วัส ติงสมิตร เจาะลึก วิกฤต ฮั้ว สว. เกมการเมือง บทบาท กกต. และทางออกในชั้นศาลฎีกา

30 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกวิกฤต "ฮั้ว สว." : เกมการเมือง บทบาท กกต. และทางออกในชั้นศาลฎีกา
ประเด็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มข้น จากการเปิดเผยข้อมูลของภาคประชาชน ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และการเสนอทัศนะของอดีตผู้นำฝ่ายค้าน นำมาสู่คำถามสำคัญทางนิติศาสตร์ว่า "อนาคตของการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งจะเดินหน้าไปในทิศทางใด?"
1.ยุทธศาสตร์เปิดข้อมูล & ภาพสะท้อน "ระบอบสีน้ำเงิน"
การเคลื่อนไหวของ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (iLaw) และ นายชยพล สท้อนดี (พรรคประชาชน) ได้เผยให้เห็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็น "ขบวนการจัดตั้ง" ทั้งการกำหนดสัญลักษณ์การแต่งกาย เส้นทางการเงิน (Financial Trail) และการจัดเตรียมที่พักและทำโพยคะแนนอย่างเป็นระบบ โดย iLaw ระบุว่าข้อมูลที่เปิดเผยเป็นเพียง 5% และเก็บพยาน "เทียร์ 1" ไว้สำหรับชั้นศาล เพื่อความปลอดภัยของพยาน
ในเวทีเสวนาทางการเมือง 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านได้ฉายภาพวิกฤตนี้ในมุมมองที่แหลมคม:
• นายชัยธวัช ตุลาธน: มองว่าคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เรื่องทุจริตทั่วไป แต่เป็นผลผลิตของ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่ใช้วุฒิสภาเป็นแกนกลางในการควบคุมองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
• นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: ตั้งคำถามถึงมาตรฐาน กกต. เกี่ยวกับ "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" โดยยกบรรทัดฐานในอดีตที่เพียงแค่มีแชตแอปพลิเคชัน LINE แลกคะแนน ศาลก็สั่งเพิกถอนสิทธิแล้ว พร้อมเตือนให้ระวังการเกิด "ฮั้ว สสร." ในอนาคต
• นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว: เปรียบพฤติกรรมการเข้าสู่อำนาจยุคใหม่ว่าเป็น "โจรขมองเพชร" ที่ใช้นวัตกรรมทางการเมืองและปัจจัยทุนบิดเบือนระบบ จนเกิดวิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการตรวจสอบ
2. สามฉากทัศน์ มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน
ท่าทีของ นายณรงค์ รักร้อย (กกต.) ที่ยืนยันว่า กกต. มีมติเป็น "เอกฉันท์" หลังพิจารณาสำนวนตลอด 3 เดือนโดยไม่มีแรงกดดัน นำไปสู่การประเมิน 3 ฉากทัศน์สำคัญ:
1)ส่งศาลฎีกา "แบบยกแพ็ก/กลุ่มใหญ่": (ความเป็นไปได้: ปานกลาง - สูง) กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิ สว. กลุ่มใหญ่ตามพยานหลักฐาน ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกทางสังคมและข้อหาเว้นการปฏิบัติหน้าที่
2) ส่ง "เฉพาะราย/ตัวการหลัก" แล้วยกร้องส่วนใหญ่: (ความเป็นไปได้: ปานกลาง) ชี้มูลเฉพาะผู้ที่มีหลักฐานเส้นทางการเงินมัดแน่น แต่ตัดยกประโยชน์ให้ผู้สมัครส่วนใหญ่เพื่อไม่ให้โครงสร้างวุฒิสภาเป็นอัมพาต
3) ยกคำร้องทั้งหมด: (ความเป็นไปได้: ต่ำ) มองว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นรุนแรงที่สุด และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 157
3. ข้อจำกัดและอำนาจศาลฎีกาตาม รธน. มาตรา 226
หาก กกต. เลือกเดินตาม ฉากทัศน์ที่ 2 (ส่งเฉพาะราย แต่ยกร้องส่วนใหญ่) แล้วในชั้นไต่สวนของศาลฎีกาพบว่าเข้าข่ายทุจริต "แบบยกแพ็ก" เกิดคำถามทางกฎหมายว่า "ศาลฎีกาจะพิพากษาสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งยกแพ็กได้หรือไม่?"
คำตอบตามหลักกฎหมายมีดังนี้:
• ศาลพิพากษาเกินคำร้องไม่ได้: ศาลฎีกาเป็นองค์กรตุลาการที่พิจารณาตาม "คำร้อง" ของ กกต. เป็นหลัก หาก กกต. ไม่ได้ยื่นฟ้องบุคคลใดเข้ามา ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาเพิกถอนสิทธิบุคคลนั้นได้เอง
• อำนาจไต่สวนเพิ่มเติม (รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง): อำนาจสั่งไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติม มีไว้เพื่อ "แสวงหาความจริงพิสูจน์ความผิดของบุคคลที่อยู่ในคำร้อง" ไม่ใช่การดึงบุคคลภายนอกคำร้องเข้ามาเป็นผู้ถูกร้องเพิ่ม
• ผลของคำวินิจฉัยของศาล: แม้ศาลฎีกาจะพิพากษาเกินคำร้องไม่ได้ แต่คำวินิจฉัยของศาลในส่วนที่เกินคำร้อง อาจทำให้ กกต. ตกอยู่ในอาการ “หนาว” ในฤดูฝน
บทสรุปทางการเมืองและกฎหมาย
หาก กกต. เลือกตัดฟ้องยกคำร้องส่วนใหญ่ แต่พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนของศาลฎีกาชี้ชัดว่าเป็นการทุจริตเชิงขบวนการ แม้ศาลจะพิพากษาเพิกถอนสิทธิได้เฉพาะคนที่มีชื่อในคำร้อง แต่ "คำวินิจฉัยของศาลในคำพิพากษา" อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาฟัน กกต. ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) ได้
คดีฮั้ว สว. จึงไม่ใช่เพียงแค่การพิพากษาคุณสมบัติของบุคคล แต่คือ "บททดสอบครั้งใหญ่ของระบบนิติรัฐและองค์กรอิสระไทย" ว่าจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
30/8/69
#ฮั้วสว #เลือกสว67 #กกต #ศาลฎีกา #iLaw #3อดีตผู้นำฝ่ายค้าน #การเมืองไทย #วิกฤตความเชื่อมั่น #กฎหมายน่ารู้ #นิติศาสตร์ #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

