รวบชายชาวสหรัฐ หนี 8 หมายจับ FBI คดีละเมิดทางเพศ ซุกภูเก็ต

‘ตม.3’ผนึกกำลัง‘สืบนครบาล-ภาค 8’รวบชายชาวสหรัฐ หนีหมายจับ FBI คดีละเมิดทางเพศ ซุกภูเก็ต
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการประสานจากสำนักงานสอบสวนกลาง สหรัฐอเมริกา (FBI) ให้ช่วยสืบสวนติดตาม Mr.Lance (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี สัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลสหรัฐ จำนวน 8 หมาย คือ หมายจับมลรัฐอลาบาม่า 7 หมาย และหมายจับรัฐบาลกลาง 1 หมาย ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์ (Sexual assult of minor) มีข้อหา ได้แก่ ทรมานทางเพศ (Sexual Torture) , ข่มขืนกระทำชำเรา , ค้ามนุษย์ , จัดหา/อำนวยความสะดวกการเดินทางของเด็กเพื่อการทางเพศที่ผิดกฎหมาย (Facilitating Travel of a Child for an Unlawful Sex Act) , ล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) และ สมสู่ในเครือญาติ (Incest) ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ในการล่วงละเมิดทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี และทำการถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ต่อมาได้หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ต่อมาภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. , พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขขะ ผบก.ตม.3 , พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบนครบาล IDMB , กก.สส.บก.ตม.3 และฝ่ายสืบสวน สภ.สาคู ร่วมกันทำการสืบสวนจนทราบว่าบุคคลดังกล่าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ผ่านทางท่าอากาศยานภูเก็ต และพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณหาดในยาง อ.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

จากนั้นวันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 14.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบที่โรงแรมดังกล่าว พบตัว Mr.Lance และแจ้งให้ทราบคำสั่งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร โดยทาง Mr.Lance ทราบและยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริง จึงได้ควบคุมตัวเพื่อนำส่ง สถานที่กักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (Immigration Detention Center : IDC) เพื่อดำเนินการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกาต่อไป
การปฏิบัติการครั้งนี้ ได้รับการประสานความร่วมมือจากสำนักงานสอบสวนกลาง ประจำกรุงเทพมหานคร โดย Mr.Benjamin Vitue ผู้ช่วยทูตฝ่ายกฎหมาย สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ประจำกรุงเทพฯ (Legal Attaché, FBI Bangkok) และ Mr.Nicholas Vicencia ผู้ช่วยทูตฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย (Assistant Law Enforcement Attaché) ในการสนับสนุนข้อมูลจนนำไปสู่การจับกุม อันจะเป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลดังกล่าวมาก่อเหตุในลักษณะนี้ในประเทศไทยได้ และยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศในการร่วมกันบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดอีกด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

