ผอ.JIC ซัด 'ฮุน เซน' แยกให้ออก 'ฐานทหาร-สแกมเมอร์' ยันคงกำลังตามตกลง ไม่ใช่ยึดครอง

‘ผอ.JIC’ สวนกลับ "ฮุน เซน" ควรยึดข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา ไทย ปราบอาชญากรรม เป็น สงครามสมัยใหม่ ควรนับเสียงปืนนัดแรก ไม่ใช่วันที่ไทยตอบโต้ ซัด แยกให้ออก อาชญากรรมข้ามชาติ กับ ที่ตั้งทหาร
เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา กล่าวในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยใช้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นข้ออ้างในการเข้าครอบครองดินแดนกัมพูชา และเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ “สงครามสมัยใหม่” ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง และยิ่งเป็นการกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศ ยิ่งควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้
ประเทศไทยไม่ได้ใช้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นข้ออ้างในการยึดดินแดนของประเทศใด แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ กับ การนำสถานที่นั้นไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารซึ่งเป็นคนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง
หากอาคารหรือพื้นที่ใดถูกใช้เป็นที่ตั้งกำลัง เก็บยุทโธปกรณ์ หรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้งานของสถานที่นั้นตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
“เพราะฉะนั้น อย่าเปลี่ยนคำถามจาก สถานที่นั้นถูกใช้ทำอะไรระหว่างการสู้รบ ให้กลายเป็น ไทยโจมตีเพราะเป็นสถานที่สแกมเมอร์หรือไม่ สองคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ถ้าจะพูดถึงสงคราม ต้องเริ่มจากนัดแรก ไม่ใช่เริ่มจากวันที่ไทยตอบโต้”ผอ.JIC กล่าว
ส่วนที่สมเด็จฮุน เซน อ้างว่าสงครามชายแดนทำให้กัมพูชากำลังถูกเข้าครอบครองดินแดน ผอ.JIC กล่าวว่า หากจะอธิบายสงครามหรือการปะทะ สิ่งสำคัญที่สุดคือลำดับเหตุการณ์ ไม่ควรเริ่มบันทึกประวัติศาสตร์ในวันที่อีกฝ่ายตอบโต้
“ตามข้อมูลและหลักฐานของฝ่ายไทย กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน และมีการใช้อาวุธที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนของไทย”
ผอ.JIC กล่าวต่อว่า การตอบโต้ของประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามและปกป้องชีวิตของกำลังพลและประชาชน หากฝ่ายกัมพูชาเห็นต่าง วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การแข่งกันกล่าวหาผ่านเวทีระหว่างประเทศ แต่ควรนำวัน เวลา พิกัด ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐานของทั้งสองฝ่ายมาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
“ข้อเท็จจริงไม่ควรกลัวการตรวจสอบ การคงกำลังตามข้อตกลงหยุดยิง ไม่ควรถูกเปลี่ยนคำศัพท์เป็นการยึดครอง”
เมื่อถามย้ำว่า ฮุน เซนยืนยันว่าไทยกำลังครอบครองดินแดนกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องกลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองประเทศตกลงกันเอง โดยหลักการหลังการหยุดยิงคือ คงกำลังตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ในขณะหยุดยิง ไม่เคลื่อนกำลังเข้าหากัน ไม่เพิ่มความตึงเครียด ลดการยั่วยุ และที่สำคัญ การจัดวางกำลังดังกล่าวไม่ได้เป็นการตัดสินเรื่องการปักปันเขตแดน
“ดังนั้น เราไม่ควรทำสองสิ่งพร้อมกัน คือ ด้านหนึ่งลงนามให้คงกำลัง แต่อีกด้านหนึ่งกลับเรียกการคงกำลังของอีกฝ่ายว่า การยึดครอง หากมีข้อแตกต่างว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ให้กลไกเขตแดนทำงาน ทหารไม่ควรเป็นผู้ลากเส้นเขตแดน สื่อไม่ควรเป็นผู้ลากเส้นเขตแดน และคำปราศรัยฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถลากเส้นเขตแดนได้ เรื่องนี้ต้องกลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ”
นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังได้กล่าวถึงกรณีการโจมตีพลเรือนว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าพลเรือนต้องได้รับการคุ้มครอง และหลักการดังกล่าวต้องใช้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ เด็กไทยต้องได้รับการคุ้มครอง เด็กกัมพูชาก็ต้องได้รับการคุ้มครอง โรงเรียนไทยต้องปลอดภัย โรงเรียนกัมพูชาก็ต้องปลอดภัย เพราะหลักมนุษยธรรมไม่มีสัญชาติ
“เพราะฉะนั้น หากเราจะพูดถึงความเสียหายต่อพลเรือน เราต้องตรวจสอบความเสียหายทั้งสองด้าน รวมถึงชนิดอาวุธ ทิศทางการยิง พิกัด เวลา และเป้าหมาย และอีกหลักหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องไม่ใช้สถานที่พลเรือนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารจนทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง นี่คือมาตรฐานที่ทุกฝ่ายควรยอมรับร่วมกัน สงครามข้อมูลมีจริง วิธีต่อสู้กับมันคือเปิดหลักฐาน ไม่ใช่เพิ่มโฆษณาชวนเชื่อ”
เมื่อถามถึงกรณีฮุน เซนกล่าวถึง Information Warfare และ Psychological Warfare ที่ใช้ทำลายชื่อเสียงกัมพูชา ผอ.JIC กล่าวว่า สงครามข้อมูลและการบิดเบือนข้อมูลเป็นความท้าทายในศตวรรษที่ 21 แต่เห็นว่าวิธีรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การสร้างคำกล่าวหาเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง
“วิธีที่ดีที่สุดคือ เปิดข้อมูล เปิดหลักฐาน เปิดลำดับเหตุการณ์ และเปิดให้ตรวจสอบ ถ้าเรากล่าวว่าอีกฝ่ายทำสงครามข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันเราเลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนเรื่องเล่าของตัวเอง เราก็จะไม่มีวันออกจากวงจรสงครามข้อมูลได้”
ส่วนกรณีที่ไทยต้องการอะไรนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า คำตอบง่ายมาก คือ ประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม ไม่ต้องการดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ต้องการเห็นประชาชนกัมพูชาเป็นศัตรู แต่ประเทศไทยมีหน้าที่ปกป้องชีวิตประชาชนและกำลังพลของเรา
“เรื่องสแกมเมอร์ ให้เราร่วมกันปราบ เรื่องการใช้สถานที่เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร ให้ข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นตัวตัดสิน เรื่องเหตุปะทะ ให้เปิดลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่เริ่มเล่าเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ เรื่องเขตแดน ให้กลไกเขตแดนทำงาน และเรื่องหยุดยิง ให้ทั้งสองฝ่ายรักษาถ้อยแถลงร่วม คงกำลังตามที่ตกลง ลดการยั่วยุ และสร้างบรรยากาศให้การเจรจาเดินหน้า”
ผอ.JIC กล่าวว่า หากกังวลจริงว่าสงครามในศตวรรษที่ 21 กำลังทำลายสังคม สิ่งที่ควรทำไม่ใช่สร้างสงครามเรื่องเล่าอีกสนามหนึ่ง แต่คือทำให้เสียงปืนเงียบ ข้อเท็จจริงดังขึ้น และการเจรจากลับมาทำงาน เพราะนั่นคือสิ่งที่ประชาชนไทยและกัมพูชาต้องการ
“ถ้าจะพูดถึงสงคราม ต้องเริ่มจากนัดแรก ไม่ใช่เริ่มจากวันที่ไทยตอบโต้ ถ้าจะพูดถึงสแกมเมอร์ ก็ต้องแยกให้ออกระหว่างอาชญากรรมข้ามชาติกับการใช้สถานที่เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

