เช็กก่อนสาย หมอหัวใจและการกีฬา เจาะลึก 10 ข้อ'ไขมันในเลือด'ที่ต้องรู้

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือ "หมอแอร์" อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์หัวใจกีฬา (Sports Cardiology) และการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายสำหรับผู้มีความเสี่ยงโรคหัวใจ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Akanis Srisukwattana ได้โพสต์หัวข้อ "เล่าเรื่องไขมันในเลือดให้เข้าใจ ใน 10 ข้อ"
โดยระบุว่า บทความนี้ยาวครับแต่อยากส่งต่อให้ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าใจการดูไขมันได้ครับ save เก็บไว้ก่อนได้
เวลาเรามีไขมันสูง ไม่ใช่แค่ตอบว่า สูงเท่าไหร่ถึงต้องกินยา แต่เรากำลังประเมินว่า ในระยะยาวเรามีความเสี่ยงเกิด ของหลอดเลือดหัวใจและสมองมากน้อยขนาดไหน เพื่อทำการรักษาตามเป้าหมายของแต่ละความเสี่ยง
ผมขอสรุปเป็น 10 ข้อดังนี้ครับ
1. การตรวจไขมันพื้นฐานมีอะไรบ้าง
โดยทั่วไปจะมี 4 ค่า
Total cholesterol หรือคอเลสเตอรอลรวม
Triglyceride หรือไตรกลีเซอไรด์
LDL-C HDL-C
ถ้าจะดูให้ง่าย ผมแบ่งการอ่านผลออกเป็น 3 แกน
ไตรกลีเซอไรด์: สะท้อนเรื่องอาหาร น้ำตาล น้ำหนัก และภาวะดื้อต่ออินซูลิน
LDL-C, non-HDL-C, ApoB และ Lp(a): สะท้อนอนุภาคที่ก่อคราบไขมันในหลอดเลือด
HDL-C: ไขมันดี เป็นข้อมูลประกอบ แต่ไม่ใช่เกราะป้องกันที่ลบความเสี่ยงอื่นได้
2. ไตรกลีเซอไรด์ไม่ใช่ LDL และไม่ใช่ไขมันสะสมใต้ผิวหนังโดยตรง
ไตรกลีเซอไรด์เป็นรูปแบบพลังงานที่ร่างกายขนส่งอยู่ในเลือด
มักสูงขึ้นจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน น้ำหนักเกิน ไขมันพอกตับ เบาหวาน อาหารแป้งขัดสีและน้ำตาลมากเกินไป แอลกอฮอล์ รวมถึงบางโรคและยาบางชนิด
ในคนส่วนใหญ่ การลดน้ำหนัก ลดหวาน ลดแอลกอฮอล์ ออกกำลังกาย และคุมเบาหวาน ช่วยให้ไตรกลีเซอไรด์ลงได้ดีมาก
แต่ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อประเมินจริงจัง เพราะระดับที่สูงมาก เพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบ และอาจต้องใช้ยาร่วม
หลายคนจะเข้าใจผิดว่าการที่ไตรกลีเซอไรด์ insulin ดี น้ำตาลดี หลอดเลือด ไม่อักเสบ ต่อให้ ldl สูง ก็ไม่เป็นไร อันนี้เป็นจุดผิดพลาด ที่เราเจอได้บ่อยครับ
ให้มองแยกกันว่าเป็นคนละแกน มีความเชื่อมโยงกันบ้างแต่ไม่ทั้งหมด ถ้า ldl สูงเราก็ยังมีความเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจครับ
3. LDL-C คือค่าที่สำคัญต่อความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจ
LDL-C ไม่ได้หมายถึง “จำนวนเม็ดไขมันไม่ดี”
มันคือปริมาณคอเลสเตอรอลที่ถูกบรรทุกอยู่ภายในอนุภาค LDL ในเลือด
เมื่อมี LDL-C สูงและสัมผัสกับหลอดเลือดเป็นเวลานาน โอกาสที่คอเลสเตอรอลจะสะสมในผนังหลอดเลือดและก่อคราบไขมันก็เพิ่มขึ้น
ดังนั้น LDL-C สูงจึงเพิ่มความเสี่ยง แม้เราแข็งแรง ออกกำลังกาย หรือ นน ดีก็ตาม
LDL ค่าทั่วไป ไม่เกิน 130 แต่คนที่มีไขมันในเลือดสูง และจำเป็นจะต้องทำการรักษา เราจะรักษาให้ ldl ต่ำลงไม่เท่ากันครับ แต่อย่างน้อยๆต่ำลงให้ต่ำกว่าร้อย
4. LDL-C เท่ากัน ความเสี่ยงอาจไม่เท่ากัน
ลองนึกภาพว่า LDL-C คือ “ปริมาณคอเลสเตอรอลรวม” ที่กำลังถูกขนอยู่บนถนน
คนหนึ่งมีรถบรรทุก 10 คัน แต่ละคันบรรทุกของเต็ม
อีกคนมีรถบรรทุก 20 คัน แต่ละคันบรรทุกของน้อยกว่า แม้ของรวมจะเท่ากัน จึงมีค่า LDL-C เท่ากัน
แต่คนที่มีรถวิ่งอยู่มากกว่า ก็มี “จำนวนอนุภาคไขมัน” ที่ผ่านและมีโอกาสแทรกเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดมากกว่า
เพราะฉะนั้น LDL-C เท่ากัน ความเสี่ยงอาจไม่เท่ากันได้ ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง เบาหวาน อาจจะมี ldl ที่ดูไม่สูง แต่จริงๆอาจจะมีจำนวนไขมันไม่ดีสูงกว่าที่คาด
ApoB จึงเหมือนการนับจำนวนรถขนไขมันที่ก่อคราบ ไม่ได้ดูแค่น้ำหนักของที่บรรทุกทั้งหมด
5 ApoB คือการนับจำนวน “รถบรรทุกก่อหลอดเลือด”
ApoB เป็นโปรตีนที่อยู่บนอนุภาคก่อหลอดเลือดแทบทุกชนิด เช่น LDL, VLDL remnant และ Lp(a)
พูดง่าย ๆ คือ
LDL-C = ปริมาณคอเลสเตอรอลที่บรรทุก
ApoB = จำนวนรถบรรทุกทั้งหมด
ถ้า ApoB สูง แปลว่ามีอนุภาคก่อหลอดเลือดหมุนเวียนอยู่มาก แม้ LDL-C อาจดูไม่สูงมากก็ตาม
ภาวะนี้พบได้บ่อยในคนที่ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ อ้วนลงพุง เบาหวาน หรือ metabolic syndrome
ApoB จึงเป็นการตรวจเสริมที่มีประโยชน์ในคนกลุ่มนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องตรวจ
6 HDL ไม่ใช่ “ไขมันดีที่ยิ่งสูงยิ่งปลอดภัย”
HDL มักถูกเรียกว่าไขมันดี เพราะในภาพรวม คนที่ HDL ต่ำมักมีความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น
แต่ HDL สูง ไม่ได้แปลว่าสามารถหักล้าง ไขมันไม่ดีทั้งหลายได้ ไม่ใช่ 1-1 =0
จึงไม่ควรใช้คำว่า “HDL ของผมสูงอยู่แล้ว” เป็นเหตุผลปล่อย LDL-C สูงโดยไม่ต้องรักษา
7 non-HDL-C เป็นตัวเลขที่หลายคนมองข้าม
non-HDL-C คือคอเลสเตอรอลทุกชนิดที่อยู่ในอนุภาคซึ่งสามารถก่อคราบไขมันในหลอดเลือดได้
นอกจาก LDL แล้ว ยังรวม VLDL และ remnant cholesterol ซึ่งมักสำคัญขึ้นในคนที่ไตรกลีเซอไรด์สูง เบาหวาน อ้วนลงพุง หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน
จึงเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเมื่อไตรกลีเซอไรด์สูง
8. ApoA-I ไม่ใช่สิ่งตรงข้ามของ ApoB แบบง่าย ๆ
ApoA-I เป็นโปรตีนหลักที่อยู่บน HDL
โดยทั่วไปค่าสูงมักสัมพันธ์กับรูปแบบไขมันที่ดูดีขึ้น
ส่วนตัวไม่ค่อยใช้เจาะ รายการประเมินความเสี่ยงเพื่อทำการรักษาครับ
9. Lp(a) คือความเสี่ยงที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นหลัก
Lp(a) หรือ Lipoprotein(a) เป็นอนุภาคคล้าย LDL ที่มี Apo(a) ติดอยู่เพิ่มมา
ถ้าเปรียบไขมันเหมือนรถบรรทุก อันนี้เป็นรถบรรทุกที่มีตะขอเกี่ยว ถ้าสูง จะเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และลิ้นเอออร์ติกตีบจากหินปูน มากกว่าไขมันที่สูงปกติครับ
ระดับ Lp(a) ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ การกินดีและออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยมากไม่ได้ลดค่า Lp(a)
แนะนำให้ผู้ใหญ่ตรวจ Lp(a) อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต
ค่าตั้งแต่ 75 nmol/L หรือ 30 mg/dL ขึ้นไปถือว่าสูง
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเพื่อลด Lp(a) โดยเฉพาะที่ใช้เป็นมาตรฐานทั่วไป สิ่งสำคัญคือคุม LDL-C ความดัน น้ำตาล น้ำหนัก การสูบบุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงอื่นให้เข้มขึ้น พร้อมพิจารณาตรวจคนในครอบครัว
แต่ในอนาคตในไม่ช้าจะมียารักษาโดนเฉพาะครับ
10. การรักษาไขมันไม่ควรตัดสินจากเลขเดียว
เวลาหมอดูผลไขมัน จะไม่ดู LDL-C อย่างเดียว
เราดูร่วมกับ ข้อความเสี่ยงทางการแพทย์ เช่น อายุ ความดัน เบาหวาน โรคไต การสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว LDL-C เดิมที่ยังไม่รักษา ApoB, Lp(a) และหลักฐานของคราบไขมันในหลอดเลือด
อาจมีการใช้เครื่องคำนวณความเสี่ยงโรคหัวใจใน 10 ปี เช่น PREVENT ของอเมริกา SCORE2 ของยุโรป หรือ Thai CV Risk Score ของไทย เพื่อช่วยวางแผ
ซึ่งการประเมินนี้ แล้วแต่ว่าแพทยย์แต่ละท่านใช้อะไรประเมินครับ เพื่อกำหนดเป้าหมายในการรักษาโดยดูที่ค่า ldl และบางกรณีดู Apo B ด้วย
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนมีความเข้าใจเรื่องไขมันชนิดต่างๆที่เราตรวจกันมากขึ้นนะครับรวมถึงแนวทางในการรักษา อ่านเข้าใจ ไม่เข้าใจตรงไหนบ้างครับ
ฝากกดติดตาม สำหรับความรู้เรื่องหัวใจและการออกกำลังกายครับ
หมอแอร์
หมอหัวใจและการกีฬา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

