'เนรเทศต่างด้าว' ยกระดับ! เปิดกฎหมาย 2499 เทียบระเบียบใหม่ 2569 จัดการต่างชาติทำผิด-นอมินี-อาชญากรรม

เปิดข้อแตกต่าง “พ.ร.บ.การเนรเทศ 2499” กับ “ระเบียบสำนักนายกฯ 2569” หลังมีผลบังคับใช้ 28 ส.ค.นี้ ย้ำอำนาจเนรเทศมีอยู่แล้วกว่า 70 ปี ระเบียบใหม่ไม่ได้สร้างอำนาจขึ้นมาใหม่ แต่เข้ามาวางระบบปฏิบัติให้ชัดเจนและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมาย ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้นอมินี ปลอมเอกสาร หรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
ท่ามกลางความสนใจเกี่ยวกับมาตรการจัดการคนต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย ประเด็นหนึ่งที่ถูกจับตามองคือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569
หลายคนอาจเข้าใจว่า ระเบียบฉบับใหม่นี้เป็นการ “ให้อำนาจรัฐมนตรีมหาดไทยเนรเทศคนต่างด้าวแบบใหม่” หรือสามารถสั่งเนรเทศได้ทันที แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างทางกฎหมายแล้ว ต้องแยกให้ออกระหว่าง อำนาจในการเนรเทศ กับ ขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
เพราะอำนาจในการเนรเทศนั้นมีอยู่แล้วตาม พระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ.2499 ซึ่งใช้มาเป็นเวลานานกว่า 70 ปี
“กฎหมาย 2499” ให้อำนาจเนรเทศอยู่แล้ว
พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ.2499 เป็นกฎหมายหลักที่กำหนดว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถมีคำสั่งให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักรได้
กฎหมายเดิมยังวางขั้นตอนสำคัญเอาไว้ ทั้งเรื่องการควบคุมตัว การแจ้งคำสั่ง และสิทธิในการอุทธรณ์
ดังนั้น การที่ประเทศไทยสามารถเนรเทศคนต่างด้าวที่เข้าเงื่อนไขได้ จึงไม่ใช่อำนาจที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2569
แล้ว “ระเบียบใหม่” เพิ่มอะไร?
สิ่งที่ระเบียบปี 2569 เข้ามาเติม คือ ระบบและแนวทางปฏิบัติของฝ่ายราชการ
โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการและประสานงานกันได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เมื่อพบคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายต้องดำเนินการตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “สร้างอำนาจใหม่” แต่เป็นการทำให้ อำนาจตามกฎหมายเดิมถูกนำมาใช้ได้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยเฉพาะในกรณีคนต่างด้าวที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย หรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการประกอบกิจกรรมที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและผลประโยชน์ของประเทศ
จับตา 6 กลุ่มพฤติการณ์
แนวทางใหม่ให้ความสำคัญกับคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ เช่น
- กระทำผิดกฎหมายคนเข้าเมือง
- กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว หรือกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
- เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับสัญชาติ
- กระทำความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญาเกิน 3 ปี
- กระทำความผิดอาญา ถูกศาลพิพากษาจำคุก และพ้นโทษแล้ว
- เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว
หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือ ธุรกิจนอมินี หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนคนต่างด้าว ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่ต้องการจัดการอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ คำว่า “ระเบียบใหม่ทำให้เนรเทศเร็วขึ้น” ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเจ้าหน้าที่พบคนต่างด้าวที่สงสัยว่ากระทำผิดแล้ว จะสามารถนำตัวขึ้นเครื่องบินส่งกลับประเทศได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย
เพราะ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไม่สามารถลบล้างขั้นตอนและสิทธิที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติได้
พ.ร.บ.2499 ยังคงเป็นกฎหมายหลัก และกำหนดกระบวนการเกี่ยวกับคำสั่งเนรเทศ รวมถึงสิทธิในการอุทธรณ์
ดังนั้น สิ่งที่ระเบียบใหม่ต้องการทำให้ “เร็วขึ้น” คือ กระบวนการทำงานของรัฐ ไม่ใช่การตัดขั้นตอนทางกฎหมายหรือสิทธิของผู้ถูกเนรเทศ
5 ข้อต้องรู้! “เนรเทศ 2499 VS ระเบียบ 2569”
- อำนาจเนรเทศมีมานานแล้ว
ไทยมี พ.ร.บ.การเนรเทศมาตั้งแต่ปี 2499 ไม่ใช่อำนาจที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2569 - ระเบียบใหม่ไม่ใช่กฎหมายแม่
พ.ร.บ.2499 เป็นกฎหมาย ส่วนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกฎเกณฑ์สำหรับการปฏิบัติราชการ - เป้าหมายคือทำให้การทำงานเร็วและเป็นระบบ
ระเบียบใหม่กำหนดแนวทางและการประสานงานของหน่วยงานรัฐให้ชัดเจนขึ้น - ต่างด้าวทำผิดกฎหมายถูกจับตาเข้มขึ้น
โดยเฉพาะคดีคนเข้าเมือง การทำงานหรือทำธุรกิจผิดกฎหมาย นอมินี ปลอมเอกสาร และอาชญากรรมร้ายแรง - “เร็วขึ้น” ไม่เท่ากับ “ไม่ต้องมีขั้นตอน”
ระเบียบใหม่ไม่ควรถูกตีความว่าเจ้าหน้าที่สามารถข้ามกระบวนการตาม พ.ร.บ.2499 หรือยกเลิกสิทธิอุทธรณ์ของผู้ถูกเนรเทศได้ระเบียบใหม่จะได้ผลแค่ไหน อยู่ที่ “การบังคับใช้”
ท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงตัวระเบียบ แต่คือ การนำไปใช้จริง
เพราะปัญหาคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายมีหลายมิติ ตั้งแต่การลักลอบเข้าเมือง การทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ
หากหน่วยงานรัฐสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขั้นตอนเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว ระเบียบฉบับใหม่ก็จะช่วยให้กลไกการเนรเทศที่มีอยู่เดิม ทำงานได้จริงมากขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน การบังคับใช้ก็ต้องอยู่บนหลักกฎหมาย เพราะ การรักษาความมั่นคงของประเทศกับการคุ้มครองสิทธิตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้ “เด็ดขาดกับผู้กระทำผิด แต่เป็นธรรมกับผู้ที่ยังไม่ถูกพิสูจน์ว่าผิด” ได้หรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

