PetCare : ค่ารักษาสัตว์เลี้ยงแพงขึ้น เพราะอะไร (ตอน 2)

เมื่อก่อนสุนัขหรือแมวที่เป็นมะเร็ง โรคหัวใจรุนแรง ไตวาย หรือได้รับอุบัติเหตุหนัก อาจมีทางเลือกในการรักษาค่อนข้างจำกัด ปัจจุบันเจ้าของอาจถามถึง chemotherapy, cardiac intervention, dialysis, mechanical ventilation, CT, MRI, minimally invasive surgery หรือการส่งต่อสัตวแพทย์เฉพาะทาง
เมื่อทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะว่า
1. เครื่องมือแพทย์ยุคใหม่มีต้นทุนสูง หนึ่งในต้นทุนที่ประชาชนอาจมองไม่เห็นคือ “เครื่องมือ” เครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล เครื่อง ultrasound ระดับสูง เครื่องตรวจหัวใจ เครื่องดมยาสลบ เครื่องช่วยหายใจ endoscope, CT หรือ MRI ไม่ได้มีเฉพาะราคาซื้อเครื่องเท่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายจาก การบำรุงรักษาและสอบเทียบเครื่อง สัญญาบริการรายปี software และระบบจัดเก็บภาพอะไหล่ วัสดุสิ้นเปลือง บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรม ระบบไฟฟ้า และสถานที่เฉพาะ การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีศูนย์ภาพวินิจฉัยและรังสีรักษา รวมทั้งระบบการตรวจวินิจฉัยสมัยใหม่หลายประเภท สะท้อนว่าวงการสัตวแพทย์ในประเทศไทยได้พัฒนาไปไกลกว่าการตรวจร่างกายและเอกซเรย์พื้นฐานแล้ว และเครื่องมือจำนวนหนึ่งยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยี หรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนได้รับผลกระทบจากค่าเงิน ค่าขนส่ง และค่าบริการจากผู้แทนจำหน่ายด้วย
2. ยาสัตว์บางชนิดต้องนำเข้า และตลาดสัตว์มีขนาดเล็กกว่าตลาดคน อีกต้นทุนสำคัญคือยา ยาสัตว์ไม่ได้สามารถนำเข้ามาจำหน่ายได้โดยเสรี แต่ต้องผ่านระบบการขึ้นทะเบียนและกำกับดูแลตามกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดให้ยาสัตว์ต้องขึ้นทะเบียนตำรับ โดยต้องมีข้อมูลด้าน คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย และการนำเข้ายา ต้องผ่านกระบวนการอนุญาตที่เกี่ยวข้อง สำหรับยาสัตว์เฉพาะทางบางชนิด โดยเฉพาะยาที่ประเทศไทยใช้ในปริมาณไม่มาก
ต้นทุนต่อหน่วยจึงอาจสูงกว่ายาที่ผลิตเป็นจำนวนมากสำหรับมนุษย์ ยาบางกลุ่ม เช่น ยาหัวใจบางชนิด ยามะเร็ง ยาสลบ ยารักษาโรคเฉพาะทาง ยาชีววัตถุ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาจต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ราคาขึ้นอยู่กับทั้งราคาต้นทาง ค่าเงิน ค่าขนส่งระบบ cold chain และต้นทุนการจัดจำหน่าย จึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “ยาเม็ดเดียวกัน ทำไมโรงพยาบาลหนึ่งขายราคาไม่เท่ากัน” เพราะต้นทุนของยาและระบบจัดหาของแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีระบบกำกับยาสัตว์ค่อนข้างชัดเจน ยาที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องมีเลขทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สิ่งนี้มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของสัตว์ แต่ในเวลาเดียวกัน การขึ้นทะเบียน การนำเข้า และการควบคุมคุณภาพล้วนเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่เกิดขึ้นก่อนยาจะมาถึงมือสัตวแพทย์
3. การรักษาสมัยใหม่ต้องใช้ “คน” มากขึ้น ค่ารักษาในโรงพยาบาลสัตว์ไม่ได้เป็นค่าของสัตวแพทย์เพียงคนเดียวสัตว์ที่นอนโรงพยาบาลอาจต้องได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์ พยาบาลสัตว์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่รังสี เจ้าหน้าที่เวชระเบียน และบุคลากรอื่น ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง สัตว์ป่วย ICU หนึ่งรายอาจต้องได้รับการประเมินสัญญาณชีพซ้ำ ๆ ให้ยา สารน้ำออกซิเจน ตรวจระดับน้ำตาล ปริมาณปัสสาวะ ความดันเลือด ECG หรือ blood gas หลายครั้งต่อวัน ในบางรายจำเป็นต้องมีบุคลากรเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดแทบตลอดเวลาดังนั้น สิ่งที่เจ้าของจ่ายจึงไม่ใช่เพียง “ค่าห้องคืนละเท่าไร” แต่รวมถึงค่าแรงและเวลาของทีมที่ทำหน้าที่รักษาสัตว์ตลอดช่วงเวลานั้นด้วย ต้นทุนแรงงานของประเทศไทยเองก็เพิ่มขึ้น ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน ตามอัตราที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และจังหวัดอื่นมีอัตราแตกต่างกันตามพื้นที่
แต่โรงพยาบาลสัตว์ไม่ได้ใช้เฉพาะแรงงานขั้นต่ำ เพราะยังต้องใช้บุคลากรวิชาชีพและบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง
(อ่านต่อตอนจบ สัปดาห์หน้า)
น.สพ.นนทสิทธิ์ ชุติญาณวัฒน์
หน่วยกิจการพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

