เลิกปั่น! โตโยต้าลงทุนเวียดนาม 9.3 พันล้านบาท ไม่ใช่ย้ายฐานจากไทย แค่ปักหมุดลงทุนเพิ่ม

การประกาศลงทุนเพิ่มเติมของ Toyota ในเวียดนามมูลค่ากว่า 283 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,300 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองในประเทศไทย เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าและการขยายตัวของผู้ผลิตรถยนต์จีน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตัวเลขการผลิตและแผนลงทุนของ Toyota ทั้งในไทยและเวียดนามอย่างละเอียด การบอกว่า TOYOTA กำลังย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปเวียดนาม เป็นการกล่าวที่เกินเลยความจริงไปมาก
โครงการลงทุนใหม่ของ Toyota ในเวียดนามอยู่ที่จังหวัดฟู้เถาะ มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงรองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยกำลังการผลิตของโครงการอยู่ที่ประมาณ 52,000 คันต่อปี การลงทุนดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างฐานการผลิตเพื่อรองรับรถยนต์ยุคใหม่ ขณะเดียวกัน Toyota ยังมีแผนลงทุนมากกว่า 360 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงโรงงานและเตรียมการผลิตรถยนต์ไฮบริดในเวียดนาม
แต่หากนำตัวเลขดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะเห็นความแตกต่างของขนาดฐานการผลิตอย่างชัดเจน ปัจจุบัน Toyota มีโรงงานในประเทศไทย 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 770,000 คันต่อปี ขณะที่ปี 2568 Toyota ผลิตรถยนต์ในไทยจริง 564,933 คัน และส่งออกถึง 358,135 คัน สะท้อนว่าไทยยังเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่มีความสำคัญอย่างมากของ Toyota ในภูมิภาค
เมื่อเทียบกับเวียดนาม ความแตกต่างยิ่งเห็นได้ชัด Toyota Vietnam ผลิตรถยนต์ในปี 2568 ประมาณ 25,200 คัน ขณะที่โครงการใหม่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นประมาณ 52,000 คันต่อปี แม้จะรวมกำลังผลิตใหม่แล้ว ก็ยังมีขนาดเพียงประมาณหนึ่งในสิบของการผลิต Toyota ในไทยในปีเดียวกัน ดังนั้นในแง่ขนาดของฐานการผลิต เวียดนามยังห่างจากไทยมาก
ยิ่งไปกว่านั้น Toyota ยังมีแผนลงทุนในประเทศไทยประมาณ 55,000 ล้านบาท เพื่อขยายการผลิตรถยนต์ไฮบริด ตัวเลขนี้มีมูลค่าประมาณ 6 เท่าของโครงการลงทุนใหม่ 9,300 ล้านบาทในเวียดนาม จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่า Toyota ยังไม่ได้ลดความสำคัญของประเทศไทยลงในทันที ตรงกันข้าม ไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานผลิตหลักของบริษัทในอาเซียน
ประเด็นที่ต้องพิจารณาไม่ใช่ออยู่ที่ว่า Toyota กำลัง “ย้ายฐานจากไทยไปเวียดนาม” หรือไม่ แต่อาจต้องเปลี่ยนเป็นว่า Toyota กำลัง “กระจายฐานการผลิต” ในอาเซียนมากขึ้นหรือไม่ เพราะทิศทางการลงทุนที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ไทยมีข้อได้เปรียบจากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สะสมมานานหลายสิบปี มีผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก มีแรงงานที่มีทักษะ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออก และมีความเชี่ยวชาญด้านรถกระบะ โดยเฉพาะ Toyota Hilux ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของฐานการผลิตไทย
ขณะที่เวียดนามกำลังสร้างบทบาทใหม่ของตัวเองจากตลาดภายในประเทศที่มีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน และมีศักยภาพในการขยายตัวของตลาดรถยนต์อีกมาก Toyota จึงมีเหตุผลที่จะเพิ่มการผลิตในประเทศเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโต
ประเด็นที่ประเทศไทยควรกังวลจึงไม่ใช่การที่ Toyota จะนำโรงงานเดิมออกจากไทยในเวลานี้ แต่คือการแข่งขันเพื่อ “การลงทุนใหม่” ในอนาคต เพราะเมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ Hybrid และ EV การตัดสินใจว่าจะสร้างโรงงานรุ่นใหม่ที่ประเทศใด ย่อมขึ้นอยู่กับต้นทุน ตลาด แรงจูงใจจากรัฐบาล ซัพพลายเชน และความสามารถในการส่งออก
กล่าวได้ว่า Toyota ยังไม่ได้กำลัง “หนีจากไทย” แต่กำลังเพิ่มทางเลือกให้ตัวเองในเวียดนาม ขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่และได้รับการลงทุนด้าน Hybrid อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นของ Toyota ในเวียดนามถือเป็นสัญญาณเตือนว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาความได้เปรียบจากฐานการผลิตเดิมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากไทยต้องการรักษาตำแหน่งฐานผลิตรถยนต์สำคัญของอาเซียน จำเป็นต้องแข่งขันให้ได้ทั้งในด้านเทคโนโลยี ต้นทุน ซัพพลายเชน และการดึงดูดการลงทุนรถยนต์รุ่นใหม่
ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้จึงไม่ใช่ “Toyota ย้ายจากไทยไปเวียดนาม” หากแต่เป็น “Toyota กำลังขยายเครือข่ายการผลิต และเวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งของไทยในการแย่งชิงการลงทุนยานยนต์ยุคใหม่” ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

