วัส ติงสมิตร ไขปมกฎหมาย สำนวนไต่สวน กกต.-DSI เป็นความลับตลอดไปจริงหรือ? จี้รัฐเลิกเหมาเข่ง ปกปิดข้อมูลคดีฮั้ว สว.

1 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สำนวนไต่สวน กกต.-DSI” ต้องปิดเป็นความลับตลอดไปจริงหรือ?
เมื่อการคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ปกปิดการใช้อำนาจรัฐ: บทเรียนจากคำวินิจฉัย ตม 10/2567 สู่ศึกข้อกฎหมายคดีฮั้ว สว.
ในห้วงเวลาที่สังคมกำลังจับตา "คดีฮั้ว สว." อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแต่ประเด็นความผิดทางการเมืองเท่านั้น แต่ประเด็นทางนิติศาสตร์ที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือ "สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในสำนวนไต่สวน"
เมื่อเกิดกรณีเอกสารหลุดหรือมีคำร้องขอตรวจสอบสำนวนไต่สวน คำถามสำคัญที่องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือหน่วยงานใช้บังคับกฎหมายอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มักยกขึ้นมาปฏิเสธคือ “สำนวนสอบสวนไต่สวนเป็นความลับตามกฎหมาย เปิดเผยไม่ได้”
แต่ในทางนิติรัฐ… สำนวนไต่สวนของรัฐต้องถูกปิดตายตลอดไปจริงหรือ?
1. มาตรา 41 พ.ร.ป. กกต. vs พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ: ขัดกัน หรือ ต้องทำงานร่วมกัน?
ข้ออ้างหลักของ กกต. มักอ้างอิง มาตรา 41 วรรคสาม แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่กำหนดให้ข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนหรือไต่สวนเป็นความลับ
อย่างไรก็ตาม ในระบบกฎหมายไทย เรามี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งวางหลักการสำคัญไว้ว่า "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น"
• เจตนารมณ์ของกฎหมาย กกต.: มุ่งคุ้มครองความลับในกระบวนการ เพื่อไม่ให้พยานถูกกดดัน และป้องกันไม่ให้พยานหลักฐานถูกทำลายขณะสืบสวนไต่สวน (มาตรา 41)
• เจตนารมณ์ของกฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ: มุ่งคุ้มครองความโปร่งใสและสิทธิในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของประชาชน (ตามมาตรา 15)
กฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ต้อง "นำมาอ่านประสานกัน" โดย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ มาตรา 15 (6) ได้เปิดช่องให้รองรับกฎหมายเฉพาะไว้อยู่แล้ว การเหมาเข่งปิดสำนวนทั้งหมดโดยไม่อิงระบบหลัก จึงเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
2. บทเรียนจากคำวินิจฉัย ตม 10/2567: "คดีจบแล้ว" เหตุผลการปกปิดย่อมเปลี่ยนไป
กรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งคือ คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ ที่ ตม 10/2567 (เรื่อง นายถาวร ขอคัดสำนวนการเลือกตั้งที่ กกต. มีมติยกคำร้อง) ซึ่งวางบรรทัดฐานไว้อย่างแหลมคมว่า:
1)เมื่อกระบวนการยุติลงแล้ว: เมื่อ กกต. (ในเอกสารเผยแพร่ใช้คำว่าคณะกรรมการ A) มีคำวินิจฉัยยกคำร้องและแจ้งผลเสร็จสิ้น การเปิดเผยสำนวนจึง "ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน" ตามมาตรา 15 (2) อีกต่อไป
2) ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย: ผู้ร้องเรียนหรือผู้ได้รับผลกระทบย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมในการรับทราบเหตุผลและพยานหลักฐาน เพื่อใช้สิทธิโต้แย้งทางกฎหมาย
3) ความโปร่งใสคือหัวใจ: การเปิดเผยจะช่วยแสดงให้เห็นถึงความสุจริตและโปร่งใสในการใช้อำนาจตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ
ข้อคิดสำคัญ: คำว่า "สำนวนไต่สวน" เป็นเพียงการบอก ที่มา ของเอกสาร แต่มิใช่ เหตุผล ที่จะสั่งให้เอกสารนั้นเป็นความลับไปตลอดกาล เมื่อเงื่อนเวลาเปลี่ยน เหตุแห่งการปกปิดย่อมลดน้อยลง!
3. "เปิดเผยเท่าที่เปิดได้ ปกปิดเท่าที่จำเป็น" (Redaction Principle)
คำวินิจฉัย ตม 10/2567 ไม่ได้สั่งให้เปิดเผยแบบ "สุดโต่ง" แต่ใช้หลักความสมดุล โดยสั่งให้หน่วยงาน "ลบ ตัด ทอน หรือปกปิด" (Redaction) ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อคุ้มครองพยาน
หากนำหลักการนี้มาจัดกลุ่มเอกสารในสำนวน จะแบ่งได้เป็น 4 ระดับ:
กลุ่มที่ 1 — เปิดเผยได้ทันที: ข้อเท็จจริงกลาง, เหตุผลที่ใช้รับฟังหรือไม่รับฟังพยานหลักฐาน, หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาทำคำสั่ง
กลุ่มที่ 2 — เปิดเผยแบบตัดทอน: เอกสารที่มีทั้งสาระสำคัญและข้อมูลส่วนบุคคล ให้ใช้วิธีคาดดำ/ตัดทอน ชื่อ ที่อยู่ หรือข้อความที่ระบุตัวตน
กลุ่มที่ 3 — ปกปิดเฉพาะส่วน: ชื่อ-สกุล, ภาพถ่าย, ลายมือชื่อ, เลขบัตรประชาชน, เบอร์โทรศัพท์ของพยานบุคคล เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยตามมาตรา 15 (4)
กลุ่มที่ 4 — ห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด: ข้อมูลที่มีกฎหมายเฉพาะสั่งห้ามเป็นการเฉพาะเจาะจง หรือกระทบต่อความมั่นคงระดับร้ายแรง
4. เจาะลึกกฎหมาย กกต.: เกราะคุ้มครองข่าวกรองและบทลงโทษสองเท่า
เมื่อพิจารณาโครงสร้าง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มีมิติทางกฎหมายที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน:
• การคุ้มครองการข่าว (มาตรา 32 (3)): กกต. มีอำนาจขอเบาะแสจากหน่วยงานข่าวของรัฐ แต่กฎหมายสั่งห้ามเปิดเผยทั้ง "ตัวข้อมูล" และ "แหล่งข่าว" ต่อสาธารณะโดยเด็ดขาด
• ข้อห้ามเปิดเผยและข้อยกเว้น (มาตรา 41 วรรคสาม): ห้ามบุคคลใดเปิดเผยข้อมูลการไต่สวน ข้อมูลการข่าว หรือข้อมูลผู้แจ้งเบาะแส เว้นแต่เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย (เช่น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ) หรือตามคำสั่งศาล
• โทษทางอาญาและอัตราโทษคูณสอง (มาตรา 68): ผู้ใดเปิดเผยความลับต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากผู้กระทำผิดเป็น กรรมการ กกต., เลขาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ กกต. กฎหมายลงโทษหนักเป็น 2 เท่า (จำคุกสูงสุด 10 ปี)
5. ดักฟัง-ดักข้อมูลการสื่อสาร: ด่านหินกฎหมาย DSI กับบทลงโทษรุนแรง 3 เท่า
ในกรณีที่มีการทำงานร่วมกันระหว่าง DSI และ กกต. หากในสำนวนคดีฮั้ว สว. มีการใช้อำนาจพิเศษตาม พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 (กฎหมาย DSI) สถานะความลับจะยิ่งเข้มงวดขึ้นอีกระดับ:
• อำนาจดักรับข้อมูลการสื่อสาร (มาตรา 25): DSI สามารถขออนุมัติศาลอาญาเพื่อดักรับ/เข้าถึงข้อมูลโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ต้องเป็นมาตรการขั้นสุดท้าย และต้องทำลายข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งทันที
• ห้ามเปิดเผยข้อมูลดักรับ (มาตรา 26): ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ได้มาจากการดักรับ เว้นแต่ใช้ดำเนินคดีพิเศษนั้น หรือปฏิบัติตามคำสั่งศาล
• บทลงโทษสายแข็ง 3 เท่า (มาตรา 39): บุคคลทั่วไปที่เปิดเผยข้อมูลดักรับ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 5 ปี แต่หากเป็น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ, เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ หรือพนักงานอัยการ ผู้กระทำผิดต้องรับโทษเป็น 3 เท่า (จำคุกตั้งแต่ 9 ปี ถึง 15 ปี)
6. กฎหมายกลางที่คุ้มครองความลับในราชการ: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164
นอกจากกฎหมายเฉพาะของ กกต. และ DSI แล้ว ระบบกฎหมายไทยยังมี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 เป็นบทบัญญัติกลางในการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เปิดเผยความลับ:
องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 164: เป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดมีสถานะเป็น "เจ้าพนักงาน" ผู้มีหน้าที่รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ แล้วกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น
บทลงโทษ: มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สถานะของประชาชนทั่วไป: ประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจมีความผิดในฐานะตัวการตามมาตรานี้โดยตรง แต่ อาจมีความผิดฐานเป็น "ผู้สนับสนุน" เจ้าพนักงานในการกระทำความผิดได้ หากมีการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่เจ้าพนักงานกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด โดยต้องรับโทษ 2 ใน 3 ของโทษที่กำหนด
ตัวอย่างคดีจากคำพิพากษาศาลฎีกา:
ข้าราชการครูได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งหรือสอบสัมภาษณ์ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการครูตามคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ย่อมถือได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานในการสอบครั้งนี้ เมื่อครูนำข้อสอบวิชาความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งซึ่งเป็นความลับของทางราชการไปเปิดเผยให้ผู้เข้าสอบรู้ก่อนเข้าสอบ เป็นความผิดฐานเปิดเผยความลับในราชการ ส่วนข้าราชการครูคนอื่นที่มิได้เป็นกรรมการสอบ ย่อมมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนครูซึ่งเป็นกรรมการ ศาลลงโทษจำคุก 5 ปี สำหรับครูที่เปิดเผยข้อสอบ ส่วนครูที่สนับสนุน จำคุก 3 ปี 4 เดือน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3194/2536)
7. สะท้อนกลับสู่ "คดีฮั้ว สว." : สังคมควรเรียกร้องอะไรจาก กกต. และ DSI?
เมื่อนำบรรทัดฐานทั้งหมดมาจับกับ "คดีฮั้ว สว." ที่อยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศ ข้ออ้างเรื่องการปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูล ยิ่งต้องถูกนำมาตั้งคำถามอย่างหนักแน่น:
1)การคุ้มครองพยาน ≠ การปกปิดการใช้อำนาจรัฐ: กกต. ไม่สามารถอ้างเรื่อง "ความปลอดภัยของพยาน" มาเป็นฉากบดบัง "เหตุผลในการยกคำร้อง หรือเหตุผลในการตัดพยานหลักฐาน" ได้ เพราะสามารถใช้วิธีลบชื่อพยานออก แล้วเปิดเผยสาระสำคัญของคดีได้
2) แยกแยะประเภทเอกสารให้ชัด: ข้อมูลดักฟังการสื่อสารทางเทคโนโลยี (ตามกฎหมาย DSI มาตรา 25) เป็นความลับเด็ดขาดที่ห้ามเปิดเผย แต่เอกสารไต่สวนทั่วไป วิดีโอสถานที่สาธารณะ หรือเหตุผลข้อกฎหมายที่ใช้ทำคำสั่ง ไม่ควรถูกนำมารวมเป็นความลับแบบเหมาเข่ง
3) ประโยชน์สาธารณะที่เหนือกว่า (Public Interest Test): คดีเลือก สว. เป็นเรื่องของการได้มาซึ่งผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติระดับชาติ มีผลประโยชน์สาธารณะสูงยิ่ง การตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการไต่สวนจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการคุ้มครองกระบวนการภายในของรัฐ
บทสรุป
นิติรัฐที่เข้มแข็งจะไม่อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามใจชอบโดยปราศจากการตรวจสอบ
การถกเถียงเรื่องสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. จึงไม่ควรมองแบบสุดโต่งว่า "ต้องเปิดหมดทุกหน้าจนพยานเดือดร้อน" หรือ "ต้องปิดทั้งหมดเพราะเป็นความลับของ กกต., DSI หรือ ป.อ. มาตรา 164"
กฎหมายได้วางกลไกป้องกันคนภายในรั่วไหลด้วยบทลงโทษหนัก 2 ถึง 3 เท่า รวมถึงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนไว้แล้ว ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้สังคมตรวจสอบความโปร่งใสได้ คำตอบที่ยึดหลักนิติธรรมที่สุดจึงเป็น “เปิดเผยเนื้อหาเพื่อความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ และปกปิดตัวบุคคลเพื่อความปลอดภัยของพยาน”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว... "การรักษาความลับของพยาน" กับ "การรักษาความลับของการใช้อำนาจรัฐ" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่มีวันเป็นเรื่องเดียวกันได้ครับ!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
1/9/69
#คดีฮั้วสว #กกต #DSI #พรบข้อมูลข่าวสาร #ประมวลกฎหมายอาญามาตรา164 #ความโปร่งใส #สิทธิการรับรู้ของประชาชน #คำวินิจฉัยตม10_2567 #นิติศาสตร์ #ตรวจสอบอำนาจรัฐ #เปิดเผยเป็นหลักปกปิดเป็นข้อยกเว้น #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

