‘แสวง’โวลั่นคดีบาร์โค้ด ไม่เป็นโมฆะ ศาลรธน.จัดเดินเผชิญสืบ ตรวจจุดเก็บบัตรเลือกตั้ง

ตุลาการศาล รธน.เดินเผชิญสืบคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ตรวจสถานที่เก็บบัตร พร้อมผู้ตรวจการแผ่นดิน กกต. “แสวง” ระบุ ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว มั่นใจตั้งแต่นำบาร์โค้ดลงบนกระดาษ ไม่ขัด รธน.ด้าน“สมชัย” ตั้ง 4 ข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาคดี
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวนร่วมตรวจสอบกับศาลรัฐธรรมนูญ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 8กุมภาพันธุ์ 2569 ที่สำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ยังมีคู่ความเข้าร่วมตรวจสอบพยานหลักฐาน ประกอบด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.,วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางมาร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยเช่นกันโดยใช้เวลาตรวจสอบประมาณ1ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ
นายแสวงเปิดเผยว่า การเผชิญสืบในวันนี้เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราให้การต่อหน้าบัลลังก์ เหมือนกับสิ่งที่เราพูดไปหรือไม่ และคาดว่าศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็นจนสิ้นกระแสความ โดยศาลได้เดินดูพร้อมมีเจ้าหน้าที่อธิบาย ฟังจากที่ท่านพูดก็น่าจะครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังให้โอกาสผู้ร้อง คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่ามีประเด็นอะไรที่จะสอบถามผู้ถูกร้องหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนจะถึงวันนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 28กันยายนนี้ ศาลได้ให้แนวทางในการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไรอีกหรือไม่ นายแสวงระบุว่า สำหรับทาง กกต.ศาลจะให้ทำคำแถลงปิดคดี ภายในวันที่ 11กันยายนเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตระหนักอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เราทำว่าเพื่ออะไร
เมื่อถามอีกว่าหลังการเดินเผชิญสืบวันนี้ มีความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า เรามั่นใจตั้งแต่เรานำบาร์โค้ดลงในกระดาษแล้ว
ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ประเด็นถอดรหัส...“เดินเผชิญสืบ” คดีบาร์โค้ด ตอนหนึ่งว่า ตนเกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน พอไปค้นเขาบอกว่าเป็นภาษากฎหมายที่ใช้มาเมื่อ รศ.113 ตรงกับ พ.ศ.2437 เมื่อ 132 ปีที่แล้ว ปกติคนต้องไปศาล นำพยานไปที่ศาล แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่สามารถมาศาลได้ ศาลก็จะไปหาสิ่งนั้น เช่น คนเจ็บป่วยมาที่ศาลไม่ได้ ศาลก็เดินเผชิญสืบไปหาคนเจ็บป่วยข้างนอก สิ่งของวัตถุขนาดใหญ่ เอาออกนอกสถานที่ไม่ได้ ศาลก็ไปเดินเผชิญสืบ
นายสมชัยได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายประเด็นอาทิ กรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถอดรหัสศาลรัฐธรรมนูญต้องการเดินเผชิญสืบแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องอะไรบ้างว่า ไปดู 3 อย่าง เพราะ กกต.ให้ข้อมูลว่า บัตรเลือกตั้งจะไม่เป็นความลับหากเอาของ 3 อย่างนี้มาประกบกัน 1.บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว 2.ต้นขั้วของบัตรเลือกตั้ง 3.บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.บอกว่าของ 3 อย่างนี้แยกเก็บไว้คนละที่ และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก ไม่มีทางที่ 3 อย่างจะมาประกบกันได้ ศาลจึงให้พาไปดู แยกกันเก็บไว้ที่ไหน มีมาตรการรักษาความปลอดภัยดีเพียงใด ถ้าเห็นแล้วเป็นไปตามที่ กกต.บอก บัตรนี้ต้องเป็นความลับแน่นอน
นายสมชัย ได้ตั้งคำถามว่า1. รู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีการจัดฉาก สมมติว่าการออกไปบอกล่วงหน้าว่าจะไปที่ทำการเขตนี้ สำนักงาน กกต.ตรงนี้ รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งต่างๆที่วางระเกะระกะ มันจะเอามาวางเรียบร้อย ใส่ลูกกรงเอาไว้หรือไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถ้าเดินเผชิญสืบต้องไม่บอกว่าไปไหน นัดรถมา 10.30 น. เดี๋ยวบอกเองว่าไปไหน อันนี้อาจน่าเชื่อถือมากขึ้น ต้องไม่บอกล่วงหน้าว่าไปที่ไหน
2.มุมมองในการไต่สวนนี้ มองเพียงซีกเดียว จากที่ กกต.ให้ข้อมูลว่า องค์ประกอบ 3 อย่างนี้สำคัญที่สุด แต่อีกมุมหนึ่ง แม้ไม่มีของ 3 อย่างประกบกัน ก็สามารถล่วงรู้ว่าใครเลือกใครได้
3.การไต่สวนที่เกิดขึ้น ดูแล้วมีการไต่สวนฝั่งเดียว ตนไม่เห็นการนัดหมายไต่สวนในส่วนของผู้ร้อง แต่เป็นการไต่สวนทางฝั่ง กกต.เป็นเจ้าหน้าที่ กกต. ผู้บริหาร กกต. และโรงพิมพ์อีก 2 แห่ง แต่ฝั่งผู้ร้องน่าจะเป็นแค่รองเลขาธิการของผู้ตรวจการแผ่นดินมานั่งฟังอยู่คนเดียว ผู้ร้องผู้อื่นอยู่ไหน และมีการนัดไต่สวนไหม ศาลจะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ประชาชน โดยให้โอกาสไต่สวนทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ประชาชนเกิดความน่าเชื่อถือว่าศาลได้ฟังความอย่างครบถ้วน
4.เมื่อวันที่ 26สิงหาคม 2569 ศาลอนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่พยานเข้าฟังจำนวนหนึ่ง มีประธาน กกต.มารับฟัง ซึ่งเป็นเจ้านายของคนที่ถูกไต่สวนมานั่งฟัง ตั้งข้อสังเกตง่ายๆว่าถ้าตนเป็นลูกน้องแล้วหัวหน้าอยู่ในห้องไต่สวนด้วย ศาลถามอะไรมา สมมติถามว่าบาร์โค้ดเจ้าหน้าที่ริเริ่มเอง หรือโรงพิมพ์ริเริ่ม ถ้ามาจาก กกต.คนใดคนหนึ่งเป็นคนสั่งให้มีการทำบาร์โค้ด ตนต้องเหลือบมองแล้วเหลือบมองอีกว่า เจ้านายจะว่าอย่างไร เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์เป็นจริงอย่างไร สมมติว่าคำสั่งพิมพ์บาร์โค้ด เป็นการเฉพาะเจาะจงมาจาก กกต.ตนก็ไม่กล้าพูดหรอก

