เอ็ดดี้ เบรกดรามา ฮ.ยิงชาวบ้าน ชี้อย่าเพิ่งตัดสินจากภาพที่จินตนาการขึ้นมา

วันนี้ 27 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ถึงกรณี ฮ.ยิงชาวบ้าน ที่กลายเป็นประเด็นร้อนไปก่อนหน้านี้ที่ภาคใต้ หลังเกิดเหตุก่อความไท่สงบขึ้นมากกว่า 50 จุด ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "เรื่อง “ฮ.ยิงชาวบ้าน” อย่าเพิ่งตัดสินจากภาพที่เราจินตนาการขึ้นมา ลองดูว่าทางยุทธวิธี มันทำกันได้จริงหรือไม่ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
วันนี้ข้อถกเถียงเรื่องเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดุเดือด ต่างฝ่ายต่างหยิบเหตุผลมาสนับสนุนข้อสรุปของตนเอง บางคนถึงกับคำนวณมุมยิง ระยะ และวิถีกระสุนกันด้วยตรีโกณมิติ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมยังพูดถึงกันน้อยเกินไป นั่นคือ “ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริงทางยุทธวิธีอากาศ–พื้นดิน”

ผมจึงลองนำข้อมูลจากผู้ที่เคยรับผิดชอบงานยุทธการอากาศในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง มาเรียบเรียงให้เห็นภาพว่า การนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ไม่ใช่เรื่องที่นักบินจะเห็นใครอยู่ข้างล่างแล้วบินลงไปยิงได้ตามใจชอบ ย้อนกลับไปในยุคแรกของการปฏิบัติการใน จชต. ซึ่งระบบสนับสนุนทางอากาศยังไม่ได้พร้อมเหมือนปัจจุบัน หน่วยงานในพื้นที่ต้องจัดทำสนามเฮลิคอปเตอร์กระจายไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อใช้ส่งกำลังหรือเคลื่อนย้ายกำลังอย่างเร่งด่วนในเวลากลางคืน เหตุผลหนึ่งก็คือ การเดินทางทางถนนในบางช่วงมีความเสี่ยงจากการลอบโจมตี รวมถึงการโปรยตะปูเรือใบเพื่อสกัดรถเจ้าหน้าที่ แต่การจะให้เฮลิคอปเตอร์ลงสนามแห่งหนึ่งในเวลากลางคืน ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่นักบินเห็นพื้นที่ว่างแล้วบินลงไปได้เลย
ขั้นแรก ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสนามทางภาคพื้นก่อน ต้องดูขนาดพื้นที่ ทิศทางขึ้นลง สิ่งกีดขวาง แนวต้นไม้ เสา สายไฟ ภูมิประเทศ ตลอดจนทิศทางที่เหมาะสมต่อการบินเข้าและออก
จากนั้นจึงนำนักบินเข้าไปทำความคุ้นเคยกับสนามในเวลากลางวันและทดลองลงสนามจริง หลังจากนั้นจึงมีการฝึกบินและลงสนามในเวลากลางคืนโดยใช้อุปกรณ์ช่วยการมองเห็น รวมถึงต้องฝึกเจ้าหน้าที่ภาคพื้นในการรับเฮลิคอปเตอร์ ทดสอบระบบสื่อสาร และกำหนดขั้นตอนประสานงานระหว่างอากาศกับภาคพื้นให้ชัดเจน ผมเล่ารายละเอียดตรงนี้เพื่อให้เห็นประเด็นหนึ่งว่า
“ปฏิบัติการทางอากาศในเวลากลางคืนต้องมีการวางแผนและประสานงานล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ” ไม่ใช่เรื่องที่เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินผ่านมา แล้วคนบนเครื่องจะเห็นใครบางคนข้างล่าง ก่อนให้นักบินบินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ไล่ตามภูเขา เพื่อเปิดโอกาสให้คนในห้องโดยสารยิงเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเมื่อกลับมาดูภูมิประเทศบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขา คำอธิบายว่าเฮลิคอปเตอร์บินต่ำติดตามบุคคลหรือรถไปตามภูมิประเทศในเวลากลางคืน จึงมีคำถามทางการบินอย่างมาก เพราะนักบินไม่ได้ต้องคิดเพียงเรื่อง “ตามเป้าหมายให้ทัน”เขาต้องคิดถึงภูเขา แนวต้นไม้ สิ่งกีดขวาง ระดับความสูง ทัศนวิสัย ความปลอดภัยของอากาศยาน และชีวิตของคนทั้งลำ
อีกเรื่องที่แทบไม่มีใครพูดถึงคือ การชี้เป้าจากภาคพื้นสู่อากาศ สมมติว่ามีด่านตรวจหรือหน่วยภาคพื้นพบคนที่ต้องสงสัยคำถามคือ เขาจะบอกเฮลิคอปเตอร์อย่างไรว่า “คนไหนคือเป้าหมาย?”
ในเวลากลางคืน เมื่อมองลงมาจากอากาศ คนบนพื้นมีขนาดเล็กมาก การจะบอกว่า “คันนี้ คนนี้ ตรงนี้” จำเป็นต้องมีระบบการติดต่อ ตำแหน่งพิกัด ขั้นตอนชี้เป้า และการซักซ้อมระหว่างหน่วย
มันไม่ใช่การโทรบอกนักบินว่า “คนที่กำลังวิ่งอยู่นั่นแหละ” และนี่นำไปสู่อีกคำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากตามเรื่องที่กำลังเล่ากัน มีการกล่าวถึง “จ่า” คนหนึ่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์และเป็นผู้ยิง ถ้าเป็นเช่นนั้น เราต้องถามต่อว่า จ่าคนนี้คือใคร? ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ในฐานะอะไร? นั่งอยู่ตำแหน่งใด? ใช้อาวุธชนิดไหน? แล้วเขามีอำนาจในสายการบังคับบัญชามากถึงขนาดสามารถสั่งนักบินซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรให้บินซ้าย บินขวา ลดระดับ หรือเปลี่ยนทิศ เพื่อให้ตนเองยิงเป้าหมายได้จริงหรือ? เขาติดต่อกับนักบินจากห้องโดยสารอย่างไร?
ใครเป็นผู้ระบุว่าบุคคลบนพื้นคือเป้าหมาย? ใช้เครื่องมืออะไรในการชี้เป้า? และหน่วยภาคพื้นติดต่อกับเฮลิคอปเตอร์ผ่านระบบใด? คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การพยายามช่วยทหารแก้ตัว แต่เป็นการทดสอบ “ความสมเหตุสมผลของข้อกล่าวหา” ด้วยวิธีเดียวกับที่เราควรทดสอบคำชี้แจงของฝ่ายทหาร ถ้ามีการยิงจริง ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครยิง จากอาวุธชนิดใด และใครเป็นผู้สั่ง แต่ถ้าจะกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์ของรัฐใช้อาวุธยิงประชาชน เราก็ควรถามให้ครบเช่นกันว่า เหตุการณ์ตามที่เล่ากันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงภายใต้ระบบการบิน การบังคับบัญชา การประสานงาน และข้อจำกัดทางยุทธวิธีหรือไม่ เพราะ “มีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่ในบริเวณนั้น” กับ “เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นเป็นผู้ยิง” เป็นข้อเท็จจริงคนละเรื่องกัน และสิ่งที่อันตรายที่สุดในพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งสะสมมายาวนาน คือการนำช่องว่างระหว่างสองเรื่องนี้มาเติมด้วยข้อสันนิษฐาน แล้วเผยแพร่ข้อสันนิษฐานนั้นจนประชาชนเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง
ผมไม่ได้เสนอให้ใครเชื่อทหารโดยไม่ตรวจสอบ แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาทหารโดยไม่ตรวจสอบเช่นกันถ้าต้องการความจริง เราต้องตรวจทั้งข้อมูลการบิน การสื่อสาร รายชื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ อาวุธและกระสุนบนเครื่อง หลักฐานจากจุดเกิดเหตุ วิถีกระสุน และผลนิติวิทยาศาสตร์เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจบด้วยคำถามว่า “คุณจะเชื่อทหาร หรือเชื่อผู้กล่าวหา?” แต่ควรจบด้วยคำถามว่า “ข้อกล่าวหานั้น สอดคล้องกับหลักฐานและความเป็นจริงในการปฏิบัติการหรือไม่?” นั่นต่างหากคือวิธีแยกข้อเท็จจริงออกจากเรื่องเล่า "

หลังจากโพสต์ของ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"อาจารย์วิเคราะห์ดีชัดเจนมากคนในสภาบางคนพูดเหมือนกับมันอยู่ในเหตุการจริงต้องเรียกว่าใส่ร้ายทหารอย่างแน่นอนพวกมันน่าจะเป็นพวกโจรใต้เหมือนกัน"
"มันกลบข่าว ที่พวกมันเผาเซเว่น"
"เป็นไปได้ยากมาก"
"จัดการให้สิ้น"
"ฝากอีกคำถามครับ สมมตินะ ...ถ้าเจ้าหน้าที่ยิงจริง
(1)กลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุความไม่สงบ และเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุม
(2)เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดคิดว่ากลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบ จึงติดตามจับกุม ทั้งที่กลุ่มวัยรุ่นคือชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ
คำถามคือ...ไม่ว่าจะ (1) หรือ (2) เมื่อเจ้าหน้าที่ลงมือยิง ทำไมเลือกยิงบางคน ไม่ใช่ทั้งหมด และเมื่อลงมือแล้ว มีคนเจ็บแล้ว เหตุใดเจ้าหน้าที่ต้องล่าถอยออกไป ในสายตาของคนในพื้นที่ ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางใกล้เคียงกัน ไม่ได้มองว่าเจ้าหน้าที่ดี
ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ยิง ถ้าถูกตัว ก็ยิ่งต้องทุ่มกำลังปิดล้อมจับกุม ถ้าผิดตัว และเจ้าหน้าที่เลว...อย่างที่คนในพื้นที่ปรามาสไว้ การทำให้"เหยื่อ" พูดไม่ได้ ให้การไม่ได้ตลอดกาล น่าจะเป็นวิธีที่จบเรื่องได้เงียบที่สุดหรือไม่ จะปล่อยให้รอดมาชี้ตัว พูดจาเหมือนคนเมาท่อมไปทำไม? ไม่เห็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต้องล่าถอยเลย ในเมื่อมีอำนาจทำลายล้างสูงกว่าอีกฝ่าย น่าจับห้าคนแยกสอบสวน อาจจะได้พล็อตนิยาย 5 เรื่องก็เป็นได้ ใครจะรู้"
"แล้วทำไมถึงไม่กล้าสอบสวน หาความจริงหลักฐานในที่เกิดเหตุก็มี ตาวจสอบแบบตรงไปตรงมา นี้สอบก็ยังไม่สอบพิสูจน์ก็ยังไม่พิสูจน์ ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีสมมติในหัวกันทั้งนั้น อย่าเอาชื่อเสียงตัวเองมาแลกเลยครับ ด้วยความเคารพ"






ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

