกปล้ำในโรงแรม ฝ่ายหญิงขอบคุณให้บทเรียน อโหสิแต่ไม่ขอเจออีกแล้ว)
กรณีสมบัติ บุญงามอนงค์
ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพร่างกายและความยินยอมของผู้หญิง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
กรณีที่มีผู้หญิงออกมาเปิดเผยประสบการณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ในวันนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งแรกที่สังคมควรทำไม่ใช่การรีบตั้งศาลเตี้ยตัดสินใคร แต่คือ การไม่ทำให้เสียงของผู้ที่กล้าออกมาพูดถูกกลบหายไปอีกครั้ง
คุณสมบัติได้ชี้แจงว่าเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องจริง แต่มีความทรงจำและคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์บางส่วนแตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับความยินยอม นี่จึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสังคมต้องพูดเรื่อง Consent อย่างจริงจัง ไม่ใช่ลดทอนให้เหลือเพียงคำถามว่า “เคยมีความสัมพันธ์กันหรือไม่”
ความยินยอมไม่ใช่การเดา ไม่ใช่ความเงียบ ไม่ใช่ความเกรงใจ และไม่ใช่สิ่งที่อนุมานเอาเองได้เพราะอีกฝ่ายเคารพ ศรัทธา ทำงานด้วย หรือยังพูดคุยกับเราในภายหลัง
อีกประเด็นที่ควรแยกออกมาพูดให้ชัด คือเรื่องความรับผิดชอบต่อคู่สมรส หากในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวคุณสมบัติมีภรรยาอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหลักฐานว่ามีหรือไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศ เพราะการนอกใจกับการละ
เมิด Consent เป็นคนละเรื่องกัน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีความสำคัญเลย
เมื่อบุคคลหนึ่งมีพันธะต่อคู่สมรสอยู่แล้ว ความรับผิดชอบต่อความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ย่อมเป็นหน้าที่ของบุคคลที่มีพันธะนั้นเอง เราไม่ควรพลิกกลับไปตั้งคำถามกับผู้หญิงว่า “รู้ไหมว่าเขามีภรรยา” แล้วโยนภาระทางศีลธรรมทั้งหมดไปให้เธอ
และในพื้นที่การเมือง ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อน เพราะระหว่างนักกิจกรรมอาวุโส บุคคลสาธารณะ ผู้มีชื่อเสียง กับคนหนุ่มสาวหรืออาสาสมัคร อาจมี ความไม่สมมาตรทางอำนาจ (power asymmetry) ซ่อนอยู่ แม้จะไม่มีตำแหน่งในองค์กรอย่างเป็นทางการก็ตาม
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงหลายวันนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็น “ดราม่าฝ่ายประชาธิปไตย” หรือการแข่งขันกันขุดเรื่องฉาวของใคร แต่ควรมองว่าเป็นปรากฏการณ์แบบ #MeToo — เมื่อคนหนึ่งกล้าพูด เสียงของคนหนึ่งอาจทำให้อีกคนรู้ว่า ประสบการณ์ที่ตนเคยเก็บเงียบไว้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตนเพียงลำพัง
และนั่นคือพลังสำคัญของการที่ผู้ถูกกระทำ empower ซึ่งกันและกัน
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความยุติธรรมในพื้นที่สาธารณะ ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้เราหลีกเลี่ยงการตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองในพื้นที่ส่วนตัวได้
เราไม่ควรมีมาตรฐานสิทธิมนุษยชนชุดหนึ่งไว้ใช้ต่อสู้กับรัฐ แล้วมีอีกมาตรฐานหนึ่งไว้ใช้กับผู้หญิงที่อยู่ข้างเรา
และคำว่า “พวกเดียวกัน” ต้องไม่สำคัญกว่าคำว่า Consent
ดิฉันขอส่งกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่กำลังรวบรวมความกล้าเพื่อเล่าประสบการณ์ของตน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อวาน 5 ปี หรือ 20 ปีก่อน การที่คนคนหนึ่งใช้เวลานานกว่าจะสามารถพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้ทำให้เสียงของเขามีคุณค่าน้อยลง
ฟังเขาให้จบก่อน
อย่ารีบถามว่า “ทำไมเพิ่งพูด”
แต่ลองถามสังคมกลับว่า
“ที่ผ่านมา เราเคยสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยพอให้เขาพูดหรือยัง?”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

