‘ราช กรุ๊ป’จัดงบ 1 หมื่นล้าน ลงทุนไทย-อินโดฯ

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้า EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งจัดสรรงบลงทุนไว้ 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมและโครงการใหม่
โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้าน ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้าน ทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน สำหรับการบริหารสินทรัพย์ ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP และบริษัทถือหุ้นทั้งหมด
ทั้งนี้เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้ (Reliability) และความพร้อมจ่าย (Availability) ของเครื่องจักร ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง และรายได้ให้กับโรงไฟฟ้ามากขึ้น
ส่วนด้านการลงทุน ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย โดยตั้งเป้าที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังลม และโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ในขณะเดียวกันก็สนใจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งนี้บริษัทได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซีย ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์(MW) เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี และยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 MW ในเมืองบาตัม
ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด กำลังการผลิต 154.2 MW ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 MW กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในชลบุรี และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 MW ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 MW และ 20 MW แล้ว

