สกู๊ปพิเศษ : ชุมชนล้อมรักษ์บ้านนาสาร นิเวศเปลี่ยนผ่านชีวิตการติดยา

“ปัญหายาเสพติด”เป็นปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐจะดำเนินทั้งการป้องกัน ปราบปราม จับกุมผู้ผลิตและผู้ค้า รวมถึงนำผู้ใช้และผู้ติดยาเข้าสู่การบำบัดรักษา แต่ปัญหายังไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น และกำลังขยายตัวไปสู่เด็กและเยาวชนมากขึ้น
ความท้าทายสำคัญคือ ผู้ใช้และผู้เสพจำนวนไม่น้อยไม่เปิดเผยตัวเอง ขณะที่ผู้ผลิตและผู้ค้ายิ่งเข้าถึงได้ยาก อีกทั้งปัญหายาเสพติดเกี่ยวข้องทั้งกับกฎหมาย สุขภาพ ครอบครัว และสภาพแวดล้อมของชีวิต ทำให้การใช้มาตรการด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
การฟื้นฟูสมองส่วนคิดต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี
แม้ผู้ติดยาจะเข้าสู่กระบวนการบำบัด แต่การหยุดยาไม่ได้หมายความว่าปัญหาสิ้นสุดลง เพราะเมื่อกลับไปสู่สภาพแวดล้อมเดิม หากขาดครอบครัว ชุมชน และระบบติดตามดูแล โอกาสกลับไปใช้ซ้ำก็ยังมีอยู่สูง
การรักษาภาวะสมองติดยาต้องช่วยให้ผู้ติดยามีความสามารถในการฟื้นฟูสมองส่วนคิด เป็นเวลาหนึ่งปีจึงจะสามารถฟื้นคืนได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำได้ หากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้คนหยุดยา” แต่คือ “ทำอย่างไรให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติและไม่กลับไปใช้ยาอีก”
ชุมชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา
แนวคิด “ชุมชนล้อมรักษ์” หรือ Community-Based Treatment (CBTx) จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของระบบ โดยไม่ได้ลดความสำคัญของกฎหมายหรือการปราบปรามผู้ผลิตและผู้ค้า แต่เพิ่มมิติของการดูแลและฟื้นฟูผู้ใช้และผู้ติดยาให้กลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน
หัวใจสำคัญคือการสร้าง “นิเวศวิถีชีวิตใหม่” เพราะการเปลี่ยนแปลงของคนคนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงพยาบาล แต่เกิดขึ้นในบ้าน ในที่ทำงาน ในชุมชน และในความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว
ดังนั้น ครอบครัว ผู้นำชุมชน อสม. บุคลากรสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และหน่วยงานต่างๆ จึงต้องร่วมกันสร้างระบบดูแลที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การค้นหา คัดกรอง บำบัดรักษา ฟื้นฟู ไปจนถึงการกลับคืนสู่สังคม

5Cs : ห้าพลังสนับสนุนชุมชนล้อมรักษ์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบภายใต้กรอบ The 5Cs Framework ได้แก่
1. Capacity - พัฒนาศักยภาพบุคลากร
2. Continuity of Care - ดูแลต่อเนื่อง
จากสถานพยาบาลสู่ชุมชน
3. Community - สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและครอบครัว
4. Coordination - ประสานระบบและภาคีเครือข่าย
5. Communication – สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและลดการตีตรา
หนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจคือ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้พัฒนากลไกชุมชนล้อมรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม และมีประสบการณ์ที่น่าจะเป็นบทเรียนให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้
บ้านนาสาร : เมื่อทั้งอำเภอร่วมกัน “ล้อมรักษ์”
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 การลงพื้นที่ ของทีมมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ และ สสส. ณ วัดพัฒนารมย์ (วัดปลายน้ำ) ตำบลลำพูน อำเภอบ้านนาสาร ทำให้เห็นภาพการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ สาธารณสุขอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และภาคีต่างๆ ทำงานร่วมกัน เพื่อจัดกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและช่วยให้ผู้ใช้และผู้ติดยาก้าวผ่านจากชีวิตที่มีปัญหาสู่ชีวิตใหม่
สิ่งที่โดดเด่นคือ ชุมชนไม่ได้รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงเข้าไปแก้ แต่พยายามค้นหา คัดกรอง ดูแล และติดตามตั้งแต่ต้นทาง
การดำเนินงานสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิด “สามหมอ ห้าขั้นตอน เจ็ดเสา”
สามหมอ : หมอที่หนึ่ง คือ อสม. ล้อมรักษ์และผู้นำชุมชน ทำหน้าที่ค้นหา คัดกรอง และนำผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบ หมอที่สอง คือ บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ เช่น รพ.สต. ทำหน้าที่ตรวจประเมิน จำแนกระดับความรุนแรง และส่งต่ออย่างเหมาะสม หมอที่สาม คือ แพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์
ห้าขั้นตอน : กระบวนการครอบคลุมตั้งแต่ ค้นหาเชิงรุก → คัดกรองและประเมิน → บำบัดฟื้นฟูในชุมชน → บำบัดรักษาทางการแพทย์ → ติดตามดูแลระยะยาวในชุมชน จุดสำคัญคือ การบำบัดไม่ได้จบลงเมื่อออกจากสถานพยาบาล แต่ต้องมีระบบดูแลต่อเนื่องในชีวิตจริง
เจ็ดเสา : การทำงานทั้งหมดต้องมี “เสาค้ำยัน” ของระบบ ทั้งภาวะผู้นำ การเงิน บุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องมือทางการแพทย์ ระบบบริการ และชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานสามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ สามหมอ ห้าขั้นตอน และเจ็ดเสา ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่กลายเป็นโครงสร้างการทำงานของชุมชนล้อมรักษ์บ้านนาสาร

“ผมเปลี่ยนแปลงแล้ว” : ภาพหนึ่งที่สะท้อนหัวใจของชุมชนล้อมรักษ์ได้อย่างชัดเจน คือกิจกรรมในวันเปิดการอบรม เจ้าอาวาสวัดมาให้กำลังใจผู้เข้าร่วม มีพิธีขลิบผมและตัดผม พร้อมสัญญะ ที่มีความหมายว่า “ผมเปลี่ยนแปลงแล้ว”
กิจกรรมเล็กๆ นี้อาจดูเป็นเพียงพิธีกรรม แต่ในความหมายของผู้เข้าร่วม มันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ และสำคัญยิ่งกว่านั้นคือการที่พวกเขาได้รับรู้ว่า ชุมชนไม่ได้มองพวกเขาเป็นคนที่หมดคุณค่า
บรรยากาศที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการ “อบรมผู้ติดยา” แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างผู้เข้าร่วมกับครอบครัว ชุมชน เจ้าหน้าที่ และผู้นำในพื้นที่ และการดูแลไม่ได้จบลงหลังการอบรม แต่มีการติดตามต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึงสิบสองเดือน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสามารถดำรงอยู่ได้ในชีวิตจริง
เมื่อผู้กำกับตำรวจบอกว่า “พวกเขาคือทรัพยากรของอำเภอ”
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือทัศนะของฝ่ายตำรวจ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบ้านนาสารมองผู้ที่ผ่านกระบวนการว่า ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีปัญหาที่ต้องควบคุม แต่เป็นทรัพยากรของอำเภอ เมื่อเกิดความไว้วางใจ ผู้ที่เคยอยู่ในวงจรยาเสพติดสามารถกลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยป้องกันปัญหาในพื้นที่ ทั้งการให้ข้อมูลและเบาะแสเกี่ยวกับผู้ค้า ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดการกับต้นตอของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นี่คือจุดเปลี่ยนจากการมองคนด้วย “ความผิด” เพียงด้านเดียว ไปสู่การมองเห็น ศักยภาพของคนหลังการเปลี่ยนแปลง
ทำไม “บ้านนาสาร” จึงทำจริง?
เมื่อถามนายอำเภอบ้านนาสารว่า เหตุใดจึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ทั้งที่มีภารกิจด้านการพัฒนาพื้นที่อีกมากมาย คำตอบเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะ “เป็นคนบ้านนาสาร และอยากเห็นบ้านเกิดปลอดภัย”
คำตอบนี้สะท้อนหัวใจของการทำงานแบบชุมชน นั่นคือ การแก้ปัญหาไม่ได้เกิดจากนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ และความต้องการเห็นครอบครัวและชุมชนของตนเองปลอดภัย
การระดมทรัพยากรจากหลายภาคส่วน ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด กองทุนในระดับพื้นที่ และหน่วยงานต่างๆ ทำให้บ้านนาสารสามารถจัดกระบวนการอบรมได้อย่างต่อเนื่องและรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก
จาก “ไล่ตามปัญหา” สู่ “สร้างนิเวศแห่งการเปลี่ยนแปลง”
บทเรียนจากบ้านนาสารทำให้เห็นว่า การแก้ปัญหายาเสพติดอาจต้องเปลี่ยนคำถามใหม่
จากเดิมที่ถามว่า “จะจับคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้อย่างไร?”
ต้องเพิ่มคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลง สามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง?”
และต่อด้วยคำถามที่สำคัญที่สุดว่า “เมื่อเขาเปลี่ยนแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เขาไม่กลับไปสู่วงจรเดิม?”

คำตอบอยู่ที่การสร้าง “นิเวศเปลี่ยนผ่านชีวิตการติดยา”
นิเวศดังกล่าวต้องมีทั้งกฎหมายที่เข้มแข็งในการจัดการผู้ผลิตและผู้ค้า ระบบป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าสู่วงจรยาเสพติด ระบบบำบัดรักษาที่มีคุณภาพและที่สำคัญคือชุมชนที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง
ชุมชนล้อมรักษ์จึงไม่ใช่การแทนที่การบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้างสมดุลของการแก้ปัญหา ประกอบด้วย ปราบปรามผู้ผลิตและผู้ค้า ป้องกันผู้ใช้รายใหม่ บำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้และผู้ติดยา และสร้างระบบติดตามดูแลให้คนกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคม เนื่องจาก ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของ “ผู้เสพ” เพียงคนเดียว แต่เป็นปัญหาที่กระทบครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ ความปลอดภัย และอนาคตของประเทศ
สิ่งที่บ้านนาสารกำลังทำจึงมีความหมายมากกว่าการจัดอบรมคนกลุ่มหนึ่ง หากแต่กำลังทดลองสร้าง ระบบนิเวศของการเปลี่ยนแปลง ที่ให้ทั้งกฎหมาย ระบบสุขภาพ ครอบครัว ชุมชน และความเป็นมนุษย์ทำงานไปด้วยกัน
จาก “จับกุม–ลงโทษ–ตีตรา” สู่ “การดูแล–ความรัก–ความเมตตา–การมีส่วนร่วม–การฟื้นฟู” และจากการ “ไล่ตามปัญหา” ไปสู่การ “สร้างชุมชนที่สามารถป้องกัน ดูแล และเปลี่ยนผ่านชีวิตของผู้คนได้ตั้งแต่ต้นทางจนกลับคืนสู่สังคม”
ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการในระยะต่อไป
1. จัดระบบชุมชนให้มีกลุ่มสนับสนุนทางสังคมอย่างต่อเนื่อง : พัฒนากลุ่มอาสาสมัครหรือกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนในชุมชน เพื่อดูแลผู้ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูและผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว ทั้งด้านกำลังใจ การกลับไปใช้ชีวิต การทำงาน และการป้องกันการกลับไปใช้ยา
2. พัฒนาชุมชนต้นแบบและขยายเครือข่ายไปยังชุมชนอื่น : เปิดโอกาสให้ชุมชนล้อมรักษ์รับผู้เข้าร่วมจากชุมชนใกล้เคียง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการทำงานให้ชุมชนที่สนใจสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนล้อมรักษ์ในระดับพื้นที่
3. สร้างระบบติดตามและเชื่อมต่อการดูแลกับหน่วยบริการอย่างไร้รอยต่อ : เชื่อมชุมชนกับโรงพยาบาล หน่วยบริการปฐมภูมิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการฟื้นฟูได้รับการดูแลต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการบำบัดกลับสู่ครอบครัวและชุมชน
4. สร้างโอกาสให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูกลับมาเป็นพลังของชุมชน : ส่งเสริมอาชีพ การมีรายได้ การเรียนรู้ และบทบาททางสังคม รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เคยผ่านปัญหาการใช้ยาได้เป็น “เพื่อนช่วยเพื่อน” หรือพี่เลี้ยงให้กับผู้ที่กำลังฟื้นฟู เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ ในอดีตให้เป็นพลังในการช่วยเหลือผู้อื่น
5. พัฒนาระบบเรียนรู้และประเมินผลเพื่อสร้างหลักฐานสำหรับการขยายผล : เก็บข้อมูลกระบวนการ ผลลัพธ์ และบทเรียนของชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทราบว่าองค์ประกอบใดทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถกลับมาใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างยั่งยืน และนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นต้นแบบหรือข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่อื่นต่อไป
ในการเรียนรู้จากพื้นที่ครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ชุมชนล้อมรักษ์บ้านนาสาร เป็นอีกหนึ่งความหวังของประเทศไทยในการเปลี่ยนวิกฤตยาเสพติดจากปัญหาที่สังคมต้อง “ไล่แก้” ไปสู่ปัญหาที่ชุมชนสามารถ “ร่วมกันเปลี่ยนแปลง” ได้อย่างยั่งยืน
บทความโดย : รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

