อย่าสร้างชีวิตที่มี แค่เสาต้นเดียว'ชื่อว่างาน' หมอสมองเตือนสติสายบ้างาน ก่อนทุกอย่างในชีวิตจะพังทลาย

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ ระบุว่า งาน คือ เรา - และ มันก็ทำให้เราตายไป มีคนทำงานเก่งมาก และก็มีคนทำงานมากที่เก่ง แต่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย
ไม่ใช่ฉลาดในการทำงานให้เก่ง แต่ฉลาดในการใช้ชีวิตและไม่ใช้งานกินชีวิต เวลามี 24 ชั่วโมง นอนก็ 8 ชั่วโมง แต่บางคนอาจไม่ถึง มีเวลาใช้ชีวิตกลางวัน 16 ชั่วโมง ในการแบ่งระหว่างทำงานและพัก แต่คนเรากำลัง blur ขอบนั้นอย่างมากมาย เพราะคิดว่า งานคือสิ่งที่ทำให้เกิดคุณค่าของชีวิตมากกว่า บางคน อาจไม่ได้ทำงานที่บ้าน แต่มีผลพวงของงานแบกกลับไปบ้านด้วย หัวหน้าพูดเพียงประโยคเดียว เรากลับไปคิดต่ออีกสามชั่วโมง ประชุมจบไปตั้งแต่บ่าย แต่ในหัวของเรายังประชุมซ้ำอยู่ตอนเที่ยงคืน ส่งงานไปแล้วไม่มีใครตอบ ก็เริ่มสงสัยว่าเขาไม่พอใจหรือเปล่า หรือบางครั้งเพียงเห็นสีหน้าของใครบางคนเปลี่ยนไป เราก็แต่งเรื่องต่อในใจจนกลายเป็นคำตัดสินว่า “เราคงทำได้ไม่ดีพอ”
สมองเริ่มแยกไม่ออก นาน ๆ ทีไม่เป็นไร แต่ถี่ ๆ ก็ไม่ไหว เครียดและกินชีวิต หลายคน “งานที่ฉันทำ” กลายเป็น “ตัวฉัน” องค์กรมี culure หรือวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้ทุ่มเทกับงาน เพราะงานผลิตผลให้แก่องค์กร
นั่นจึงมีวิธีการที่ทำให้ งานมีความหมายต่อชีวิตมากกว่าเงินเดือน ให้ทั้งสถานะ ความภาคภูมิใจ ความรู้สึกว่าเรามีประโยชน์ จากคำว่า ฉันรักงาน ฉันทำงาน เป็น ฉันคืองาน ปัญหาคือ งานจะเริ่มกินชีวิต ตั้งแต่ สุขภาพ และ ความสัมพันธ์
คุณพ่อ เคยเอาหนังสือ CEO illness ให้ เป็นเรื่อง ของหัวหน้า คนที่ทำงานรับผิดชอบมากที่สุด กลับเป็นคนที่ป่วยมากที่สุด งานรัดตัว เครียดตลอด sympathetic activity สูง ความดันมา โรคหัวใจมา โรคสมองและหลอดเลือดต่าง ๆ ก็ตามมา นี่ยังไม่รวมถึง โรคทางจิต ทั้งเครียด นอนไม่หลับ ซึมเศร้า เมื่อเราอยู่ในกฎของการทำงาน จงมีชีวิตที่ใหญ่กว่าตำแหน่งงานของตัวเอง ชีวิตต้องมีเส้นแบ่ง ไม่เอางานมาเป็นเรื่องส่วนตัวจนเกินไป คืออย่าปล่อยให้งานเป็นแหล่งเดียวที่บอกว่าเราเป็นใคร เราควรมีบางพื้นที่ในชีวิตที่ไม่มี KPI ไม่มี Performance Review บ้าง จงมีเสาหลายต้นในชีวิต มีเสาของงาน มีเสาของครอบครัว มีเสาของสุขภาพ มีเสาของเพื่อน มีเสาของสิ่งที่เรารัก และที่สำคัญ มีพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับการอยู่กับตัวเอง
เพราะถ้าชีวิตมีเสาเพียงต้นเดียว และเสาต้นนั้นชื่อว่า “งาน” วันที่งานสั่นคลอน ชีวิตทั้งหลังก็พร้อมจะพังตามไปด้วย ตำแหน่งงานเปลี่ยนได้ บริษัทเปลี่ยนได้ หัวหน้าเปลี่ยนได้ ความสำเร็จที่คนเคยปรบมือให้ วันหนึ่งก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครจำได้ แต่ตัวเรายังต้องอยู่กับตัวเองต่อไปอีกนาน วันหนึ่ง เราทุกคนต้องวางนามบัตรลง ตำแหน่งงานเปลี่ยนได้ บริษัทเปลี่ยนได้ หัวหน้าเปลี่ยนได้ วันนี้เราอาจเป็นคนสำคัญที่ใคร ๆ ต้องโทรหา แต่วันหนึ่งองค์กรก็จะมีคนใหม่มาทำหน้าที่แทนเรา
เรื่องที่เราเคยอดนอนเพื่อแก้ในคืนนี้ อีกห้าปีอาจไม่มีใครจำได้ด้วยซ้ำ นี่ไม่ได้หมายความว่างานไม่มีความหมาย ตรงกันข้าม งานมีความหมายมาก จึงควรทำมันให้ดี เพียงแต่อย่าให้มันมีความหมายเสียจนทุกอย่างอื่นในชีวิตไม่มีความหมายเหลืออยู่ เราอาจสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ สร้างผลงานที่คนยอมรับ ได้ตำแหน่งที่เคยใฝ่ฝัน และมีนามบัตรที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นใคร แต่สุดท้ายแล้ว ชีวิตไม่ได้มีเพียงคำถามว่าเราไปได้ไกลแค่ไหนในหน้าที่การงาน มันยังมีคำถามว่า ระหว่างทางนั้น สุขภาพของเราเป็นอย่างไร คนที่เรารักยังอยู่ข้าง ๆ หรือเปล่า และเราเหลือตัวเองกลับบ้านไปด้วยหรือไม่ ความสำเร็จที่ต้องแลกด้วยทุกสิ่งในพื้นที่เดียว มันคือความล้มเหลวของชีวิตที่เหลือ
ผศ นพ สุรัตน์ ตันประเวช

