วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ชาวนาวอนตรึงราคาปุ๋ย-ประกันราคาข้าว

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ต้นแคระแกรนใบเหลือง ชาวนาสิ้นหวังวอนรัฐตรึงราคาปุ๋ย 800 บาท-ประกันราคาข้าว 9,000 บาท/ตัน
วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีทั้งการทำนาหว่านและนาดำ พบว่าแปลงนาข้าวที่เริ่มทำตั้งแต่ต้นฤดูฝนกำลังอยู่ในระยะแตกกอ ส่วนแปลงที่ทำช่วงกลางฤดูฝนต้นข้าวเริ่มตั้งตัวและต้องการการบำรุง แต่ภาพรวมที่พบเห็นกลับน่าตกใจ เนื่องจากต้นข้าวในหลายแปลงมีลักษณะแคระแกรน ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร และใบเริ่มมีสีเหลืองซีด แม้ว่าในพื้นที่แปลงนาจะมีน้ำขังหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ก็ตาม
สาเหตุหลักมาจากชาวนาขาดเงินทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่บำรุงต้นข้าว เนื่องจากราคาปุ๋ยเคมีตามท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นและตรึงราคาแพงต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัจจุบันปุ๋ยเคมีบรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม มีราคาพุ่งสูงถึง 1,100–1,200 บาท และหากชาวนารายใดไม่มีเงินสด จำเป็นต้องซื้อผ่านระบบสินเชื่อหรือเงินติดไว้ก่อน ราคาจะถูกบวกเพิ่มขึ้นอีกกระสอบละ 150 บาท ทำให้ภาระตกหนักอยู่กับเกษตรกรรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายแก่น อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้สะท้อนปัญหาถึงภาวะต้นทุนการทำนาในปัจจุบันว่า ชาวนาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งค่าจ้างรถไถนา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันสูบน้ำ และค่าแรงงาน หากเลือกทำนาดำเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยก็ต้องเจอค่าจ้างรถดำนาสูงถึงไร่ละ 1,200 บาท ชาวนาส่วนใหญ่จึงจำใจเลือกทำนาหว่านเพื่อประหยัดค่าแรง แต่กลับต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงจำนวนมากเฉลี่ย 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อปุ๋ยเคมีมีราคาแพงเกินรับไหว ชาวนาจำนวนมากจึงไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ทำให้ต้นข้าวขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำอย่างน่าเสียดาย
จากวิกฤตดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์จึงร่วมกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ขอให้รัฐบาลเข้าดูแลโครงสร้างราคาปุ๋ยเคมีจำหน่ายในท้องตลาด โดยปรับลดราคาลงมาให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรรับไหวที่ 800 บาทต่อกระสอบ (50 กก.) และ 2.ขอให้นำนโยบายประกันราคาหรือพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปี ให้อยู่ที่ 8,000–9,000 บาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 8–9 บาท เพื่อให้ชาวนามีกำไรหลงเหลือพอเลี้ยงดูครอบครัวและลืมตาอ้าปากได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว








