ไม่ตัดทิ้งปมเผาไล่ที่ เร่งพิสูจน์‘คลองถม’

“ชัชชาติ” ผู้ว่าฯกทม.เดินหน้าคลี่คลายเหตุ “ไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์” ควบคู่ดูแลผู้ได้รับผลกระทบฟื้นพื้นที่โดยรอบ พร้อมสำรวจพื้นที่ค้าขาย-ความเสียหาย ช่วยผู้ประกอบการเดินหน้าต่อ ทางพฐ.เข้าตรวจจุดต้นเพลิงไม่ได้ ต้องรื้อโครงสร้างชั้น 2-3 ก่อน ฝ่ายโยธา คาดรื้อถอนภายในสัปดาห์นี้ ผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 170 ราย และสอบปากคำไปแล้ว 138 ราย ตร.ยังไม่ตัดประเด็นอุบัติเหตุ-วางเพลิงทิ้ง
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายสมานมิตร แยงไธสง ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์
โดยผู้ว่าฯชัชชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ภายในศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ว่า กทม.ยังคงติดตามสถานการณ์และควบคุมพื้นที่อย่างต่อเนื่องโดยเมื่อคืนพบจุดความร้อน 3 จุด แต่อุณหภูมิไม่สูงมาก ภาพรวมสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ และคาดว่าใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ ขณะนี้ กทม. ให้ความสำคัญกับการประเมินความปลอดภัยของพื้นที่และอาคารโดยรอบ โดยเฉพาะอาคารแถวด้านหลัง เพื่อพิจารณาว่าบริเวณใดสามารถกลับเข้าใช้งานได้ พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเขตติดตามและสำรวจความเสียหาย เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่และให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
เปิดจุดบริการ One Stop Service
ทั้งนี้ กทม. เปิดจุดบริการแบบ One Stop Service ณ บริเวณศาลาวัดพระพิเรนทร์ เพื่อรับลงทะเบียนผู้ได้รับความเสียหายและรวบรวมข้อมูลสำหรับประสานการช่วยเหลือ ขณะนี้เริ่มมีผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาแสดงตัวแล้ว รวมถึงกรณีรถยนต์ที่ติดค้างอยู่ภายในอาคาร เบื้องต้นคาดว่ามีประมาณ 8 คัน แต่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนที่แน่นอน ส่วนการชดเชยความเสียหาย กทม. จะรวบรวมข้อมูลและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัทประกันภัย และเจ้าของอาคาร เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป
เร่งช่วยผู้ประกอบการเดินหน้าต่อ
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเขตสำรวจพื้นที่โดยรอบ ทั้งพื้นที่ว่างและพื้นที่ค้าขายที่สามารถรองรับผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบและต้องการกลับมาประกอบอาชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงที่พื้นที่เดิมยังไม่สามารถใช้งานได้ หากมีผู้ที่มีพื้นที่ค้าขายและประสงค์เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเข้ามาค้าขาย สามารถแจ้งสำนักงานเขต เพื่อให้ กทม. ประสานและจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป
สำหรับพื้นที่บ้านเรือนประชาชนบริเวณด้านหลัง กทม. อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายเป็นรายกรณี โดยเบื้องต้นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลักอยู่บริเวณตัวคลองถมเซ็นเตอร์และห้องแถวอาคารสายทองประมาณ 8-9 คูหา
ผู้ว่าฯชัชชาติ ยังกล่าวว่าถึงการติดตามคุณภาพอากาศ ว่า กทม. จะยังคงติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่และบริเวณโดยรอบ โดยยังคงส่งรถตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามแนวทิศทางลม หลังช่วงแรกของเหตุการณ์พบค่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 สูง แต่สถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่พบก๊าซพิษในระดับที่น่าเป็นห่วง
สำหรับการตรวจสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้ กทม. ได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจสอบพื้นที่ โดยเบื้องต้นคาดว่าจุดต้นเพลิงอยู่บริเวณบล็อก 5 หรือโซน C ลึกเข้าไปประมาณ 20 เมตร อย่างไรก็ตาม โครงสร้างชั้น 2 ที่พังทลายลงมาทับชั้น 1 ทำให้การเข้าตรวจสอบต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง กทม. ได้ประสานฝ่ายโยธาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างก่อนให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงาน โดยการตรวจสอบจะใช้ทั้งพยานวัตถุ พยานบุคคล และหลักฐานแวดล้อมประกอบกัน
ทั้งนี้ เมื่อสามารถควบคุมเพลิงได้อย่างเด็ดขาดและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แล้วเสร็จ กทม. จะดำเนินการกั้นพื้นที่อันตรายและส่งต่อภารกิจในส่วนการรื้อถอนอาคารให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของอาคารตามขั้นตอน รวมถึงจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งดูแลความปลอดภัย ฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบ และประสานความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
พฐ. ต้องรื้อโครงสร้างชั้น 2-3 ก่อน
ด้าน พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบความเสียหายเป็นวงกว้างโดยบริเวณลานจอดรถชั้น 2 และชั้น 3 เกิดการถล่มลงมา ขณะที่จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณชั้น1ทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบและเก็บพยานหลักฐานบริเวณจุดต้นเพลิงได้ จำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างบริเวณลานจอดรถชั้น 2 และชั้น 3 ออกก่อน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทราบตำแหน่งจุดต้นเพลิงจากภาพวิดีโอที่ปรากฏแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ได้ เนื่องจากต้องตรวจสอบพยานหลักฐานในจุดเกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง
สำหรับการเข้าตรวจสอบในวันนี้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังไม่ได้เก็บพยานหลักฐานจากจุดต้นเพลิงโดยตรง แต่ได้สำรวจสภาพพื้นที่โดยรอบและประเมินความเสียหาย รวมถึงประสานกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะฝ่ายโยธาเพื่อดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างที่ถล่มลงมา ก่อนจะกลับเข้าตรวจสอบและเก็บพยานหลักฐานอีกครั้ง
พื้นที่เสียหายอยู่ในโซน Cโดยด้านหลังพบพื้นลานจอดรถชั้น 2 และชั้น 3 ถล่มลงมา และรถแบคโฮที่เข้าดำเนินการในพื้นที่เกิดการทรุดตัวทำให้เปิดทางเดินเข้าไปสำรวจได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุที่แท้จริงได้
ระบุยังเข้าไม่ถึงจุดต้นเพลิง
ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะร้านบริเวณจุดต้นเพลิง ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากต้องรอเข้าตรวจสอบพื้นที่จริงก่อน โดยหน้าที่ของพิสูจน์หลักฐานคือการตรวจสอบพยานหลักฐานเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้ให้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยภายในอาคารด้วยว่า มีการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ หัวจ่ายน้ำ และระบบที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดยเรื่องการรื้อถอนพื้นที่จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายโยธา ซึ่งขณะนี้ได้ประสานกับเจ้าของตลาดแล้ว ส่วนกรอบเวลาการรื้อถอน ยังไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจน เนื่องจากเจ้าของอาคารจะต้องจัดหาผู้รับผิดชอบและวิศวกรเข้าดำเนินการประเมินและควบคุมการรื้อถอนก่อน จากนั้นเมื่อพื้นที่มีความปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจึงจะสามารถกลับเข้าตรวจสอบจุดต้นเพลิงและเก็บพยานหลักฐานเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้ต่อไป
ฝ่ายโยธาชี้รื้อถอนในสัปดาห์นี้
นายศุภกรณ์ สอนใหม่ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เปิดเผยว่ ได้แจ้งแนวทางการรื้อถอนโครงสร้างที่ได้รับความเสียหายให้เจ้าของอาคารรับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าของอาคารจะต้องจัดหาผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการรื้อถอน พร้อมจัดหาวิศวกรควบคุมงาน เพื่อให้การรื้อโครงสร้างเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยเจ้าของอาคารให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และอยู่ระหว่างเร่งจัดหาผู้รับเหมาเพื่อเข้าดำเนินการ โดยฝ่ายโยธาจะติดตามและประสานงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรัดให้การรื้อถอนแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสามารถเข้าตรวจสอบจุดต้นเพลิงและเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
ยอดผู้เสียหายแจ้งความ170ราย
ด้าน พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ กทม.จัดศูนย์รับแจ้งเหตุบริเวณวัดพระพิเรนทร์ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตและตำรวจอำนวยความสะดวกให้ประชาชนระหว่างวันที่ 29-30ส.ค.ล่าสุด จำนวนประชาชนที่เดินทางมาแจ้งความที่ศูนย์ดังกล่าวลดลง วันนี้ตำรวจจึงปรับการดำเนินงานโดยจัดกำลังไปรับแจ้งความและสอบปากคำที่ สน.พระราชวัง 1ขณะนี้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 170 ราย ได้สอบปากคำแล้ว 138 ราย หากผู้เสียหายรายใดยังให้รายละเอียดความเสียหายไม่ครบถ้วน สามารถเข้าแจ้งความเพิ่มเติมได้ที่ สน.พระราชวัง 1 โดยมีตำรวจ 5 นายคอยอำนวยความสะดวก
ส่วนความคืบหน้าทางคดีพล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตำรวจจะทำงานร่วมกับกองพิสูจน์หลักฐานและกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพยานหลักฐานทั้งหมดจะต้องนำมาเชื่อมโยงและตรวจสอบให้สอดคล้องกัน ขณะที่ฝ่ายสืบสวนได้เร่งสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องและพยานในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งถือเป็นประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อมในช่วงเวลาที่เกิดเหตุโดยขณะนี้ได้มีการสอบปากคำและจัดกลุ่มข้อมูลพยานหลักฐานไว้แล้ว เพื่อใช้ประกอบการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้
ยังไม่ตัดปมอุบัติเหตุ-วางเพลิงทิ้ง
ส่วนประเด็นว่าสาเหตุเพลิงไหม้อาจเกิดจากอุบัติเหตุ หรือเป็นการกระทำโดยเจตนาเช่นการวางเพลิงนั้น พล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าวว่าตำรวจ ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง โดยฝ่ายสืบสวนจะดำเนินการตรวจสอบในหลายประเด็นควบคู่กันไป แต่จำเป็นต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานและประสานงานกับกองพิสูจน์หลักฐานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถสรุปสาเหตุได้อย่างชัดเจน
ส่วนกรณีเจ้าของสถานที่มีการทำประกันอัคคีภัยไว้หรือไม่นั้นเบื้องต้นได้รับแจ้งว่ามีการทำประกัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีเอกสาร หรือหลักฐานยืนยันจึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นประกันในส่วนของตัวอาคารหรือทรัพย์สินประเภทใดรวมถึงวงเงินประกันเท่าใดต้องรอเอกสารหลักฐานจากเจ้าของสถานที่ก่อน ทั้งนี้ เจ้าของสถานที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และหลังจากนี้จะมีการประชุมย่อยที่เต็นท์อำนวยการ เพื่อประสานข้อมูลและติดตามความคืบหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

