อภิสิทธิ์ ขยี้ 4 ประเด็น ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เตือนฉุด ศก.ไทย มั่นคงน้อยลง หนี้สาธารณะแตะเพดาน

"อภิสิทธิ์"ขยี้ 4 ประเด็น ค้าน"รัฐบาล"ออก"พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" เตือนฉุด ศก.ไทย มั่นคงน้อยลง หนี้สาธารณะแตะเพดาน ข้องใจหากวิกฤตยังลากยาว-ยืดเยื้อ จะเอาเงินที่ไหนมาแก้ ชี้"ทำไทยช่วยไทยพลัส" 4 เดือน ใช้จ่ายจริงตามท้องตลาดได้แค่เดือนละ 10 วัน ถามหลังจากนี้ของแพงพุ่งจะทำยังไง สับเปลี่ยนผ่านพลังงานไร้วางระบบ เสี่ยงเปิดช่องทุจริต เอื้อประโยชน์การเมือง ฟันฉับหากปล่อยผ่านไปจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน
26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เราพิจารณาร่าง พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ตนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลฯฉบับเต็ม และพบข้อเท็จจริง 4 ประการ 1 บรรดาพยานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านกฎหมายมหาชน การคลัง ภาษีอากร และด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ศาลฯได้เชิญมาให้ถ้อยคำ หรือความเห็นทั้งหมด เห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านว่า พ.ร.ก.ฯ ดังกล่าวไม่ชอบ เพราะสถานการณ์ที่นำมาสู่การตรา พ.ร.ก.ฯ ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จากการอภิปรายตลอดทั้งวัน การอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วนโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด วงเงิน 2 แสนล้านบาท ฟังไม่ขึ้น รัฐบาลยังไม่สามารถกลั่นกรองได้ว่าโครงการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้คือโครงการอะไร เป็นการฟ้องอย่างชัดเจนว่า หากเรื่องนี้จำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพร้อมที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ เหตุผลที่ตนไม่อนุมัติ พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ เพื่อยืนยันว่าเป็นความพยายามหลีกเลี่ยง และลดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประการที่ 2 พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ ไม่สามารถแก้ปัญหาจากวิกฤตที่ถูกอ้างขึ้นเป็นเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ตนอยากฝากไปถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่พยายามชี้แจงทุกครั้ง มันมีช่องโหว่เชิงตรรกะอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นๆ เพราะเศรษฐกิจยังไม่หดตัว แต่มีวิกฤตมาเป็นระลอกเริ่มต้นจากราคาพลังงาน แล้วทำไมไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท มาแจกในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดีเซลขณะนี้อยู่ที่ 38 บาท สิ่งที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือคือกองทุนน้ำมันที่แบกอยู่เกือบ 6 บาท จะเป็นภาระประชาชนในอนาคต แต่สิ่งที่รัฐบาลพยายามไปดึงมาจากโรงกลั่นยังอยู่แค่เพียง 2.40 บาท มันไม่ได้มีความจริงจัง ไม่มีความเป็นระบบ เพราะก่อนเกิดวิกฤต ค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2 บาท ปัจจุบันอยู่ลิตรละ 8 บาท เท่ากับ 4 เท่า ถึงแม้จะปรับตามสูตร ค่าการกลั่นที่ปรับแล้วก็ยังคงสูงกว่า 2 บาทเป็นเท่าตัว แต่รัฐบาลยังไปดึงมาเพียงแค่ 2.40 บาท
“ช่องโหว่ตรงนี้จึงกลายเป็นข้ออ้าง แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่เราเคยเสนอให้ผลิตไฟจากก๊าซ ที่คล้ายกับเรื่องค่าการกลั่น ว่าถ้าปรับสูตรจริงๆมันจะลดกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตไฟฟ้าแล้วมาลดให้กับประชาชนได้ ถือว่าใช้เงินน้อยกว่า แต่รัฐบาลกลับกลายเป็นปล่อยให้มันลุกลามมา สุดท้ายก็พยายามใช้วิธีการเยียวยา ซึ่งทำได้เพียง 4 เดือน ใครเดินตามตลาดจะรู้ว่าทำได้แค่เดือนละ 10 วัน ถามว่าหลังจากนี้เมื่อของแพงขึ้นไปแล้ว แล้วไม่มีเงินจะช่วยแล้ว มันแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แทนที่จะมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดหรือตรึงค่าครองชีพ แล้วไม่ต้องนำเงินก้อนนี้มาทำแล้วสูญสิ้นไปภายในระยะเวลา 4 เดือน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประการที่ 3 ปัญหาที่เกิดขึ้นยังเรียกไม่ได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มันต้องเป็นกรณีที่เศรษฐกิจใกล้จะล้มลาย รัฐบาลไม่มีเงินมาใช้จ่ายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่หลังจากการกู้เงิน 4 แสนล้านนี้แล้ว เศรษฐกิจมั่นคงน้อยลง เพราะหนี้สาธารณะไปแตะเพดานที่ร้อยละ70 แต่รัฐบาลพูดเองว่า วิกฤตนี้ยังไม่จบ ยืดเยื้อ ถามว่าหากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินในการมาทำตรงนี้ จะเอาเงินที่ไหน การแก้ปัญหาตรงนี้ มันจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเลือกเส้นทางแก้ปัญหาผิดพลาด วันนี้ค่าครองชีพสูงขึ้น วิกฤตยืดเยื้อ แต่เงินท่านหมดแล้ว เศรษฐกิจจึงเปราะบาง มั่นคงน้อยลง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า และประการที่ 4 การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด มันไม่ได้ผ่านกระบวนการคิด การวางยุทธศาสตร์ ที่เป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล การไปสรุปว่าเราต้องกระโดดไปใช้พลังงานแสดงอาทิตย์ให้มากที่สุดทั้งหมด ที่เป็นการผลิตพลังงานในประเทศคือแสงแดด แต่อุปกรณ์เกือบทั้งหมดต้องนำเข้า แล้วเราต้องมาพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เหล่านี้แทน ส่วนข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาจไม่ได้อยู่ที่เงินที่ต้องไปกู้มา และถึงกู้มาแล้วเราก็เชื่อว่าทำตามที่ประกาศไม่ได้ เป้าที่ตั้งไว้มันไม่เป็นจริง เพราะจำนวนอุปกรณ์ จำนวนคนติดตั้ง มันไม่เพียงพอที่จะทำตามอายุของ พ.ร.ก.นี้
“ทั้งหลายทั้งมวลก็ทำให้กังวลต่อไปอีกว่า พอเดินไปอีกสักระยะนึงรัฐบาลอาจจะบอกว่าในที่สุดกำลังจะทำตามที่ประกาศไว้ คราวนี้สามารถโยกเงินกลับมาหมวดหนึ่งกลับไปกลับมาหรือไปทำโครงการ ที่อ้างว่าเป็นการเรียนรู้สร้างทักษะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวคราวโครงการจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการแก้วิกฤตตรงนี้และสุ่มเสี่ยงที่หลายคนตั้งข้อสังเกตอาจจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ในเรื่องการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอรัปชั่น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการ ตนจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ ตนฟันธงว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับวิกฤติปัญหาจากวิกฤตพลังงานต่อไป และจะไม่เห็นฐานที่มั่นคงหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน ตนยืนยันในการคัดค้าน ทั้งในแง่กฎหมายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การคิดถึงความเสี่ยงของประเทศ และยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

