ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปม ยิ่งชีพ นำสำนวนคดีมาเปิดเผย มีความผิดอาญา ชี้เบสสัญญาณมือถือยืนยันการกระทำความผิดไม่ได้

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 กรณีนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ได้เปิดเผยสำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อสาธารณะและพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว.นั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฎฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณและกล่าวว่า การเปิดเผยสำนวนที่อัยการสั่งให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนเพิ่มเติม เป็นกระบวนการในชั้นสอบสวน เป็นสายธารในการอนวยความยุติธรรมในคดีอาญาเริ่มต้น เป็นขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน บุคคลใดจะนำความลับในสำนวนนคดัไปเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด หากนำไปเปิดเผย จะเป็นความผิดฐานเปิดเผยความลับราชการ ปอ.164 ,พรบ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561

สำนวนคดีอยู่ในความครอบครองของคณะพนักงานสอบสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเมื่อได้สอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว สำนวนคดีเป็นเอกสารราชการและเป็นความลับ บุคคลใดลักลอกแอบคัดลอกไปส่งให้แก่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ย่อมมีความผิดอาญา ส่วนนายยิ่งชีพฯได้นำเปิดเผยต่อสื่อมวลชน นายยิ่งชีพฯไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิด ตาม พรป.ปปช.มาตรา 172 ปอ.มาตรา 164 ประกอบมาตรา 86 ไม่ว่าจะได้สำนวนนั้นด้วยวิธีการอื่นใด ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น แม้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานรายใด ย่อมคาดหมายได้ว่า ผู้เปิดเผยเอกสารราชการ มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน ตาม ปอ.มาตรา 2 (16) และ พรป.ปปช.มาตรา 4
ต้องเรียนพี่น้องสื่อมวลชนและสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า สำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ดี สำนวนคดีทุจริตการเลือก พรป.สว.ของ กกต.ก็ดี ตราบคดียังไม่ถึงที่สุดและไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ย่อมไม่อาจเปิดเผยได้ เพราะกระทบสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนในคดี กระทบกระเทือนต่อมาตรฐานในการอำนวยความยุติธรรม และเป็นช่องทางให้ฝ่ายผู้ต้องหานำข้อเท็จจริงไปต่อสู้คดัได้ โดยคดีนี้ ยังไม่แน่นอนว่า พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีจะสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะต้องยึดถือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ของมติที่ประชุมใหญ่ กกต.ในการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน คดีฮั้ว สว.เป็นหลัก
ส่วนกรณีกล่างอ้างเรื่องพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลทางโทรศัพท์ หรือภาษาชาวบ้านที่เรียกว่า “เบสสัญญาณโทรศัพท์” ระหว่างนักการเมืองในจังหวัดอ่างทองสังกัดพรรคภูมิใจไทยนั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า เป็นความอ่อนด้อยประสบการณ์กฎหมทมายในภาคปฏิบัติของนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ที่ขาดความรู้ความเข้าใจกฎหมายในภาคปฏิบัติ แล้วจะมาทำหน้าที่ผู้จัดการไอลอว์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับองค์กรนี้และไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย อาจเรียกว่าได้ กลุ่ม NGO เพียงต้องการเงินบริจาคจากต่างประเทศ ไม่ได้กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่สุดท้ายปลายทาง บ่งชัดว่า เป็นกลุ่มเดียวกับพรรคส้ม ขอตั้งคำถามว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากไอลอว์ หรือต้องการเพียงเศษเงินเพื่อดำรงชีพเพื่อความอยู่รอด พวกคุณอยากไปตรวจสอบองค์กรอื่น ตัวเองยังไม่สะอาดเลย
ต้องนำเรียนกับต้องเรียนพี่น้องสื่อมวลชนและสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า พยานหลักฐานในคดีร่วมกันทุจริต พรป.สว.มาตรา 77(1) ต้องปรากฏชัดว่า มีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำความผิด เช่น มีหลักฐานการให้เงิน สัญญาว่าจะให้เงิน หากเป็นการให้ทรัพย์สิน อาทิ เงิน ต้องมีหลักฐาน คือ การส่งมอบเงิน ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ อย่าไปคาดคะเนกันเอง
ส่วน “เบสสัญญาณโทรศัพท์” ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญเพราะไม่ใช่คดีฆ่าคนตาย เพราะคำว่า ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดในคดี พรป.สว. ต้องเป็นเรื่องระหว่างผู้สมัครกับผู้สมัคร หรือผู้สมัครกับตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนด้วยกัน ส่วน “เบสสัญญาณโทรศัทท์” เพื่อยืนยันว่า ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 นักการเมืองรายดังกล่าวอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ไม่อาจยืนยันการกระทำความผิดได้
เพราะการทุจริตการเลือก สว. จะต้องมีการกระทำก่อน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 และต่อเนื่องไปจนวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และผู้ร้องคัดค้านผลการเลือก สว.ภายใน 3 วัน จึงจะเป็นผู้เสียหาย ตาม พรป.สว.มาตรา 88 แต่ส่วนใหญ สว.สำรอง ไปร้อง กกต.ให้เพิกถอนคุณสมบัติ ตัวจริง เพื่อให้ตนเองเป็นตัวสำรอง เข้ามาเสียบแทน พูดภาษาชาวบ้าน กระสันอยากเป็น สว.ตัวจริง ช่วงใกล้ที่ประชุมมติ กกต.ชี้ขาด จะเห็นปรากฏการณ์บึบ กกต.ทุกช่องทาง เป็นเกมการเมืองเท่านั้น เพราเ สส.ไม่อาจตรวจสอบ กกต.องค์กรอิสระได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ถือเป็นการแทกรแทรกเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรอื่น ตาม รธน.มาตรา 185 ตรงนี้ เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตนไม่ได้ชี้ช่องนะ แต่แนะนำว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เกลือจิ้มเกลือ ให้ไปยื่นคำร้องต่อ ปปช.ตาม รธน.219 มาตรฐานจริงธรรมฯ พ.ศ.2561 และ พรป.ปปช.ให้ไต่สวน หาก ปปช.ชี้มูล ตาม รธน.235 วรรคหนึ่ง(1) วรรคสี่ สส.ที่ไม่รู้หน้าที่ของตนเองและไม่รู้กฎหมาย ผลปลายทาง จะถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีพ
เท่าที่ตนติดตามข่าวการเลือก สว. พบข้อเท็จจริงว่า วันที่ 30 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกประกาศคำสั่งของพรรคห้าม กก.บห.ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว.ในปี 2567 และในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ท่านอนุทิน ได้ประกาศย้ำต่อสาธารณะ ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องถามพี่น้องสื่อว่า ได้เห็นประกาศฉบับนี้เหมือกับตนหรือไม่ หากไม่เคยเห็นไปสืบค้นดูได้
ต้องสื่อสารพี่น้องประชาชนว่า ระบบเลือกไขว้ ระหว่างผู้สมัครกับผู้สมัครด้วยกัน ตาม พรป. สว. เป็นการออกแบบป้องกันการทุจริตระหว่างผู้สมัครด้วยกันไว้อยู่แล้ว อย่าไปหลงเชื่อกับกลุ่มนี้ ส่วนปมรับเงินบริจาคสู้คดี คนได้กล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต ผู้ต้องหาที่ 1 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ 2 นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 3 กับพวกรวม 6 คน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, พรบ.คอมพิวเตอร์ และ พรบ.ควบคุมการเรี่ยยไรเงิน ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ไว้หลายกรรมกระทำความผิด กรณีเปิดรับบริจาค เรี่ยไรเงินจากพี่น้องประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยโดยมีวัตถุประสงค์โดยมีพฤติการณ์แห่งคดี ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จนถึงวันนี้ เปิดรับบริจาคเรี่ยไร เป็นการหลอกลวงพี่น้องประชาชน จำนวน 2 บัญชี ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจกระทำได้เพราะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชโปรดระมัดระวังทรัพย์สินของท่าน อย่าหลงตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ต้องหากลุ่มนี้ เพราะสุดท้ายปลสายทาง่อมถูก ปปง.ยัดทรัพย์สินของกลางทั้งหมดเพราะโอนเงินผ่านบัญชี แตละครั้ง เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แยกแต่ละกรรม
สัปดาห์หน้าตนจะไปยื่นคำร้องต่อ ปปง.ขอให้ยึดทรัพย์จากกลุ่มนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กับพวก ผู้ต้องหากลุ่มนี้

